Health Literacy Card
ปราสาทพนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์
 
หนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 (บ้านดอนหนองแหน) ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) คำว่า พนมรุ้ง นั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่
วันที่ 25 มิ.ย. 58

จุดที่น่าสนใจของปราสาทพนมรุ้ง เป็นดังภาพ ได้แก่ 1.สถานที่ที่เปลี่ยนเสือผ้่าของกษัตริย์ก่อนที่จะไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 2.ประตูหรือโคปุระที่มีรูปฤาษี และระเบียงคต 3.มุกด้านหน้าของเรือนธาตุ ที่มีทับหลังนารายณ์บรรทมสิทธุ์ 4.ห้องของตัวปราสาทที่มีโคนันทิอยู่ด้านหน้า 5.ตรงกลางของเรือนธาตุ เรียกห้องครรภคฤหะ มีศิวลึงค์ วางบนฐานโยนี ต่อเชื่อมลงไปตามรางออกไปด้านนอกปราสาท เรียกว่า ท่อโสมสูตร 6.บรรณาลัยที่เก็บคัมภีร์ 7.ปรางอิฐ 2 องค์ที่สร้างก่อนหน้าปราสาทประธาน ที่ได้หักพังลงแล้ว ึ8.ปรางน้อยที่อยู่ทางทิศใต้
*** จาก Web site (ขออนุญาตนำลง ณ.ที่นี้ด้วย) ***


บริเวณทางขึ้นด้านตะวันออก ซึ่งต้องชำระค่าผ่านประตูก่อนเข้าชม โดยคนไทย 30 บาท เข้าชมได้ทั้งปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทหินพนมรุ้ง


ปราสาทหินพนมรุ้งอยู้บนภูเขาไฟที่ดับแล้ว ก่อนมาถึงจุดนี้ รถต้องไต่เขาขึ้นมาก่อน




สถานที่ขายของที่ระลุึก รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับปราสาทหินพนมรุ้ง ในภาพ ส่วนที่เป็นภาพแกะสลัก รูปสามเหลี่ยมที่อยู่ด้านบน ถ้าเป็นปราสาทจะเรียก หน้าบัน และส่วนที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้่า จะเรียกกว่าทับหลัง จะเห็นรูปหน้าที่มีแต่หัวไม่มีตัว เรียก หน้ากาล หรือ ราหู


ส่วนแรกเป็นศิลาแลงที่เรียงขึ้นสู่ตัวปราสาท


บางพื้นที่เดินยาก จึงทำเป็นไม้ให้เดินสะดวกขึ้น


2 ข้างทาง เห็นมีการเรียงหิน ไกด์บอกว่า เลียนแบบคนเกาหลี แต่ที่เรียงเป็นคนไทยเรียง ถ้าใครเคยไปเกาะหินงาม ในหมู่เกาะตะรุเตา ก็จะเห็นการเรียงหินเช่นนี้เหมือนกัน


ด้านทิศเหนือ ก่อนจะขึ้นตัวปราสาท จะมีสถานที่เปลี่ยนเครื่องทรงของกษัตริย์ ก่อนที่จะนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ ซึ่งปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นเพื่อบูชา พระศิวะ





ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นโบสถ์พราหมณ์ลัทธิไศวะ มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นวัดมหายาน ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18


ก่อนจะถึงตัวปราสาท จะเดินผ่านทางที่เรียกว่าทางดำเนิน ทั้ง 2 ข้างจะมี เสาด้านบนเป็นรูปดอกบัวคว่ำ ซึ่งมีข้างละ 35 อัน ใช้ดอกบังแสดงถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ เสานี้เรียกกว่า เสานางเรียง



บริเวณด้านบนของตัวปราสาทแทนยอดเขาไกรลาศ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทพ ส่วนด้านล่าง คือเมืองมนุย์ พรมแดนที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ แทนด้วยสะพานพญานาค จะเห็นว่า พญานาค 5 เศียรในที่นี้ เป็นนาคที่มีรัศมี (หัวไม่โล้น) ซึ่งนาคที่สร้างในศตวรรษที่ 16 จะหัวโล้น เหมือนนาคของประสาทเมืองต่ำส่วนนาคที่สร้างในพุทธศควรรษที่ 17 หัวไม่โล้น ดังนาคของปราสาทพนมรุ้ง แสดงว่าปราสาทเมืองต่ำสร้างก่อนปราสาทพนมรุ้งราว 100 ปี


ฐานที่รองบันไดนาค แกะสลักอย่างสวยงาม โดยบันไดนาคเป็นพื้นยกสูง รูป กากบาท


พญานาคที่บันไดนาค บางตัวเป็นของเก่า (แกะจากหิน) บางตัวเป็นของใหม่ (หล่อด้านหน้าและด้านหลังและนำมาประกบกัน)


นาคตัวนี้ ไม่มีไลเคน สีเขียวจับ พอดูด้านข้าง เห็นรอยประกบด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีชั้นกลางเป็นตัวยึด แสดงว่าเป็นนาคที่หล่อใหม่ ไม่ใช่ของเก่าที่เอาหินมาแกะ (ไกด์คนเก่งของเราสอนเรา)


นาคตัวนี้ น่าจะเป็นของเก่า เนื่องจากเห็นรอบเขียวๆ เป็นไลเคน จับ


มีภาพจำหลักรูปดอกบัวแปดกลีบ อาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปด ในศาสนาฮินดู หรือเป็นจุดที่ผู้มาทำการบูชา ตั้งจิตอธิษฐาน จากสะพานนาคราชชั้นที่ 1 มีบันไดจำนวน 52 ขั้นขึ้นไปยังลานบนยอดเขา


ซูมเพื่อให้เห็นลายของดอกบัว 8 กลีบ


พญานาคถ่ายจากด้านข้าง



ถ้าจะขึ้นไปดูปราสาท ก็ต้องขึ้นบันได จำนวน 52 ขั้น โดย 52 แทน จำนวนสัปดาห์ต่อปี โดย 1 ปีมี 52 สัปดาห์


ถ่ายจากด้านบนลงมาที่สะพานนาคราช และทางดำเนินที่มีเสานางเรียงข้างละ 35 ต้น เพื่อให้ สะพานยกพื้นสูงเป็นรูปกากบาท ที่บริเวณตรงกลางที่มีการล้อมรั้วเตี้ยๆ คือ ภาพลายดอกบัว 8 กลีบ


ที่ชานพักของบันได จะมีเสาหินสูงราว 60 ซม.ตั้งอยู้ โดยจะมีรูตรงกลาง ใช้สำหรับปักธง เวลามีพิธีต่างๆ หรือเรียกว่า ปักธงชัย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ อำเภอ ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นอำเภอที่ใกล้กับตัวปราสาทพนมรุ้ง


ซูมลงไปเพื่อให้เห็นรูที่ใช้ปกธง


จะสังเกตให้ก้อนหินจะมีรูอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นรูสำหรับยกหรือลากก้อนหินมา โดยเชื่อว่ามีการตัดหินที่บริเวณบ้านหินกรวด ซึ่งหินบริเวณนี้มีสีชมพู (สถานที่มีหลักฐานว่าเป็นที่ตัดหินของไทยมี 3 ที่ คือ ที่หินกรวดบุรีรัมย์ เพื่อไปสร้างปราสาทหินพิมาย ที่ อ.สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีม สำหรับสร้างปราสาทหินพิมาย และที่ อ.กันทรลักษณ์ ศรีสะเกษ ไปสร้างปราสามเขาพระวิหาร)


เมื่อขึ้นบันได 52 ขั้นมาแล้ว ก็เห็นประตู หรือโคปุระ และมีระเบียงคตล้อมรอบประสาทที่อยู่ด้านใน ก่อนจะเข้าประตู ก็มีบันไดนาค ชั้นที่ 2



เมื่อมองจากความสูงตรงนี้ลงไปด้านล่าง


คืนวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนเข้าทุบทำลาย รูปปั้นทวารบาลและสัตว์พาหนะ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายศิวลึงค์ โดยลักษณะเป็นการทำลายแขนเทวรูปก่อน แล้วจึงนำแขนเทวรูปไปทุบกับใบหน้าสัตว์พาหนะอื่นๆ โดยกรมศิลปากรรายงานว่าเป็นการทำลายเศียรพญานาคที่เป็นของจริง 4 เศียรจาก 11 เศียร นอกนั้นเป็นเทวรูปที่จำลองขึ้น โดยได้ทำการซ่อมสิงห์ 2 ตัวทางด้านตะวันตก และพญานาค (พญานาคที่ถูกทุบคือ องค์หน้าด้านขวามือ)


จากประตูของระเบียงคต สามารถมองทะลุผ่านทะลุประตู 15 บาน เห็น ศิวลึกที่อยู่เรือนธาตุตรงกลาง ผ่านไปเห็นท้องฟ้าที่อยู่ด้านหลัง เนื่องจากการก่อสร้างสร้างแนวที่ตรงกันระหว่างประตูทุกบานนี้เอง จึงพบสิ่งมหัศจรรย์ที่สามารถเห็นพระอาทิตย์ ขึ้นลอดช่องประตูทั้ง 15 บานได้ ในวันที่ 3-5 เมษายน และ 8-10 กันยายน


ทำเหมือนบันไดนาคชั้นแรก คือ ระหว่างกลางของสะพานมีดอกบัว 8 กลีบ ซึ่งจะเล็กกว่าชั้นแรก


ทับหลังเป็นรูปพระศิวะอยู่เหนือหน้ากาล ถือดอกบัว



ที่หน้าบันเป็นภาพจำหลักรูปฤๅษีซึงหมายถึงพระศิวะในปางที่เป็นผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือเรียกว่า โยคทักษิณามูรติ พระศิวะในภาคของมหาโยคีผู้ยิ่งใหญ่ ถือประคำในพระหัตถ์ขวา ประทับนั่งลลิตสนะ แวดล้อมด้วยบริวาล พระองค์สามารถรักษาผุ้คนด้วยเวทมนต์คาถา และอาจรวมหมายถึง นเรนทราทิตย์ ผู้ก่อสร้างปราสาทประธานแห่งนี้ด้วย




สะพานนาคราชชั้นที่ 3 ที่เป็นส่วนต่อระหว่าง ประตูหน้าของระเบียงคตกับ เรือนธาตุด้านหน้า (มองจากด้า่นข้าง)


แนวเส้น 4 เส้น ที่ขีดยาวมาตลอด ตั้งแต่ สะพานนาคราช ชั้นที่ 2 มายังกึ่งกลางของประตูของระเบียงคด ไปยังช่องประตูต่างๆภายในปราสาทประธาน ออกไปยังประตูของกำแพงแก้วด้านหลัง ความตั้งใจให้ประตูทุกบานวางอยู่แนวเดียวกัน ทำให้เกิดสิ่งมหัศจจรรย์คือ เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ช่างสมัยโบราณตั้งใจทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น


ทางเข้าที่จะเข้าไปยังปราสาทประธาน ด้านหน้า ซึ่งประตูนี้คือประตูที่มีทับหลังที่โด่งดังที่สุดคือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์


หน้าบัน เป็นภาพแกะสลัก ศิวนาฏราช หรือพระศิวะกำลังร่ายรำ ส่วนทับหลัง แตกเป็น 3 ชิ้น ชิ้นซ้ายมือสุดยังหาไม่พบ ส่วนชิ้นกลาง เป็นชิ้นที่หายไปตั้งแต่ปี 2503 และได้คืนจากพิพิธภัณฑ์ชิคาโก้ในปี 2531 ส่วนชิ้นขวาสุด ได้คืนมาก่อนชิ้นกลาง


ด้านใต้ของพระศิวะ มีรูปผู้หญิง 2 คน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระอุมา ส่วนด้านขวามือ คือ พระพิฆเนศ โอรสของพระอิศวร




ที่ทับหลังของมณฑปด้านทิศตะวันออกปราสาทประธาน เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวา เหนือ พระยาอนันตนาคราช ซึ่งทอดตัวอยุ่เหนือมังกรอีกต่อหนึ่งท่ามกลางเกษียรสมุทรมีก้านดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีของพระองค์ มีพระพรหมประอยู่เหนือดอก บัวนั้น พระนารายณ์ทรงถือ คฑา สังข์ (?) และจักรไว้ในพระหัตถ์หน้าซ้าย พระหัตถ์หลังซ้ายและพระหัตถ์หลังด้านขวา ตามลำดับ ส่วนพระหัตถ์หน้า ขวา รอบรับพระเศียรของพระองค์เองทรงมงกุฏรูปกรวยกภณฑล กรองศอ และทรงผ้าจีบเป็นริ้ว มีชายผ้ารูปหาปลาซ้อนกันอยู่ 2 ชั้นด้านหน้าคาดด้วย สายรัดพระองค์ มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับมีปพระลักษณมีชายาพระองค์ประทับนั้นอยู่ตรงปลายพระบาท สำหรับพระพรหม ซึ่งประทับเหนือดอกบัวนั้น มีสี่พักตร์ สี่กร


การบรรทมสินธุ์ของพระนารายณ์นั้น คือ การบรรทมสินธุ์ของพระ นารายณ์นั้น คือ การบรรทมในช่วงการสร้างโลก การบรรทมแต่ละครั้ง นั้น จะเกี่ยวกับยุคเวลาในแต่ละกัลป์ภาพทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทพนมรุ้งนี้ คงได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์วราหปุราณะ เป็นคัมภีร์ ที่ให้ความสำคัญแก่ พระนารายณ์เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ในขณะที่พระนารายณ์ กำลังบรรทมอยู่นั้น ได้ทรางสุบินขึ้นจากพระนาภี บนดอกบัวได้บังเกิดพระพรหม และพระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์ และสิ่งต่าง ๆ


ถัดจากองค์พระนารายณ์มาทางซ้ายบริเวณเลี้ยวของทับหลัง มีรูปหน้า กาลคายพวงอุบะขนาดใหญ่ เหนือหน้ากาลมีรูปครุฑ ใช้มือยึดนาคไว้ ข้างละต้นนอกจากนี้ยังปรากฏรูปสัตว์อื่น ๆ ได้แก่ นกแก้ว ลิง และนกหัสดีลิงค์คาบช้างอยู่ด้วย



ภาพนี้มี 2 สมมุติฐาน สมมุติฐานแรก คือ พิธีเบิกพรหมจรรย์ของพราหมณ์ สมมุติฐานที่ 2 คือ พิธีการรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูกัด



ภาพราคะศิลป์ โยคี 2 องค์นั่งหันหลังชนกัน




ภาพพระกฤษณะฆ่าพระยากงส์


โคนนทิ เป็นประติมากรรมวัว ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของปราสาทประธานเคียงข้างกับศิวลึงค์ โคนนทิ (อังกฤษ: Nandin) คือ พาหนะของพระศิวะ โคนนทิเป็นบุตรของพระกัศยปกับโคสุรภี พระศิวะเห็นโคสุรภีก็อยากจะได้เป็นบริวารแต่รังเกียจว่าเป็นเพศเมีย พระกัศยปจึงอาสาผสมพันธุ์กับโคสุรภี จึงให้กำเนิดเป็นวัวเพศผู้ชื่อว่า "นนทิ" แล้วถวายเป็นบริวารของพระศิวะ ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูวิมานบนเขาไกรลาสด้านทิศตะวันออกคู่กับมหากาลและทำหน้าที่เป็นเทพพาหนะเมื่อพระศิวะเสด็จออกภายนอก



โคนนทิ ถ่ายจากห้องครรภคฤหะ (ห้องศิวลึงค์) ออกไป ซึ่งจะเห็นช่องประตูทึกบานตรงกัน


ที่กลางเรือนธาตุ จะพบ ศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระศิวะ วางอยู่่บนฐาน (น่าจะเป็นฐานโยนี) ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระอุมา เป็นสถานที่พราหมณ์ทำพิธีศักดิ๋สิทธิ์ แล้วน้ำสรงจากการทำพิธีจะไหลไปตามทางไปสู่ท่อโสมสูตร


ไม่พบศิวลึงค์ที่สร้างในสมัยโน้น ศิวลึงค์ที่เห็นได้จากการบริจาค จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนบนเป็นรูปกลม ส่วนกลางเป็นรูป 8 เหลืยม และส่วนล่างเป็นรูป สี่เหลี่ยม


หลักฐานที่ว่าในกลางเรือนธาตุนั้น มีศิวลึกงค์ เนื่องจากเห็นคล้ายบ่อเพื่อรับน้ำสรงใกล้ศิวลึงค์ จากนั้นต่อเป็นรางออกไปนอกตัวปราสาทประธาน เรียก ท่อโสมสูตร


ท่อโสมสูตรที่ขุดพบ


เทพประจำทิศ มีทั้งทิศหลัก 4 ทิศ และทิศเฉียงอีก 4 ทิศรวม 8 ทิศ จากรูปเป็นพระอินทร์ เทพประจำทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาชูวัชระคู่ประทับบนช้างเอราวัณ



เท้าของทวารบาล


ปรางน้อยที่อยู่ทางทิศใต้ของตัวปราสาท สันนิษฐานว่าสร้างก่อนประสาทประธาน หรือ ราวพุทธศตวรรษที่ 16












ทวารบาร ผู้ปกป้องรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิภายในปราสาท


บรรณาลัย หรือสถานที่เก็บคัมภีร์




ปรางอิฐ 2 องค์ที่หักพังลงมาเหลือแต่ฐาน อยู่ทางทิศเหนือของปราสาทประธาน สันนิษฐานว่าสร้างก่อนปราสาทประธาน ราว พุทธศตวรรษที่ 16



ซุ้มประตูและระเบียงคตทางด้านทิศตะวันตก (ด้านหลัง)



มองลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน โดยในวันที่ 6-8 มีนาคม และ 6-8 ตุลาคม จะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกลอดบานประตูทั้ง 15 ช่องได้


ทางลงทางทิศตะวันตก มี สิงห์อยู่ 2 ตัว