Health Literacy Media Display
การติดต่อเชื้อโรคทางอากาศและการสวมหน้ากากอนามัย
กรมควบคุมโรค (2020-01-31)
 

ประเภทของหน้ากากอนามัย จำแนกตามวัตถุประสงค์

หน้ากากแบบผ้า
หน้ากากอนามัยแบบกระดาษ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง
หน้ากากอนามัยแบบ N95
  1. หน้ากากผ้า ใช้สำหรับประชาชนปกติที่ยังไม่ป่วย สามารถที่จะใช้หน้ากาผ้าได้ เนื่องจากสามารถซักและนำมาใช้ใหม่ได้ (Reuse) เพราะถ้าคนปกติใช้หน้ากากอนามัยแบบครั้งเดียวทิ้ง ก็จะทำให้เกิดขยะจำนวนมาก
  2. หน้ากากอนามัยแบบกระดาษที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ใช้ในกรณีที่ป่วยด้วยโรคติดเชื่อระบบทางเดินหายใจ เช่นเป็นหวัด ใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยก่อนทิ้งควรทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันการกระจายเชื่อไปสู่สิ่งแวดล้อม หน้ากากอนามัยประเภทนี้ จะประกอบด้วย 3 ชั้น คือ
    1. ชั้นแรก อยู่ด้านนอกสุด เป็นกระดาษมันที่สามารถกันน้ำหรือสิ่งคัดหลั่งต่างๆได้ ด้านนอกมีสีเขียวหรือสีฟ้า
    2. ชั้นกลาง เป็นชั้นที่สามารถกรองเชื้อโรคได้
    3. ชั้นในสุด เป็นกระดาษนุ่มสีขาว เป็นชั้นที่ออกแบบให้นุ่มเพื่อให้สัมผัสกับใบหน้า
  3. หน้ากากอนามัยแบบ N95 ใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องให้บริการกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ที่มีความเสี่ยงสูงจากการรับเชื้อที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือละอองน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย

การใส่หน้ากากอนามัย

ต้องใส่ให้ถูกต้องโดยเฉพาะแบบที่ 2 และ 3 (ดู clip ประกอบ)
  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่หน้ากากอนามัย
  2. เวลาใส่หน้ากากอนามัย ส่วนของหน้ากากอนามัยที่ชอบเป็นลวดให้ใส่ไว้ด้านบน แล้วคล้องสายกับหูทั้ง 2 ข้าง กดลวดให้แนบกับจมูก และแนบกับใบหน้า เพื่อป้องกันเชื้อโรคผ่านร่องที่อยู่ด้านบน
  3. ดึงด้านล่างของหน้ากากอนามัย ให้ลงไปด้านล่างให้ครอบที่คาง และพยายามไม่ให้มีร่องด้านข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่อยู่ในอากาศเข้าไปภายในหน้ากากได้


การกระจายของเชื้อโรคในอากาศเวลาไอหรือจาม

แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
  1. ฝอยละอองเชื้อโรคขนาดใหญ่ (Large Infectious droplet) สามารถไปได้ไกล 1-3 ฟุตหรือ 30-90 ซม.
  2. ฝอยละอองเชื้อโรคขนาดเล็ก (small Infectious droplet) สามารถไปได้ไกล 3-5 ฟุตหรือ 90-150 ซม.
  3. ฝอยละอองเชื้อโรคขนาดเล็กมาก (Infectious droplet nuclei ) สามารถไปได้ไกล 5-160 ฟุตหรือ 150-4800 ซม. ซึ่งมีน้อยมากที่เชื้อโรคสามารถกระจายไปในอากาศด้วยวิธีแรก

การกระจายของเชื้อโรคในอากาศ สำหรับเชื้อโรคที่พบบ่อย

แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
  1. แบบ Droplet ที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน สามารถไปได้ไกล 1-3 ฟุตหรือ 30-90 ซม. ได้แก่ เชื้อไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก SARS ,Ebola และ Corona Virsus 2019 (อู่ฮัน) หรือ N CoV 2019
  2. แบบ Airborn ที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน สามารถไปได้ไกล 3-5 ฟุตหรือ 90-150 ซม. หรือมากกว่า ได้แก่ เชื้อ วัณโรค หัด สุกใส

ประเภทของการติดเชื้อทางอากาศ (Mode of transmission)

  1. การสัมผัสอย่างใกล้ชิด (Closed Contact) ทำให้สูดดมไวรัสเข้าไปโดยตรง การใส่หน้ากากอนามัย จะสามารถป้องกันการติดต่อได้
  2. การติดต่อทางอากาศ (Air Borne) โดยคนไข้ไอหรือจาม เชื้อโรคลอยอยู่ในอากาศ แล้วเราสูดดมเชื้อโรคเข้าไปในทางเดินหายใจโดยตรง หรือละอองฝอยตกลงมาสู่พื้นก่อน จากนั้นขึ้นไปแขวนลอยไปในอากาศอีกครั้งหนึ่งแล้วเราสูดดมเข้าไปในทางเดินหายใจ การใส่หน้ากากอนามัย จะสามารถป้องกันการติดต่อได้
  3. การติดต่อจากการสัมผัส (Fomite ) คนไข้สัมผัส น้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อโรค จากนั้นไปจับสิ่งของต่างๆ ทำให้พื้นผิวที่สัมผัสมีเชื้อโรคอย่ (Surface virus) เมื่อเราสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรค แล้วเอามือไปสัมผัสที่ปากหรือจมูก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการล้างมือบ่อยๆ และไม่นำมือที่ไม่แน่ใจว่าสะอาดไปสัมผัสที่ใบหน้า จมูก จะสามารถป้องกันการติดต่อได้