1. มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มีสาเหตุจากพันธุกรรม ถ้าไม่มีตนในตครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ก็ไม่มี
พบมะเร็งเต้านมที่สัมพันธ์กับพันธุกรรม จากการถ่ายทอดยีนส์ที่เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมจากแม่ไปสู่ลูกเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น หรือจะกล่าวได้ว่า ปัจจัยของวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าปัจจัยทางพันธุกรรม
2. ไม่มีวิธีในการที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้
วิถีการดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม วิธีการลดความเสี่ยงจากมะเร็งเต้านมสามารถทำโดยการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงปกติ ไม่ให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และไม่ดื่มแอลกอฮอร์ ไม่สูบบุหรี่ รายละเอียดการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
  1. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้น้ำหนักเกิน ดัชนีมวลกายมากกว่า 25 ถือว่าน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะหญิงที่หมดประจำเดือน อีกทั้งเพิ่มโอกาสที่มะเร็งจะเกิดใหม่ในรายที่รักษามะเร็งเต้านมสงบไปได้แล้ว (Recurrent) สาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงเนื่องจากเซลไขมันนั้นสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งฮอร์โมรเพศหญิงที่ชื่อ เอสโตรเจนที่มากเกินไปส่งผลให้เซลมะเร็งเติบโตผิดปกติและพัฒนาเป็นมะเร็งเต้านม
  2. รับประทานอาหารที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ อาหารมีส่วนสัมพันธ์กับมะเร็งทุกประเภทประมาณร้อยละ 30-40 ยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่าอาหารอะไรที่สามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้ แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า อาหารบางประเภทสามารถลดความเสี่ยงจากมะเร็งเต้านมได้ เกิดได้รับสารอาหารจากอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักและผลไม้ ถั่วประเภทต่างๆ ธัญพืช การกินอาหารที่ไม่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง สามารถป้องกันไม่ให้เซลมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งในท้ายที่สุดได้
  3. การไม่ออกกำลังกาย มีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายที่มีความหนักระดับปานกลางถึงหนัก สัปดาห์ละ 4-7 ชั่วโมง (240-420 นาที) สามารถลดอัตราเสี่ยงจากมะเร็งเต้านมได้ การออกกำลังกายสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือด และอินซูลิน โกร์ท แฟกเตอร์ (Insulin growth fator) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของเซลเต้านม นอกจากนี้การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถรักษาน้ำหนักตัวให้ปกติด้วย ซึ่งน้ำหนักตัวที่อยู่ในเกณฑ์ปกตินั้นเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่ากลุ่มที่น้ำหนักเกิน หรืออ้วน
  4. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ พบว่าหญิงที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เสี่ยงเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ และถ้าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ทุกวันความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ จากการศึกษาพบว่าแอลกอฮอร์ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตริจนเพิ่มขึ้น และฮอร์โมนอื่นๆที่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมที่มีตัวจับโฮร์โมน( Hormone-receptor positive breast cancer)
  5. การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลายประเภทรวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงอายุน้อยที่ยังไม่หมดประจำเดือน และหญิงที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ได้รับควันบุหรี่อย่างมากจากผู้อื่น (Heavy second hand smoking) ในหญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเหมือนกัน
  6. การได้รับฮอร์โมนทดแทน เนื่องจากฮอร์โมนทดแทน มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ การได้รับฮอร์โมนดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีช่วงเวลาหยุดการใช้ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การได้ฮอร์โมนทดแทนที่มีเอสโตรเจนเพียงตัวเดียว หรือได้เอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสโตโรน เป็นเวลา 10 ปี เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
3. อาหารไขมันสูง ของมัน และของทอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม
อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมโดยตรง แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมาก ๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์ จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ทุกชนิดรวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย<
4. การใส่เสื้อชั้นในโดยเฉพาะในเวลานอนเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม<
ได้มีการศึกษาแล้วพบว่า การใส่เสื้อชั้นใน ไม่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม นั่นคือ จะใส่ชุดชั้นในหรือไม่ใส่ชุดชั้นใน โอกาสเกิดมะเร็งเต้านมไม่แตกต่างกัน
5. การตรวจแมมโมแกรมอย่างสม่ำเสมอ สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้
การตรวจแมมโมแกรมไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งเต้านม แต่สามารถค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้ ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น อัตราการตายน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ตรวจแมมโมแกรมอย่างสม่ำเสมอ สำหรับประเทศไทย ที่มีเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์จำกัดแล้ว อักทั้งการตรวจยังมีค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่สามารถคัดกรองด้วยแมมโมแกรมในทุกรายได้ และการตรวจเต้านมด้วยตนเองสามารถพบมะเร็งระยะเริ่มแรกมากกว่า และอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ จึงควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนเพื่อให้ทราบว่าเต้านมปกติเป็นอย่างไร เมื่อตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมจากเดิมที่เคยตรวจ ให้ไปสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อทำการตรวจยืนยัน
6. ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ ทำให้ได้รับรังสีมาก จึงเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าทำแมมโมแกรมบ่อย เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เนื่องจากปริมาณรังสีจากเครื่องแมมโมแกรมน้อยมาก การตรวจปีละครั้งไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยง
7. การทาน้ำยาดับกลิ่นตัวที่บริเวณรักแร้เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม
ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า น้ำยาดับกลิ่นตัวเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม
8. ผู้หญิงหน้าอกเล็กมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่าหญิงที่มีหน้าอกใหญ่
หน้าอกของผู้หญิงประกอบด้วย ส่วนของเต้านม และส่วนของไขมัน โดยขนาดของหน้าอกที่แตกต่างกันเนื่องจากส่วนของไขมันที่แตกต่างกัน ส่วนของเต้านมซึ่งประกอบด้วยส่วนของต่อมไขมันและท่อไขมันนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนั้น ทำให้ความเสี่ยงของหญิงที่เต้านมเล็กและเต้านมใหญ่ ไม่มีความแตกต่างกัน
9. ซีสต์ที่เต้านม ถ้าปล่อยทิ้งไว้ สามารถจะกลายเป็นมะเร็งเต้านมได้
ซีสต์หรือถุงน้ำ (Simple Cyst) เกิดจากอิทธิพลของโฮร์โมนเอสโตรเจน ไม่ใช่ความผิดปกติที่ตัวเซล จึงไม่มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่มะเร็งเต้านมบางชนิดมีรูปร่างเหมือนซีสต์ จึงอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้
10. ก้อนที่เต้านมส่วนใหญ่เป็นมะเร็ง
จากการตรวจยืนยันก้อนที่เต้านมจนถึงการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่าก้อนที่เต้านม มีโอกาสเป็นมะเร็งประมาณ ร้อยละ 10-15 เท่านั้น (ไม่เกินร้อยละ 20) และส่วนใหญ่เป็นก้อนเนื้องอกหรือถุงน้ำ ไม่ได้เป็นมะเร็งเต้านม
11. ก้อนที่เต้านมที่ไม่เจ็บ มักไม่ใช่มะเร็ง จึงไม่ต้องไปทำอะไรในกรณีที่มีแต่ก้อนอย่างเดียว?
ก้อนของมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บหรือปวด ถ้าพบก้อนให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจยืนยันว่าเป็นก้อนเนื้องอกหรือถุงน้ำ หรือเป็นมะเร็งเต้านม
12. กลัวว่าเมื่อคัดกรองมะเร็งเต้านมแล้วเมื่อพบมะเร็งเต้านมแล้วเป็นทุกข์ เพราะถ้าเป็นมะเร็?
เป้าหมายของการคัดกรองมะเร็งก็เพื่อที่จะพบมะเร็งแต่เริ่มแรก ซึ่งผลการรักษามะเร็งเต้านมในระยะแรก ผลการรักษาดีมาก การติดตามในระยะ 5 ปี อัตราการรอดชีวิตเกือบทุกคน และการผ่าตัดสามารถผ่าตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกเท่านั้นตามด้วยการฉายแสง ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งข้าง ถ้าไม่คัดกรองมะเร็งเต้านมจะเป็นการเสียโอกาสอย่างมาก
13. มะเร็งเต้านมมาด้วนก้อนที่เต้านมเท่านั้น อาการผิดปกติอื่นๆที่เต้านม เช่น มีเลือดออกที่ห??
แม้มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาด้วยอาการพบก้อนที่เต้านม แต่ถ้าพบอาการดังต่อไปนี้ ก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน ได้แก่ มีเลือดออกที่หัวนม หัวนมบิดเบี้ยว เต้านม 2 ข้างมีขนาดที่แตกต่างกันมาก ผิวที่เต้านมมีขนาดหนาขึ้นและหยาบเหมือนผิวส้ม เป็นต้น
14. ถ้าตรวจด้วยแมมโมแกรม ปกติ แสดงว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม 100 %
การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมอย่างเดียวมีโอกาสผิดพลาดประมาณร้อยละ 20 โดยเฉพาะเนื้อเต้านมของหญิงไทยหรือหญิงชาวเอเชียที่เนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น (Dense breast ) จึงต้องทำการตรวจแมมโมแกรมควบคู่กับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งถ้าตรวจ 2 อย่างควบคู่กันสามารถลดความผิดพลาดลงต่ำกว่าร้อยล 5 ซึ่งมากน้อยขึ้นกับมาตรฐานของเครื่องมือตรวจและรังสีแพทย์
15. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ไม่มีประโยชน์ ไม่สามารถลดอัตรการตายจากมะเร็งเต้านมได้
มีการศึกษาจากต่างประเทศ โดยทำการศึกษาที่เมืองเซี่ยงไฮ้ของประเทศจีนในปี 2012 สรุปว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่เกิดประโยชน์ไม่สามารถลดการตายได้ แต่ต่อมาก็ออกมาแก้ไขว่า การศึกษานั้นใช้ได้เฉพาะที่เมืองเซี่ยงไฮ้เท่านั้น ไม่สามารถใช้อ้างอิงนอกเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ (Poor External validity ) และการศึกษาที่ External Validity poor นั้นได้ถูกนำไปอ้างอิง จนเกิดความเข้าใจผิดว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่มีประโยชน์ ซึ่งในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับมูลนิธิถันยรักษ์ ได้จัดทำโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม โดยมี นพ.วัลลภ ไทยเหนือ เป็นประธานคณะทำงาน ทำการติดตามหญิง 30-70 ปีใน 21 จังหวัด จำนวน 1.91 ล้านคนในปี 2556-2560 ป่วยเป็นมะเร็เต้านมจำนวน 2956 ราย ผลการศึกษาพบว่า การตรวจเต้านมด้วยตนเองมีประโยชน์ กลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอ พบมะเร็งเต้านมในระยะแรกและอัตรการรอดชีวิตสูงกว่า อัตราการป่วยตาย น้อยกว่า กลุ่มที่ตรวจเต้านมไม่สม่ำเสมอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการศึกษานี้กำลังจะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ เพื่อให้มีการอ้างอิงใหม่ว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองมีประโยชน์
16. การตรวจเต้านมเพื่อค้นหาก้อนที่เต้านมเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ประชาชนทำไม่ได้ ต้องทำโดยแพทย?
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็นเรื่องไม่ยาก โดยหลักการไม่ได้คลำเพื่อหาก้อน แต่เป็นการดูและคลำ เพื่อให้คุ้นเคยว่าเต้านมปกติเป็นอย่างไร ถ้าพบการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ถึงจะไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำการตรวจยืนยัน