Health Literacy Media Display
การขับเคลื่อน Health Literacy ความรอบรู้ด้านสุขภาพ
อ.ชะนวนทอง ธนะสุกาญจน์ ใน Rama Channel (2019-12-10)
 

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ สำคัญอย่างไร

ปัญหาเรื่องความร้อบรู้ด้านสุขภาพในประเทศไทย นั้นมีมานานแล้ว แต่ยังไม่ สุกงอม จนเมื่อมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปสาธารณสุขได้หยิบประเด็นเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นประเด็นในการปฏิรูป โดยการให้สุขศึกษาในประเทศไทยนั้นมีมานานแล้ว แต่ปัญหาอุปสรรคคือ
  1. คนไทยไม่สามารถเอาข้อมูลการให้สุขศึกษาที่เจ้าหน้าที่สอนมาสู่การปฏิบัติได้ และไม่มีการวัดผลว่า สิ่งที่สอนไปนั้นจะนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่
  2. การปรับเปลี่ยนการให้สุขศึกษาแนวเก่า (Classical Health Education) เป็นการให้สุขศีกษาแบบร่วมสมัย (Contemporay Health Education) โดยเน้นทั้ง 3 เรื่องหลักคือ Information Education Communication (IEC) จนนำไปสู่การปฏิบัติ โดยวิธีการสอนต้องปรับเปลี่ยนกับวิถีชีวิตและสามารถปฏิบัติได้จริง
  3. ตัวที่บ่งบอกว่า ประชาชนไม่สามารถนำความรู้จากการให้สุขศึกษาไปสู่่การปฏิบัติได้ คือ การเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ทั้งแบบฉุกเฉินและแบบเรื้อรัง การมีผลแทรกซ้อน และมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากประชาชนไม่สามารถตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์ได้
  4. นิยามของความรอบรู้ทางสุขภาพนั้นที่เข้าใจยากและมีหลากหลายนิยาม ซึ่งประเทศไทยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยใช้รูปภาพตัว V เดิมเราคิดว่า ถ้าให้ เข้าถึงข้อมูล (Step ที่ 1) จะเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม (Step ที่ 5) ซึ่งแท้จริงแล้วระหว่าง step ที่ 1 ถึง 5 ยังมีอีก 3 ขั้นตอนก่อนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ต้องสร้างความเข้าใจ (Step 2) ต้องเปิดโอกาสให่มีการศื่อสาร 2 ทางด้านการซักถามเพื่อให้เข้ากับสถนการณ์ของแต่ละคน (Step ที่ 3) จนนำไปสู่การตัดสินใจ (Step 4) เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรม (Step 5) จะเกิดหลังจากการตัดสินใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วได้ผลดี ก็จะบอกต่อ
  5. เราใช้กระบวนการสร้างทักษะทางปัญญา (congitive skill) โดยการให้ความรู้ มีการซักภามจนเกิดความเข้าใข แต่ยังขาดการใช้กระบวนการทางสังคม เพื่อสนับสนุนการสร้างทักษะทางสังคม ซึ่งก็คือการสนับสนุนจากสังคมหรือชุมชนรอบด้านให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่ตัดสินใจแล้ว เช่นมีสิ่งอำนวยความสะดวก มีการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นต้น
  6. เจ้าหน้าที่ของเราไม่สามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับสาร เข้าถึงได้ เนื่องจากใช้สื่ออย่างเดียวกัน ด้วยวิธีการเดียวกันกับทุกกลุ่มเป้าหมาย (One fit to all)
  7. ไม่รู้เป้าหมายการสื่อสารคือการตัดสินใจด้วยตัวเขาเอง จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ซักถาม โดยต้องใช้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และตอบข้อซักถามจนหายคล่องใจเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจด้วยตนเองในท้ายที่สุด

สิ่งที่จะดำเนินการเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

  1. กลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกที่จะเปลี่ยนได้แก่ กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข และต้องสร้างระบบนิเวศเพื่อให้สังคมเช้ามีช่วย หรือต้องทำองค์กรต่างๆให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุชภาพ (Health Literate organization หรือ HLO) ซึ่งไม่ใช่่เฉพาะองค์กรทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน บริษัทห้างร้าน สถานประกอบการต่าง ซึ่งเมื่อแต่ละองค์กรเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพหมดแล้ว จะนำไปสู่สังคมรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเป็นการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ผ่านการประเมินอย่างมีทักษะ ไม่เชื่อสื่อที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งถ้าเกิดการรอบรู้แล้ว จะลดความเจ็ยป่วย ลดค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ
  2. การทำข้อความหลัก (Key message) ที่จะนำไปใช้ระดับประเทศ เพื่อที่จะนำไปใช้ในการประเมินว่าประชานชนคนไทยได้รับหรือไม่ ได้รับและเข้าใจหรือไม่
  3. การประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย แล้วกระจายข้อมูลต่างๆให้แต่ละเขตสุขภาพ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนในเขต โดยประเมินว่าข้อความหลักใดที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงแล้วไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแล้วยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติ

ผลลัพธ์ที่อยากได้คือ

  1. ประชาชนตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล และมีทักษะในการประเมินข้อมูลว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร มี media Literacy คือ Sure ก่อน Share
  2. มีแหล่งข้อมูลทางสุขภาพที่เชือถือได้ ง่ายต่อการเข้าถึง
  3. สิ่งที่จะตามมาจากข้อ 1 และข้อ 2 คือ การเจ็บป่วยจะลดน้อยลง ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจะลดลง เจ้าหน้าที่มีความสุขมากขึ้นเนื่องจากสามารถลด Load จากการให้บริการในโรคที่สามารถป้องกันได้