1. โคโรนาไวรัส คืออะไร
โคโรนาไวรัส คือ วงศ์ตระกูล (Family) ของไวรัส ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ สำหรับในคน มีหลายโคโรน่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคของระบบทางเดินหายใจ ที่เรารู้จัก เรียงจากที่มีรุนแรงต่ำได้แก่ ไข้หวัดธรรมดา จนไปถึงที่มีความรุนแรงมากได้แก่ MERS (Middle East Respiratory Syndrome) และ SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome) และที่เพิ่งพบล่าสุดคือ COVID-19 ( COronaVIrus Disease-2019.)
ภาพถ่ายของ SARS-CoV-2, ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 การที่มีชั้นนอกสุดมีลักษณะที่เป็นหนามยื่นออกมา ซึ่งมีลักษณะเหมือนมงกุฏ จึงตั้งชื่อไวรัส ในวงศ์ตระกูลนี้ว่าโคโรน่าไวรัส (Corona แปลว่า มงกุฏ) (Credit: NIAID-RML)(Credit: NIAID-RML)
ภาพวาดโคโรน่าไวรัสที่ชื้อ ซาส์คอฟ-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งหลาบคนมักสับสนใน 2 คำนี้ สรุป ซาส์คอฟ-2 คือชื่อของไวรัส ส่วนโควิด-19 เป็นชื่อโรค (Credit: CerTest Bio Tech)
ภาพวาด ซาร์โคฟ-2 ประกอบด้วยส่วนที่เป็นหนาม (Spike) เมนเบรน (M) ปลอดหุ้ม (E) ส่วนนี้เป็นไขมัน ซึ่งเมื่อถูกสบู่จะทำให้ปลอกหุ้มฉีกขาด ด้านในตรงกลางคือ RNA และ นิวคลิอีกแอสิค (Credit: Encyclopaedia Britainnica)
2. โควิด 19 คืออะไร
โควิด-19 เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากโคโรนาไวรัสที่เพิ่งพบใหม่ในปลายปี 2019 ที่ชื่อว่า ซาร์คอฟ-2 โดยก่อนหน้านั้นไม่เป็นที่รู้จัก จนเกิดการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น ในประเทศจึน เมื่อเดือนธันวาคม 2019 ซึ่งขณะนี้ (1 May 2020) ได้ระบาดไป 200 ประเทศ/Teritories ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 3 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต มากกว่า 2 แสนคน โดยเริ่มระบาดที่เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) จากนั้นไประบาดที่ยุโรป และข้ามไปทวีปอเมริกา โดยประเทศที่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ USA
สรุป โควิด-19 (COVID-19) คือชื่อโรค ส่วน ซาร์คอฟ-2 (SARS-CoV-2) คือชื่อไวรัสในตระกูลโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19
3. โรคโควิด-19 มีอาการอะไร
  1. อาการของ โควิด-19 ที่พบบ่อยที่สุดคือไข้ ไอแห้ง ๆ และอ่อนเพลีย ผู้ป่วยบางคนมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว คัดจมูก เจ็บคอ และบางรายมีอุจาระเหลว โดยปกติอาการจะไม่หนัก บางคนมีการติดเชื้อแต่มีอาการน้อยมากจนเหมือนไม่มีอาการ (การที่มีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการ ทำให้ตรวจคัดกรองได้ยาก ทำให้การแพร่กระจายเชื้อไปอย่างรวดเร็ว)
  2. ส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะหายเองโดยไม่จำเป็นต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล มีประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง โดยมีอาการหายใจลำบาก
  3. ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด หรือมะเร็ง จะมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงได้มากกว่า แต่ทุกกลุ่มอายุก็สามารถที่จะมีอาการรุนแรงได้โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวเท่านั้น
  4. ผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ตามสามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อไวรัวไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไร ที่มีอาการ ไข้ ไอ และหายใจลำบาก ควรที่จะไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจว่าเป็นโควิด-19 หรือไม่
4. ถ้าเกิดมีอาการเข้าได้กับโควิด - 19 จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
อาการที่เข้าได้กับโควิด-19 ได้แก่ อาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก หรืออาการเหมือนกับเป็นหวัดนั่นเอง
  1. ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง ได้ได่แก่ มีอาการไอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ โดยทั่วๆไปแล้วไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ ให้พักอยู่ที่บ้าน และทำการแยกตัวเอง (Self Isolation) และเฝ้าระวังอาการ โดยปฏิบัติตาม แนวทางการแยกตัวเองที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
  2. ถ้ามีอาการหายใจลำบาก หรือมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ต้องรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน หรือติดต่อ 1669 เพื่อรีบพาท่านไปโรงพยาบาล
  3. ในกรณีที่ไปพบแพทย์ต้องสวมหน้ากากอนามัย และให้อยู่ห่างจากบุคคลอื่นๆไม่น้อยกว่า 1 เมตร (Socail หรือ Physical Distancing) และไม่ควรใช้มือไปสัมผัสพื้นผิวต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู ลิฟท์ ราวบันได เป็นต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเด็ก ต้องช่วยให้เด็กให้ทำตามคำแนะนำดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
  4. ถ้าอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งระบาดของมาลาเรีย หรือไข้เลือดออก ต้องไม่ละเลยอาการของไข้ เนื่องจากไข้อาจจะเกิดจากมาลาเรียหรือเป็นไข้เลือดออกก็ได้ ควรที่จะไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยแยกโรค
5. โควิด-19 มีการแพร่กระจายเชื้ออย่างไร
เชื้อซาร์โคฟ-2 ที่เป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ 2 ทางคือ
  1. เชื้อไวรัสแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งผ่านทางละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลาย ซึ่งกระจายออกในเวลาไอ จาม หรือพูด โดยละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลายที่มีเชื้อไวรัสปนอยู่นั้นจะมีความหนักเมื่อเทียบกับอากาศ ทำให้ไม่สามารถที่จะกระจายไปได้ไกล และตกลงสู่พื้นโดยไปได้ไม่เกิน 1 เมตร (3 ฟุด) เมื่อหายใจและสูดเอาละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสแทรกตัวอยู่จึงทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และนี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง 1 เมตรหรือ 3 ฟุต จากบุคคลอื่น เนื่องจากขนาดของไวรัสเมื่อรวมกับละอองฝอยของน้ำมูก น้ำลายแล้วจะมีขนาดประมาณ 5 ไมครอน เพราะฉะนั้น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgival Mass) ซึ่งสามารถกรองได้ 3 ไมครอน ก็สามารถจะป้องกันไวรัสที่รวมกับละอองฝอยได้ ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากาก N-95 ส่วนหน้ากากผ้า ก็สามารถปัองกัน แต่ประสิทธิภาพจะสู้หน้ากากอนามัยได้
  2. นอกจากนี้เชื้อที่ตกลงสู่พื้นผิวต่างๆ รอบตัวผู้ที่มีเชื้อไวรัส ได้แก่ โต๊ะ ลูกบิดประตู เมื่อเอามือไปสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่ แล้วเอามือไปสัมผัสที่ใบหน้า ปาก จมูกหรือตา ก็สามารถที่จะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัส และนี้เป็นเหตุผลที่จะต้องล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่ หรือ เจลแอลกอฮอร์
  3. การมีชีวิตรอดของ ไวรัสซาร์คอฟ-2 ซึ่งระยะเวลาแตกต่างกันขึ้นกับ ที่อุณหภูมิ และพื้นผิวประเภทต่างๆ และประสิทธิภาพของยาฆ่าเชื้อประเภทต่างๆ ดังภาพด้านล่าง โดยอุณหภูมิต่ำ เชื้อไวรัสจะอยู่รอดได้นานกว่า พื้นผิวที่เรียบไวรัสจะอยู่ได้นานกว่าผิวขรุขระ การอยู่รอดของพื้นผิวต่างๆ และประสิทธิภาพของน้ำยาฆ่าเชื้อสรุปได้ดังตารางค้านล่าง
  4. องค์การอนามัยโลก กำลังประเมินวิธีการติดต่อที่นอกเหนือจากการกระจายผ่านทางละอองฝอยน้ำมูกน้ำลาย และจากการสัมผัส ถ้ามีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีการแพร่กระจายเชื้อในภาวะปกติ นอกเหนือจาก 2 กรณีแล้ว จะแจ้งให้ทราบ ในขณะนี้ วิธีการแพร่กระจายเชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ในภาวะปกติ จึงมีเพียง 2 วิธีดังกล่าวเท่านั้น ส่วนการแพร่กระจายเชื้อในภาวะไม่ปกติ ได้แก่ ในสถาวะที่ทำหัตถการทางการแพทย์หรือทันตกรรม ที่มีการ Generate Aerosal เช่นการใช้เครื่องพ่นละอองฝอย การกรอฟัน เป็นต้น แนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหัตถการเหล่านั้น ระวังการแพร่กระจายเชื้อแบบ Aerosal ซึ่งประชาชนธรรมดาที่ไม่ได้ทำหัตถการเหล่านั้น ไม่ควรวิตกการแพร่กระจายเชื้อแบบ Aerosal
6. วิธีที่จะป้องกันผู้อื่นและตัวเราเอง ในกรณีที่ไม่รู้ว่าใครติดเชื้อหรือไม่
พฤติกรรมสุขภาพ 3 เรื่องที่จะป้องกันเราและผู้อื่นจากโควิด-19 คือ
  1. กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกต้อง (7 ขั้นตอนของการล้างมือ) และล้างมือแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอร์ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือด้วยน้ำและสบู่ได้
  2. การสวมหน้ากากอนามัย เป็นเรื่องที่สำคัญในการป้องกันตัวเราเองและผู้อื่น ไม่ให้ติดเชื้อ โดยคนที่ไม่ป่วยสวมหน้ากากผ้าได้ คนป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์สวมหน้ากากอนามัย ส่วนหน้ากาก N-95 สำหรับบุคลาการทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19
  3. การเว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1 เมตร (3 ฟุต) โดยเฉพาะในเวลาที่ยืนอยู่ใกล้คนที่ไอหรือจาม เนื่องจากเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายได้ แม้ในช่วงที่ยังไม่มีอาการหรืออาการแสดง การที่เว้นระยห่าง 1 เมตร เป็นเรื่องที่จำเป็น
7. จะต้องทำอย่างไร เมื่อสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นโควิด - 19
นิยามของคำว่า การสัมผัสอย่างใกล้ชิด หมายถึง
  1. การอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วยโควิด-19
  2. การอยู่ใกล้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระยห่างที่น้อยกว่า 1 เมตร
ถ้าสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับคนที่เป็นโควิด-19 คุณอาจจะติดเชื้อได้ จึงควร กักกันตัวเองอยู่ในบ้าน (Self quarantine) เพื่อเฝ้าระวังว่ามีอาการหรือไม่จนผ่านพ้นระยะฟักตัว (14 วัน) สรุปถ้าสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สิ่งที่ต้องทำ ในเบื้องต้นคือ ถามตัวเองว่า สัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่
  1. กรณีที่สัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 แล้ว ให้ทำการกักกันตัวเอง (Self Quarantine) เป็นเวลา 14 วัน แล้วเฝ้าระวังตัวเองว่า เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีอาการป่วยอื่นๆหรือไม่ ถ้ามีอาการต้องไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 ให้แพทย์ทราบโดยห้ามปกปิด เมื่อเวลาไปโรงพยาบาล ต้องสวมหน้ากากอนามัย และไม่ใช้มือไปสัมผัสพื้นผิวต่างๆเช่น ลูกบิดประตู ราวบันได หรือลิฟท์ ในกรณีที่ผู้ที่มีอาการเป็นเด็ก ผุ้ปกครองต้องช่วยเหลือเด็กให้สามารถปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และถ้ามีอาการไข้และอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรียหรือไข้เลือดออก ต้องไม่ละเลยที่จะต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรค
  2. ในกรณีที่มีอาการ และได้รับการยืนยันจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้วว่าเป็นโควิด-19 หลังจากที่หายจากโรคหรือไม่มีอาการ ก็จำเป็นต้อง แยกตัวเอง (Self Isolation) ต่ออีก 14 วัน ซึ่งเป็นมาตรการระวังไว้ก่อน เนื่องจากเราไม่รู้ระยะเวลาที่แน่นอนว่าเชื้อยังสามารถแพร่ให้กับผู้อื่นได้อีก ภายหลังที่หายใจจากอาการของโรคแล้ว ถึงแม่ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจะเป็นลบแล้ว 2 ครั้งก็จำเป็นต้องแยกตัวเองต่ออีก 14 วัน โดยปฏิบัติตามแนวทางของการแยกตัวเองของกระทรวงสาธารณสุข

มีศัพท์ 2 คำที่ทำความสับสนให้กับประชาชน คือ การแยกตัวเอง (Self Isolation) และการกักกันตัวเอง (Self quarantine) จึงขออธิบายเพื่อแยกความแตกต่างกัน (Key word ที่จะแยกความแตกต่าง คือ 1.มีอาการหรือไม่ 2.สัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่ )ดังนี้

  1. การแยกตัวเอง (Self Isolation) หมายถึง มีอาการเข้าได้กับโควิด-19 ได้แก่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ แต่ไม่มีประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 จึงแยกตัวเองเพื่อสังเกตอาการ เพราะเกรงว่าถ้าเป็นโควิด-19 แล้วไม่แยกตัวเอง ก็จะแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น ต้องแยกตัวเองนาน 14 วันแม้จะมีอาการเล็กน้อย (ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก)
  2. การกักกันตัวเอง (Self quarantine) คือคนที่ขณะนี้ยังไม่มีอาการ แต่ไปสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งการแพร่กระขายเชื้อนั้นสามารถแพร่กระจายเชื้อก่อนที่มีอาการได้ จึงจำเป็นต้องกักกันตัวเอง จนพ้นระยะฟักตัว (14 วัน) ถ้่่่าไม่มีอาการ แสดงว่าน่าจะไม่ติดเชื้อ (ส่วนใหญ่ถ้าติดเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน น่าจะมีอาการ แต่ก็มีส่วนน้อยที่ไม่มีอาการเหมือนกัน) ก็เลิกกักกันตัวเองได้ แต่ถ้ามีอาการให้ไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสให้แพทย์ทราบ โดยการกักกันตนเอง ยังแบ่งย่อยเป็น 3 ประเภท คือ
    1. State quarantine คือการกักกันโรคในพื้นที่ที่ส่วนกลางจัดให้
    2. Local quarantine คือการกักกันโรคในพื้นที่ที่จังหวัดจัดให้
    3. Self quarantine คือการกักกันโรคที่บ้าน
8. การแยกตัวเอง (Self Isolation) หมายถึงอะไร
  1. การแยกตัวเอง คือ การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ไม่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 แต่มีอาการ ไข้ ไอ หรืออาการของโรคโควิด-19 อย่างอื่น ทำการพักอยู่ที่บ้าน และไม่ได้ออกไปทำงานหรือไปโรงเรียน หรือออกไปยังที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการแยกตัวเองตามความสมัครใจ หรือตามตำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ถ้าคุณอยู่ในพื่นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรียหรือไข้เลือดออก ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรค ในช่วงที่ไป รพ.ต้องใส่หน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างจากบุคคลอื่นไม่ต่ำกว่า 1 เมตรและไม่ใช้มือสัมผัสพื้นผิวใดๆทั้งสิ้น ในกรณีที่ผู้ที่มีอาการเป็นเด็ก ต้องช่วยเหลือให้เด็กสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านั้นได้อย่างเคร่งครัด
  2. การแยกตัวเองเป็นมาตรการที่จำเป็น ในกรณีที่มีอาการของโควิด -19 เพื่อป้องกันการติดต่อกับคนในครอบครัวหรือชุมชน เนื่องจากการแพร่กระจายเชื้อ สามารถแพร่กระจายได้ แม้ในช่วงที่ไม่มีอาการ หรือบางรายที่เป็นโควิด-19 มีอาการที่ไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการ เพราะฉะนั้นในช่วงระบาด เมื่อมีอาการที่เข้าได้กับโควิด-19 ก็ควรแยกตัวเองไว้ก่อน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  3. แยกตัวเอง ต้องปฏิบัติตัวดังนี้
    1. พักในห้องที่มีขนาดใหญ่และมีการระบายอากาศที่ดี และเครื่องอำนวยความสะดวกในห้องน้ำ ได้แก่ น้ำ และสบู่ ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น ในกรณีที่ไม่สามารถนอนคนละห้องได้ ต้องวางเตียงให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
    2. ติดตามอาการทุกวัน
    3. ทำการแยกตัวเอง 14 วัน แม้จะไม่มีอาการก็ตาม
    4. ถ้ามีอาการหายใจลำบาก ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือ 1669 ทันที เพื่อให้นำตัวไปรักษที่ รพ.)
    5. ช่วงที่แยกตัวเองที่บ้าน ให้คิดเชิงบวก ไม่ท้อแท้ และติดต่อ ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนหรือคนที่รักทางโทรศัพท์ หรือใช้ social Media ต่างๆ ร่วมกับกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายภายในบ้าน
9. ต้องทำอย่างไร ถ้าคิดว่าได้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 และความหมายของการกักกันตนเอง (Self quarantine) คื
  1. ถ้าสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 ย่อมมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ยังบอกไม่ได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ จำเป็นต้องทำการกักกันตนเอง (Self quarantine เพื่อสังเกตุว่ามีอาการหรือไม่ จนพ้นระยะฟักตัว (14 วัน)
  2. การกักกันตนเอง (Self quarantine) คือการแยกตัวเองออกจากผู้อื่น เนื่องจากได้สัมผัสกัยผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งในช่วงก่อนระยะฟักตัวจะยังไม่มีอาการจึงต้องกักกันตัวเองเพื่อ เพื่อเฝ้าระวังว่ามีอาการเกิดขึ้นหรือไม่
  3. การกักกันตนเองมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นในช่วงที่ยังไม่มีอาการของโรค เนื่องจากผู้ป่วยโควิด-19 สามารถติดต่อผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว การกักกันตนเองสามารถป้องกันการติดต่อไม่ให้เกิดขึ้นได้
  4. ควรกักกันตนเองในห้องที่มีขนาดใหญ่และมีอาการถ่ายเทได้ดี ร่วมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องการทำความสะอาดมือ และมีห้องน้ำที่แยกจากผู้อื่น ถ้ามีความจำกัดของสถานที่ จำเป็นต้องอาศัยร่วมกับผู้อื่นในห้องเดียวกัน ก็ต้องวางเตียงให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยให้แยกไม่ให้อยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวและผู้อื่น และให้สังเกตุอาการทุกวัน เช่นวัดไข้ และดู้ว่ามีอาการ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก หรือไม่ โดยกักกันตนเองเป็นเวลา 14 วัน (แม้จะไม่มีอาการก็ตามก็ต้องกักตังเอง 14 วัน) ถ้ามีอาการหายใจลำบาก ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือโทร 1669 เพื่อให้รับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อกักกัยตัวเองที่บ้าน ให้ติดในเชิงบวก และติดต่อครอบครัว เพื่อนหรือคนที่รักผ่านทางโทรศัพท์หรือ social media
  5. ถ้าจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ต้องใส่หน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างจากบุคคลอื่นไม่ต่ำกว่า 1 เมตรและไม่ใช้มือสัมผัสพื้นผิวใดๆทั้งสิ้น ในกรณีที่ผู้ที่มีอาการเป็นเด็ก ต้องช่วยเหลือให้เด็กสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านั้นได้อย่างเคร่งครัด
  6. ถ้าคุณอยู่ในพื่นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรียหรือไข้เลือดออก ต้องไม่เพิกเฉยอาการไข้ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรค
10. ความแตกต่างของ 3 คำได้แก่ การแยกตัวเอง (Self Isolation) การกักกันตัวเอง (Self quarantine) การเว้นระยะห่าง (Distancing)
  1. การกักกันตนเอง (Self quarantine) คือ ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 แต่ยังไม่มีอาการจึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 จึงจำเป็นต้องกักกันเองเพื่อสังเกตุว่ามีอาการเกิดขึ้นหรือไม่ เป้าหมายของการกักกันตนเองเพื่อป้องกันการแพร่กจะจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นในช่วงที่ยังไม่ปรากฏอาการ
  2. การแยกตังเอง (Self Isolation) คือ ผู้ที่ไม่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโควิด -19 แต่มีการเข้าได้กับโควิด-19 (ไข้ ไอ เจ็ยคือ อาจจะมีอาการคัดจมูก) การแยกตัวเอออกจากผู้อื่น ก็พื่อป้องกันการแพร่กระจายโรค โดยระยะเวลาของการแยกตัวเอง องค์การอนามัยโลกแนำนำให้แยกตัวเองนาน 14 วัน
  3. การเว้นระยะห่างทางกายภาพ (physical Distancing) คือการเว้นระยะห่างจากบุคคลอื่นไม่ต่ำกว่า 1 เมตร (3 ฟุต) ซึ่งเป็นมาตรการทั่วไปที่จะให้ทุกคนปฏิบัติแม้คนเหล่านั้นจะเป็นคนปกติดี ที่ไม่มีประวัติการสัมผัสโควิด-19
11. เด็กและวัยรุ่นสามารถติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่
  1. งานวิจัย สรุปว่า เด็กและวัยรุ่นติดเชื้อโควิด-19 ได้เหมือนกันช่วงอายุอื่นๆ และสามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อได้
  2. จากหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบัน พบว่าเด็กและวัยรุ่นที่ติดเชื้อจะมีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่า แต่ก็สามารถพบอาการรุนแรงได้ในเด็กและวัยรุ่น
  3. เด็กและผู้ใหญ่ต้องทำตามคำแนะนำในการกักกันตนเองและแยกตัวเอง ในกรณีที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโควิด-19 (มีอาการหรือสัมผัสผู้ติดเชื้อของโควิด-19 ) และควรให้เด็กหลีกเลี่ยงสัมผัสผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากกลุ่มนี้เมื่อติดเชื้อแล้ว มีโอากาสที่จะมีอาการรุนแรงสูงกว่ากลุ่มอื่น ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตสูง
12. จะทำอะไรเพื่อที่จะปกป้องตนเองและป้องกันการแพร่กระจายโรค
  1. ให้ตระหนักและติดตามข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีพร้อมในเว็บไซท์ขององค์การอนามัยโลก หรือติดตามจข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขหรือศูนย์โควิด-19 ของรัฐบาล โดยขณะนี้ได้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกือบทุกประเทศทั่วโลก ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมโควิด-19 ได้แก่ประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ที่สามารถลดการแพร่ระบาดของโรคได้ แต่สถานการณ์ของโรคยังไม่สามารถที่จะทำนายได้ จึงควรติดตามข้อมูลข่าวสารล่าสุด
  2. คุณสามารถลดโอกาสในการติดเชื้อ หรือแพร่กระจายเชื้อ โดยระมัดระวังในเรื่องพื่นฐาน ดังนี้
    1. ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และล้างอย่างถูกต้อง (7 ขั้นตอน) ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอร์เจล เพื่อที่จะฆ่าไวรัสที่อยู่ในมือคุณ (มือเป็นอวัยวะที่มีโอกาสไปสัมผัสพื้นผิวต่างๆที่มีเชื้อไวรัสอยู่ )
    2. เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร (3 ฟุต) เนื่องจากการไอและจามทำให้เกิดละอองฝอยของน้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสอยูด้วย ถ้าอยู่ใกล้ชิดผู้คนในระยะน้อยกว่า 1 เมตร และบุคคลนั้นติดเชื้อโควิด-19 ก็มีโอกาสที่จะสูดละอองฝอยของน้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสอยู่เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้
    3. หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนแออัด เพราะถ้ามีฝูงชนจำนวนมาก โอกาสที่จะทำให้เกิดการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 และทำให้การเว้นระยะห่าง 1 เมตรกระทำได้ยากขึ้น
    4. หลีกเลี่ยงการใช้มือไปสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก เนื่องจากมือที่สัมผัสพื้นผิวที่มีไวรัสอยู่ มีโอกาสทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทาง ปาก จมูกและตาได้
    5. ต้องมั่นใจว่า คุณและบุคคลอื่นรอบตัวคุณ ใส่หน้ากากอนามัย อย่างถูกต้อง โดยล้างมือก่อนใส่หน้ากากอนามัย คล้องสายกับหูทั้ง 2 ข้างโดยให้ด้านที่มีลวดอยู่ด้านบน บีบลวดให้แนบกับดั้งจมูก ดึงหน้ากากอนามัยด้านล่างให้ครอบปากและคางให้สนิท เมื่อใส่หน้ากากอนามัยแล้ว ไม่ควรนำมือไปสัมผัสหน้ากากอนามัย เวลาถอดหน้ากากอนามัยให้ถอดแล้วพับหน้ากากใส่ถุง ก่อนที่จะทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิด จากนั้นล้างมือให้สะอาดอีกครั้ง
    6. อยู่ที่บ้านและแยกตัวเองเมื่อมีอาการของ ไข้ ไอ เจ็บคอ (แม้จะมีอาการเล็กน้อยก็ต้องแยกตัวเอง) จนกว่าจะหายดีหรือไม่ปรากฏอาการ ในกรณีที่จำเป็นออกนอกบ้านต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น เนื่องจากการหลีกเลี่บงการสัมผัสกับผู้อื่น สามารถที่จะปกป้องเขาหล่านั้นจากโควิด-19 และโรคของระบบทางเดินหายใจอื่นๆ
    7. ถ้ามีไข้ ไอ และหายใจลำบาก ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข หรือ 1669 เพื่อนำคุณไปรักษาที่โรงพยาบาล และยังเป็นการป้องกันการกระจายเชื้อได้อีกทางหนึ่ง
    8. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 ที่ล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์โควิด-19 แห่งชาติ
13. มีวัคซีนหรือยาในการรักษาโควิด-19 หรือไม่
  1. ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสในการรักษาโควิด-19 ที่เฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตามผู้ที่ป่วยเป็นโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง ต้องรับเข้ารักษาตับในโรงพยาบาล เพราะที่จะให้การดูแลในเรื่องผลแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจหรือผลแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีอาการดีขึ้นจนสามารถกลับบ้านได้ แต่มีบางส่วนที่เสียชีวิต
  2. ขณะนี้ทั่วโลกกำลังศึกษาวิจัยเพื่อหาวัคซีนและยาที่เฉพาะเจาะจงในการต้านไวรัส และกำลังจะถูกทดลองทางคลินิก องค์การอนามัยโลกได้ประสานกับประเทศต่างๆในการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกัน และยาในการรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งเริ่มมีรายงานว่ามียาต้านไวรัสบางตัว ถ้าให้ยาตั้งแต่เริ่มแรก สามารถลดความรุนแรงของโรคได้
  3. ปัจจุบันวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคโควิด-19 คือ
    1. ล้างมือบ่อยๆและล้างอย่างถูกต้องด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอร์เจล
    2. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส ปาก จมูก ตา
    3. เวลาไอหรือจามให้ปิดปากและจมูกด้วยการงอข้อศอก แทนการใช้มือปิดปาก หรือปิดด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งกระดาษทิชชูและล้างมือทันที
    4. เว้นระยะห่างกับผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร (3ฟุต)
14. เมื่อสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ใช้ระยะเวลานานเท่าไรถึงจะเกิดอาการ
ระยะเวลาระหว่างการสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 จนถึงมีอาการ หรือที่เรียกว่าระยะฟักตัว โดยปกติจะใช้เวลา 5-6 วัน แต่สามารถอยู่ในช่วง 1-14 วันได้ ในการคสบคุมโรคโควิด-19 จึงกำหนดให้ระยะฟักตัวเท่ากับ 14 วัน
15. ความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อโควิด-19 กับสัตว์
  1. โควิด-19 ติดต่อระหว่างคนสู่คน แต่ปัจจุบันมีการศึกษาทำให้ทราบว่ามีไวรัสตัวอื่นๆที่อยู่ในวงศ์ของโคโรนา และส่วนใหญ่ของโคโรนาไวรัสมีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์ เช่น SARS เชื่อว่าพาหะคือ ชะมด ส่วน MERS คือ อูฐ
  2. เชื้อไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 ที่มีชื่อว่าซาร์โคฟ-2 (SAR-Cov-2) เป็นไวรัสตัวใหม่ที่ติดต่อมาสู่คนได้ และสัตว์ที่เป็นแหล่งกำเนิดไวรัสที่ชื่อ SAR-CoV-2 ยังไม่ทราบแน่นอน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศีกษาวิจัย โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดติดตามการวิจัยล่าสุดอยู่
  3. มีการศึกษา พบว่าสารพันธุกรรมของ SAR-CoV-2 นั้นมีส่วนเหมือนกับค้างคาว และตัวลิ่น (Pangolin) แต่ยังไม่เข้ากันได้ 100% ซึ่งต้องมีการค้นหากันต่อไป
16. สามารถที่จะติดโรคโควิด-19 จากสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่
  1. มีรายงานว่าพบสุนัขและแมว (แมวเลี้ยงและเสือ) ที่สัมผัสกับคนเลี้ยงที่ติดเชื้อโควิด-19 ตรวจทางห้องปฏิบัติได้ผลบวกต่อโรคโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเฟอริท (Ferret สัตว์ที่มีลักษณะคล้ายพังพอน) จะเป็นสัตว์ที่ไวต่อการติดเชื้อ การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า แมวและตัวเฟอริทสามารถที่จะแพร่กจะจายเชื้อโควิด-19 ไปให้ตัวอื่นใน species เดียวกันได้ แต่ไม่หลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสัตว์เหล่านี้สามารถแพร่่โรคมาสูคนได้ และการแพร่กระจายโรคจากะสัตว์สู่คนไม่บทบาทที่สำคัญในการแพร่กระจายเชื้อ โดยการแพร่กจะจายเชื้อหลักที่สำคัญมาจากคนสู่คน ผ่านทางละอองฝอยที่มีเชื่อโรคปะปนอยู่จากการไอ จาม หรือพูด
  2. การแนะนำในขณะนี้จึงแนะนำให้ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้งดเว้นการสัมผัสกับผู้อื่นรวมถึงสัตว์เลียงด้วย และให้ล้างมือหลังจากจับหรือสัมผัส หรือให้อาหารหรือน้ำแก่สัตว์เลี้ยง รวมถึงห้ามจูบสัตว์เลี่ยง หรือไม่ให้สัตว์เลี้ยงเลีย และไม่ให้แบ่งอาหารคนให้สัตว์เลี้ยงกิน คำแนะนำเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ OIE website : click for Link
  3. องค์การอนามัยโลกกำลังติดตามการศึกษาที่ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมคืบหน้าเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง
17. เชื้อไรัสที่เป็นสาเหตให้เกิดโรคโควิด-19 มีชีวิตอยู่รอดในพื่นผิวต่างๆได้นานเท่าไร
  1. สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรรู้เกี่ยวกับโคโรนาไวรัสตัวนี้คือ ไวรัสที่อยู่ที่พื้นผิวต่างๆสามารถที่จะฆ่าด้วยการทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ตามบ้าน จากการศึกษาพบว่า เชื่้อไวรัส SAR-CoV-2 ที่เป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 สามารถมีชีวิตรอดในพื้นผิวที่เป็นพลาสติ สเตนเลส ได้นาน 72 ชั่วโมง แต่อยู่ในพื้นผิวที่เป็นทองแดงได้นานน้อยกว่า 4 ชั่วโมง และน้อยกว่า 24 ชั้วโมงในพื้นผิวที่เป็น Card board
  2. ด้วยเหตุผลที่ไวรัสสามารถมีชีวิตรอดบนพื้นผิวได้นานเป็นวันๆ จึงต้องล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ และล้างมือให้ถูกต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอร์ และหลีกเลี่ยงการนำมือสัมผัส ปาก จมูก ตา
  3. จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ พบว่าการอยู่รอดของไวรัสซาร์โคฟ-2 นั้นขึ้นกับตัวแปรของ อุณหภูมิ (อุณหภูมิต่่าอยู่ได้นาน) ความชื้น (อากาศชื้นอยู่ได้นาน) และประเภทชองพื้นผิว (พื้นผิวเรียบอยู่ได้นาน) ดังตารางด้านล่าง
  4. ปัจจัยอุณหภูมิ
    1. ที่อุณหภูมิ 4 องศา อยู่ได้นานมากกว่า 14 วัน
    2. ที่อุณหภูมิ 22 องศา จะไม่พบเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป 14 วัน
    3. ที่อุณหภูมิ 37 องศา จะไม่พบเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป 2 วัน
    4. ที่อุณหภูมิ 56 องศา จะไม่พบเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที
    5. ที่อุณหภูมิ 70 องศา จะไม่พบเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที
  5. ปัจจัยพื้นผิว ที่อุณหภูมิ 22 องศา ความชื้นที่
    1. พื้นผิวที่เป็นกระดาษและกระดาษทิซชู จะไม่พบเชื้อไวรัส เมื่อเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง
    2. พื้นผิวที่เป็นไม้ หรือ ผ้า จะไม่พบเชื้อไวรัส เมื่อเวลาผ่านไป 2 วัน
    3. พื้นผิวที่เป็นแก้ว หรือธนบัตร จะไม่พบเชื้อไวรัส เมื่อเวลาผ่านไป 4 วัน
    4. พื้นผิวที่เป็นพลาสติก สเตนเลส หน้ากากอนามัยชั้นใน จะไม่พบเชื้อไวรัส เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน
    5. พื้นผิวที่เป็นหน้ากากอนามัยชั้นนอก เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน เชื้อยังสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้
18. จะไปร้านชำได้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร
  1. ออกนอกบ้านเพื่อไปที่ร้านชำ ร้านสะดวกซื้อ หรือศูนย์การค้าใส่หน้ากากอนามัย ไปด้วยทุกครั้ง
  2. ปฏิบัติตามขั้นตอนป้องกันการติดเชื้อที่ร้านกำหนด เช่น วัดอุณหภูมิ และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอร์
  3. ถ้าเป็นไปได้ ให้ทำความสะอาดที่จับของรถเข็น หรือตระกร้าก่อน
  4. เมื่อเข้าไปในร้าน ให้เว้นระยะห่างจากผู้อื่นไม่ต่ำกว่า 1 เมตร (3 ฟุต) และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส ปาก จมูก ตา
  5. เมื่อกลับถึงบ้าน หรือหลังจากสัมผัสกับของที่ซื้อมาแล้ว ให้ล้างมือให้สะอาด
ในขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันของการติดเชื้อโควิด-19 ที่แพร่กระจายผ่านอาหาร หรือหีบห่อที่บรรจุอาหาร
19. จะล้างผักหรือผลไม้อย่างไร
ผลไม้และอาหาร เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ให้ล้างผักหรือผลไม้เหมือนกับวิธีการล้างตามปกติ และก่อนที่หยิบจับผักและผลไม้ ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หลังจากนั้นให้ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำสะอาด โดยเฉพาะผลที่กินสดๆโดยไม่ผ่านความร้อน
20. ยาปฏิชีวนะสามารถที่จะรักษาหรือป้องกันโรคโควิด-19 ได้หรือไม่
  1. ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาหรือป้องกันโควิด-19 ได้ เนื่องจากยาปฏิชีวนะสามารถใช้ได้กับเชื้อที่เป็นแบคทีเรียได้เท่านั้น แต่สาเหตุที่เทำให้เกิดโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัส ดังนั้นยาปฏิชีวนะจึงไม่สามารถฆ่ามันได้ เนื่องจากไวรัสต้องเข้าไปในเซล แล้วไปเพิ่มจำนวนในเซล กระบวนการในการจัดการไวรัสจึงต้องอาศัยภูมิกันของร่างกาย เพื่อไปจัดการเซลที่ไมีไวรัสอยู่ เราจึงไม่ได้ยินคำว่ายาเพื่อฆ่าเชื้อไวรัส มีแต่ยาต้านไวรัส เช่นไปยับยั้งการแบ่งตัวไม่ให้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว c]tไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยหวังผลในการรักษาหรือป้องกันโรคโควิด-19
  2. ในโรงพยาบาลบางครั้งแพทย์ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาหรือป้องกันการติดเชื้อซ้ำเติมจากเชื้อแบคทีเรีบ ซึ่งเป็นผลแทรกซ้อนที่เกิดตามมาหลังจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้อาการหนักขึ้น ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะต้องสั่งโดยแพทย์เพื่อที่จะรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่่มาซ้ำเติม
21. สามารถรับเชื้อจากอุจจาระจากผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่
  1. ในช่วงแรกของการศึกษา แนะนำว่าไวรัสสามารถพบในอุจจาระได้ในบางราย แต่การศึกษาในปัจจุบัน ไม่มีการรายงานของการแพร่กระจายเชื้อที่เกิดจากการปนเปื้อนอุจจาระเข้าปาก และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโควิด-19 สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในน้ำหรือสิ่งปฏิกูล
  2. องค์การอนามัยโลกกำลังประเมินการวิจัยเกี่ยวกับการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 และจะเผยแพร่การค้นพบใหม่ให้ทราบในโอกาสต่อไป
22. เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV2 ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ติดและแพร่ผ่านสัตว์น้ำ หรือไม่
ยังไม่มีรายงานว่าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สัตว์น้ำไม่มีส่วนในการแพร่กระจายเชื้อไวรัส ดังนั้น สัตว์น้ำจึงเป็นแหล่งโปรตีนที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การเตรียมอาหารที่ถูกสุขอนามัยและปรุงสุก จะช่วยป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสจากผู้ปรุงที่อาจติดเชื้อไวรัสโควิด-19 การศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 และความเข้าใจที่ถูกต้องด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์มากยิ่งขึ้น
สาระสำคัญ 7 ประการ เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV2 ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ไม่ติดและไม่แพร่จากสัตว์น้ำ
  1. ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่พบว่าสัตว์น้ำ ปลา กุ้ง หอย ปู กบ ติดไวรัสชนิดใหม่นี้
  2. สัตว์น้ำไม่มีส่วนในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น
  3. สรีรวิทยาของสัตว์น้ำมีความแตกต่างจากคนค่อนข้างมาก โดยสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่มีปอด และตัวรับบนผิวเซลล์ต่อเชื้อไวรัสแตกต่างจากคน ทำให้โอกาสที่ไวรัสชนิดใหม่นี้จะติดสัตว์น้ำเป็นไปได้ยากมาก แม้ว่าเชื้อไวรัสจะเกิดการกลายพันธุ์ก็ตาม
  4. ปัจจุบันยังไม่พบคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผ่านการบริโภคสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
  5. อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคสัตว์น้ำที่ปรุงสุก หรือถ้าจำเป็นต้องบริโภคสัตว์น้ำดิบ เช่น ปลาดิบ ผู้ปรุงควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัย เช่น ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยขณะเตรียมอาหาร และผู้ปรุงควรมีสุขภาพแข็งแรง
  6. สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมีความปลอดภัยในการบริโภค และสัตว์น้ำมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีสารอาหารที่จำเป็นหลายชนิด เช่น โอเมก้า-3 เป็นต้น

รศ.นสพ.ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์
ภาควิชาจุลชีววิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อ้างอิงข้อมูลจากเอกสารวิชาการ Asian Fisheries Science 33(2020):74-78. https://doi.org/10.33997/j.afs.2020.33.1.009