การปราบคุดทะราดในประเทศไทย


นพ.สมบูรณ์ วัชโรทัย ขณะพาคณะเพื่อออกตรวจเพื่อปรามปรามโรคคุดทะราดในประเทศไทย สมัยที่ท่านทำงานในกองควบคุมกามโรค และคุดทะราด กรมอนามัย พ.ศ.2491-2503

อาคารสโมสรเสือปา ราชบุรี ถูกใช้เป็นศูนย์คววบคุมคุดทะราดของเขต 7 ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 2501

ความเป็นมาการควบคุมคุดทะราดในประเทศไทย
การควบคุมคุดทะราดในจังหวัดราชบุรี
โรคคุดทะราดเป็นโรคระบาดสำคัญโรคหนึ่งในอดีตที่น่ากลัว เคยมีการคาดคะเนว่าทั่วประเทศมีผู้ป่วยประมาณ 1-1.5 ล้านคน ก่อนที่ กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการควบคุมปราบปรามโรค ด้วยความช่วยเหลือขององค์การระหว่างประเทศ คือ องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ(UNICEF) ตั้งแต่ปี 2493-2509 จึงได้ประกาศว่า "ประเทศไทยปลอดจากโรคนี้โดยเด็ดขาด" อาคารสโมสรเสือป่าแห่งนี้ ได้ใช้เป็นสถานที่ในการควบคุมคุดทะราด รวมถึงเป็นสถ่านที่ฝึกอบรมพนักงานอนามัยตั้งแต่รุ่นที่ 1

ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศที่เข้ามาให้คำปรึกษาและรักษาโรคคุดทะราด ถ่ายที่ศูนย์ควบคุมคุดทะราด ราชบุรี เมื่อปี 2501 ที่มาภาพ: หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

นักศึกษาพนักงานอนามัยรุ่นที่ 1 ที่มาฝึกที่ศูนย์ควบคุมคุดทะราด ราชบุรี ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 2501 ที่มาภาพ: หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติกระทรวงสาธารณสุข

คำให้สัมภาษณ์ อาจารย์สุทัศน์ ออกเวหา

เกี่ยวกับอาคารสโมสรเสือป่าที่ใช้เป็นศูนย์ควบคุมคุดทะราด อาจารย์เล่าว่า สมัยก่อนมีโรคคุดทะราด (Yaw) ระบาด พบมากที่อำเภอปากท่อ ซึ่งอำเภอปากท่อเป็นอำเภอที่กันดารน้ำ ทางสาธารณสุขได้มาขอ้อาคารสโมสรเสือป่า เป็นที่ให้การรักษา โดยมีหมดฝรั่งมาให้การรักษา ท่านแรกชื่อ หมอฮะกิ้น ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีน อีกคนเป็นหมอชาวสวีเดน ผมทองทั้งหัว ซึ่งบริเวณใกล้ถนนศรีสุริยวงศ์ในขณะนั้น มีอาคารอยู่หลังเดียวที่มีสภาพดี เป็นของคนทำเหมืองที่ผาปกค้างคาว ซึ่งให้หมอฝรั่งเช่า ซึ่งตัวตึกยังอยู่ ถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รื้อ อยู่ที่ถนนศรีสุริยวงศ์ ถ้ามาจากเขาวังก่อนจะถึงแยกที่จะเลี้ยวซ้ายไปตลาดกำนันหลักประมาณ 100 เมตร จะเห็นอาคารดังกล่าว ซึ่งคุณลุงสุทัศน์ก็พาพวกเรา เพื่อไปดูอาคารดังกล่าว

หมอชาวต่างประเทศ น่าจะเป็นหมอที่ อาจารย์สุทัศน์ เล่าว่ามีหมอฝรั่งเข้ามาทำการรักษา ที่อาคารสโมสรเสือป่า ถ่ายเมื่อปี 2501 ที่มาภาพ: หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติกระทรวงสาธารณสุข

อาคารที่หมอฝรั่งที่มาเป็นที่ปรึกษาและรักษาโรคคุดทะราดในไทย เช่าเพื่อพักอาศัย

นายวิทย์ บุญไทย

รูปถ่ายประมาณปี 2707 นายวิทย์ วงศ์ไทยที่ 3 จากขวา จากภาพจะเห็นมีมุขหน้า ซึ่งปัจจุบันได้ถูกรื้อออกไปแล้ว
มารับราชการครั้งแรกในวันที่ 22 มิ.ย.2507 โดยครั้งแรกบรรจุที่กรุงเทพฯก่อน และต่อมาย้ายมาที่ราชบุรีในปีเดียวกัน โดยทำงานควบคุมกามโรคและคุดทะราด ที่อาคารเสือป่าแห่งนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานร่วมกันในขณะนั้นได้แก่ น.พ.ส่วน ดำรงสกุล ประสิทธิ์ อิ่มแก้ว นายรวย ใจธัญสุนทร มีผู้มารับบริการที่อาคารเสื่อป่า วันละ 30-40 คน ส่วนใหญ่จะมารับรักษาด้วยเรื่องกามโรคมากกว่า สำหรับคุดทะราดจะพบประมาณวันละ 1 ราย ส่วนใหญ่เป็นระยะ 2 (ระยะรองพื้น) โดยมีส้นเท้าหนาขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกับคนยากจน ที่ทำกสิกรรม ส่วนคนเมืองไม่ค่อยเป็น นายวิทย์ บุญไทย ทำหน้าที่ครบวงจรตั้งแต่ทำ Lab ตรวจวินิจฉัย และให้การรักษา โดยการรักษาขณะนั้นจะใช้ยาฉีด Procain Penicilin G in oild 2% 1.2 ล้าน Unit ฉีดเข้ากล้ามโดยใช้เข็มเบอร์ 20 ขนาดยาวเป็นพิเศษ แล้วติดตาม Titer ถ้า Titer ลดลงก็ไม่ต้องฉีดอีก สถานการณ์ของคุดทะราดในช่วงปี 2507 ดีขึ้นกว่าเดิมมาก และถูกกวาดล้างจนหมดไปประมาณปี 2514 สำหรับกามโรคที่พบมากในขณะนั้นคือ หนองใน เนื่องจากราชบุรีมีซ่องแถวสะพานแดง ซอยชาวดิน ที่ตั้งของร้านสวอยในปัจจุบัน โรงแรมอารยะ เป็นต้น ซ่องที่ชาวบ้านคุ้นหู ได้แก่ ซ่องยายแจ๋ ดง ดา จ่าหริ จ่าเสริฐ ป้าแจ๋ว เป็นต้น ผู้มารับบริการจึงมีทั้งชายนักเที่ยวและหญิงโสเภณี
การใช้งานของอาคารเสือป่า ชั้นล่างใช้สำหรับการบริการผุ้ป่วยกามโรคและคุดทะราด ต่อมาศูนย์ช่าง และสุขาภิบาลเขต 7 มาขอใช้สถานที่ จึงแบ่งพื้นที่กัน โดยอาคารเสือป่าซีกตะวันออก (ติดถนน) เป็นที่ทำงานของศูนย์ช่าง และสุขาภิบาลเขต 7 ส่วนซึกตะวันตกเป็นที่ทำงานของกามโรคและคุดทะราด สำหรับชั้นบนเป็นบ้านพักของนายแพทย์อริน สวรชร (นายแพทย์อนามัยจังหวัดในขณะนั้น)

คุดทะราด (Yaw) คัดจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

  1. ลักษณะโรค : เป็นโรคเรื้อรังเป็นแล้วเป็นกลับซํ้าได้อีก เกิดจากเชื้อ Treponema (Treponematosis) ที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แพร่กระจายได้ง่ายด้วยการ สัมผัส โดยระยะแรก และระยะที่สอง มีรอยโรคบนผิวหนัง มักพบที่หน้าและขา ส่วนระยะที่สาม (tertiary) หรือ ระยะสุดท้าย ในระยะนี้จะไม่แพร่กระจายเชื้อ มีรอยโรค ที่มีการถูกทําลายบนผิวหนัง
  2. ระบาดวิทยา : สถานการณ์ทั่วโลก : ในปี พ.ศ. 2493 - 2513 องค์การอนามัยโลก และ The United Nation’s Children’s Fund ได้รณรงค์กวาดล้างโรคคุดทะราดโดย การรักษาด้วยยาเพนิซิลลิน ในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา กลางทวีปอเมริกาใต้ ทวีปเอเชีย และประเทศในหมู่เกาะ แปซิฟิก รวม 46 ประเทศ โดยผู้ป่วยมากกว่า 50 ล้าน ราย ได้รับการรักษาจากการรณรงค์ครั้งนี้ ทําให้ความชุก ของโรคคุดทะราดทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่า ร้อยละ 95 โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และ ประเทศไทย แต่โรคคุดทะราดกลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2523 ในแถบเส้นศูนย์สูตรและตะวันตกของ ทวีปแอฟริกา และพบการติดเชื้อกระจัดกระจายเป็น หย่อมๆ อยู่ในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง หมู่เกาะ คาริบเบียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของ หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ เนื่องจากขาดการสนับสนุนทาง ทรัพยากรและทางการเมืองในการกวาดล้างโรคคุดทะราด ต่อมาได้มีความพยายามในการกวาดล้างโรคอีกครั้งใน ปีพ.ศ. 2538 ในบางภูมิภาค แต่ยังขาดการประสานงานใน ระดับนานาชาติอยู่ และในปี พ.ศ. 2549 ประเทศอินเดียก็ ประกาศว่า ได้กําจัดโรคคุดทะราดให้หมดไปจากประเทศ ในปัจจุบัน ความชุกของโรคคุดทะราดยังไม่ทราบ แน่ชัด เนื่องจากไม่มีการรายงานโรคแบบเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 แต่คาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยโรคคุดทะราด รายใหม่ปีละประมาณ 5,000 ราย จากประเทศในแถบ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย และติมอร์ตะวันออก ในปี พ.ศ. 2548 มีรายงานผู้ป่วย จากประเทศการ์น่า ประมาณ 26,000 ราย และมีรายงาน ผู้ป่วยจากประเทศ ปาปัวนิวกินีประมาณ 18,000 ราย ส่วนจํานวนผู้ป่วยในสหรัฐอเมริกานั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด สถานการณ์โรคในประเทศไทย : มีการรายงานการ ระบาดของโรคคุดทะราดในหมู่บ้านชนบททางภาคใต้ของ ประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2533 Tharmaphornpilas P. และคณะ ซึ่งพบผู้ป่วยจํานวน 54 ราย อายุตั้งแต่ 2 -79 ปี โดยเป็นผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 15 ปีมากถึงร้อยละ 53.7 ทําให้มีการค้นหากลุ่มนักเรียนในโรงเรียนประถม ศึกษาของพื้นที่ พบว่า นักเรียน 105 ราย ป่วยเป็นโรค คุดทะราดถึง 34 ราย ทําให้เกิดความตื่นตัวในการเฝ้า ระวังควบคุมไม่ให้โรคคุดทะราดกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยหลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2535 - 2539 พบการรายงาน ผู้ป่วยโรคคุดทะราดประปรายเป็นบางปี จากทุกภาคของ ประเทศไทย โดยมีจํานวนผู้ป่วยไม่มากนัก ปัจจุบันไม่มี รายงานผู้ป่วยใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 - 2553
  3. อาการของโรค : ในระยะแรก (mother yaw) บนผิวหนัง จะเริ่มเป็นแผลแบบรอยย่นปูด (papilloma) ส่วนใหญ่เกิดบริเวณของใบหน้าและขา รอยโรคเป็นได้นานหลาย สัปดาห์หรือเป็นเดือน มักไม่มีอาการเจ็บนอกจากมีการ ติดเชื้อแทรกซ็อน รอยโรคจะเพิ่มจํานวนอย่างช้าๆ และ อาจทําให้เกิดรอยโรคแบบตุ่มสีม่วงคลํ้าคล้ายผลราส เบอร์รี่ (framboesial หรือ raspberry lesion) หรือตุ่ม ที่แตกเป็นแผลเปื่อย (ulceropapilloma) (ดังรูปที่ 23) ในระยะที่สอง หรือระยะมีการกระจายของผื่นนูน (papillomata) หรือมีจุดด่างแบบเป็นเกล็ด (ดังรูปที่ 24) ซึ่ง อาการนี้จะปรากฏในช่วงระยะเวลาสั้น รอยแผลเบื้องต้น ในฤดูร้อนบ่อยครั้งจะพบเห็นของเหลว ในรอยพับของผิวและจุดนูน/ด่างเป็นจุดสนใจ (สําคัญ) รอยโรคเหล่านี้ทําให้เจ็บปวดและมักจะทําให้พิการ รอยแผล paillomata และรอยลักษณะหนาคล้ายหนัง คางคกบนฝ่ามือและฝ่าเท้าอาจเกิดขึ้นในระยะแรกและ ระยะสุดท้าย แผลจะหายเองแต่ก็เกิดแผลใหม่ขึ้นอีกใน ตําแหน่งอื่นได้ในระยะแรกและระยะหลัง ระยะสุดท้าย จะเกิดแผลที่มีการทําลายผิวหนังและกระดูก (ดังรูปที่ 25) ซึ่งเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 10 - 20 ของผู้ป่วยทั้งหมด ที่ไม่ได้รับการรักษาหลังจากการติดเชื้อนาน 5 ปี หรือ นานกว่า โรคคุดทะราดไม่ทําให้เกิดอันตรายถึงเสียชีวิต แต่มักทําให้ร่างกายผิดรูปทรงหรือพิการได้
  4. ระยะฟักตัวของโรค : ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน
  5. การวินิจฉัยโรค : โดยวิธีการ darkfi eld หรือ direct FA microscopic จากแผลในระยะแรกหรือแผลระยะที่สอง การตรวจปฏิกิริยานํ้าเหลืองซึ่งใช้ตรวจหาซิฟิลิส เช่น วิธีการ VDRL จะให้ผลบวกในระยะแรกและอีกหลายปี บางรายอาจจะมีผลบวกต่อ titer ของแอนติบอดีใน ระดับตํ่าๆ เสมอตลอดชีวิต และวิธีการตรวจนํ้าเหลืองหา เชื้อ treponema จําเพาะเช่น FTA-ABS, MHA-TP จะให้ ผลบวกตลอดชีวิต
  6. การรักษา : ใช้ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) สําหรับ ผู้ป่วยและผู้สัมผัสอายุ 10 ปีขึ้นไป โดยฉีดยาเบนซาทีน เพนิซิลลิน จี (Benzathine Penicillin G) ขนาด 1.2 ล้านหน่วยเข้ากล้ามครั้งเดียว และเด็กอายุตํ่ากวา 10 ปี ใช้ขนาด 0.6 ล้านหน่วย
  7. การแพร่ติดต่อโรค : การแพร่โรคทางตรง โดยการสัมผัส กับนํ้าเหลืองจากแผลของผู้ป่วยในระยะที่หนึ่งและระยะที่ สอง การแพร่โรคทางอ้อม จากการปนเปื้อนเชื้อของเครื่อง ใช้หรือวัสดุต่างๆ ซึ่งมีการทิ่ม ตํา หรือเจาะไปในผิวหนัง อาจเกิดจากการเกา หรือแมลงวันซึ่งมาเกาะบนแผลเปิด ของผู้ป่วย
  8. มาตรการป้องกันโรค :
    1. มาตรการส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ให้ความรู้เรื่องโรค จากเชื้อ Treponema แก่ประชาชนทั่วไป ปรับปรุง สุขาภิบาลให้ดีขึ้น ส่งเสริมสุขนิสัยการใช้สบู่และนํ้า ส่งเสริมสภาพเศรษฐกิจ และสังคมต่างๆ เพื่อลด อุบัติการณ์ของโรค
    2.  จัดกิจกรรมการควบคุมแบบเข้มในชุมชนที่มีโรค คุดทะราดเป็นโรคประจําถิ่น โดยการตรวจคัดกรอง ประชากรทั้งหมด และให้รักษาผู้ติดเชื้อทั้งหมดทั้ง ในระยะไม่แสดงอาการและระยะมีอาการป่วย โดย การรักษาผู้สัมผัสที่ไม่ปรากฏอาการจะมีผลดีที่สุด
    3.  ตรวจหาเชื้อในนํ้าเหลืองหาผู้ป่วยระยะที่ไม่แสดง อาการของโรค โดยเฉพาะในเด็ก เพื่อป้องกันโรค กลับมาเป็นใหม่และทําให้เกิดแผลติดเชื้อ เพื่อการ ควบคุมรักษาการเกิดโรคในชุมชน
    4. จัดหาวัสดุอุปกรณ์สําหรับการวินิจฉัยโรคและการ รักษา โดยจัดทําเป็นโครงการรณรงค์การควบคุมโรค และรวมเป็นแผนบริการสาธารณสุขของท้องถิ่น อย่างถาวร
    5. ให้การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการที่ผิดปกติของสภาพ ร่างกายจากโรค
  9. มาตรการควบคุมการระบาด : โครงการรักษาเชิงรุกใน พื้นที่ที่มีความชุกของโรคสูง โดยองค์ประกอบสําคัญของ โครงการ ได้แก่
    1. สํารวจประชากรในชุมชนเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ
    2. การรักษาผู้ป่วย รวมไปถึงผู้สัมผัสโรคในครอบครัว และชุมชน โดยดูจากความชุกของโรคคุดทะราดใน ชุมชน
    3. สํารวจปีละครั้ง นาน 1 - 3 ปี โดยเป็นกิจกรรม สาธารณสุขในท้องที่ชนบทของประเทศ

ภาพของรอบแผลจากคุดทะราด