ธงประจำกองลูกเสือ

กิจการลูกเสือเกิดขั้นหลังการสถาปนากิจการเสือป่าไม่นานนัก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองลูกเสือออกบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ เมื่อลูกเสือได้ทำพิธีเข้าประจำกองกันบ้างแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานธงประจำกองเพื่อเป็นเครื่องแทนพระองค์ กองลูกเสือที่ได้รับพระราชทานธงประจำกองเป็นอันดับแรก คือลูกเสือกองร้อยที่ ๑ (ลูกเสือหลวง) ได้รับพระราชทานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ลักษณะเป็นธงพื้นสีดำ กลางมีรูปพระมนูแถลงสาร จากนั้นก็ได้พระราชทานธงให้แก่ลูกเสือกองอื่นตามลำดับโอกาสอันสมควร เช่น ในโอกาสสวนสนามถวายพระพรชัยมงคลในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาบ้าง ในโอกาสเสด็จประพาสหัวเมืองบ้าง ทุกคราวที่พระราชทานธงก็พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ลูกเสือเพื่อให้ประจักษ์ในความสำคัญของธง และหน้าที่ของตนทุกครั้ง ความสำคัญของธงประจำกองลูกเสือซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนั้น ปรากฏอยู่ในข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ พุทธศักราช ๒๔๖๑ ข้อ ๔๔ และ ๔๖ พอสรุปความได้ว่า ธงประจำกองลูกเสือนั้นเปรียบเสมือนเครื่องหมายแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสำหรับเป็นที่เคารพของบันดาลูกเสือ ลูกเสือแต่ละมณฑลที่ได้รับพระราชทานธงจึงเสมือนกับได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของลูกเสือทุกคนที่ต้องรักษาธงไว้แม้ชีวิตของตน มิให้ตกไปอยู่ในมืออริราชศัตรูได้ มณฑลต่างๆ จะต้องจดหมายเหตุวันเดือนปีที่ได้รับพระราชทานธงเป็นหลักฐาน และต้องจัดพิมพ์พระบรมราโชวาทในวันนั้นแจกแก่ลูกเสือทุกคนให้เก็บรักษาไว้ ตลอดจนติดพระบรมราโชวาทนั้นไว้ที่กรมกองเพื่อลูกเสือจะได้ระลึกถึงหน้าที่ของตนอยู่เสมอ

ธงพระมนูแถลงสาร เป็นธงลูกเสือธงแลกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่พระราชทานให้แก่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง

ประวัติย่อธงมนูแถลงสาร

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๕๔ เวลาประมาณบ่ายสองโมง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์เต็มยศนายกองใหญ่เสือป่า สอดสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เสด็จลงในการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒนสัตยาเสือป่ามณฑลนครไชยศรี ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน "ธงพระมนูแถลงสาร" เพื่อเป็นธงประจำ"กองลูกเสือกรุงเทพที่ ๑ มหาดเล็กหลวง" ซึ่งต่อมาคือ "กองลูกเสือหลวง โรงเรียนมหาดเล็กหลวง" ที่ปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย โดย นายหมู่โท หลวงอภิรักษ์ราชฤทธิ์ (ศร ศรเกตุ ต่อมาเป็น พระยาบริหารราชมานพ) อาจารย์โรงเรียนมหาดเล็กหลวง เป็นผู้รับพระราชทาน ใน "ข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ" ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ได้พระราชนิพนธ์ไว้ทั้งฉบับ มีความตอนหนึ่งว่า "เมื่อมีโอกาสจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานธงประจำกองไว้ต่างพระองค์ เป็นที่เคารพแห่งลูกเสือทั้งหลาย..." ดังนั้น ธงพระมนูแถลงสาร ซึ่งเป็นธงประจำกองลูกเสือหลวงซึ่งรัชกาลที่ ๖ ได้พระราชทานไว้ต่างพระองค์นั้น เมื่อเชิญผ่านไปที่ใด จึงต้องแสดงความเคารพเสมือนหนึ่งสมเด็จพระมหาธีีรราชเจ้าเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง โดยนัยแห่งข้อบังคับฯ ที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้
"พระมนูแถลงสาร" ซึ่งปรากฎอยู่กลางผืนธงสีดำนั้น คือฤาษีผู้นิพนธ์คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ตำนานกล่าวว่า พระมนูเป็นบุตรของพระเทวะฤาษี มีพี่ชายคือ ภัทระฤาษี เมื่อมนูหรือมโนสารเติบโตขึ้นก็ได้ตามพี่ชายเข้าไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาในราชสำนักของพระเจ้าสมมติราช อยู่มาวันหนึ่งมีชาย ๒ คน ทำไร่แตงติดกัน เมื่อปลูกแตงแล้วเอาดินมาพูนเป็นถนนกั้นกลางระหว่างไร่แตงทั้งสอง เถาแตงได้เลื้อยมาพันกันจนเป็นต้นเดียวกัน จนกระทั่งเกิดเป็นผลขึ้นมา ชาย ๒ คน ต่างก็จะไปเก็บเอาผลแตง จึงเกิดการทะเลาะกัน พระเจ้าสมมติราชจึงให้พระมโนสารไปตรวจสอบดู พระมโนสารชี้ว่า ลูกแตงอยู่ในที่ของใคร คนนั้นก็เป็นเจ้าของผลแตง ซึ่งชายทั้ง ๒ ก็ไม่พอใจในคำตัดสินของพระมโนสาร จึงอุทธรณ์คำตัดสินไปยังพระเจ้าสมมติราช ๆ จึงให้อำมาตย์อีกคนไปดู อำมาตย์คนนี้จึงไปแยกเถาแตงออกจากกันก็พบว่า ลูกแตงนั้นเป็นของต้นใด ชายทั้ง ๒ จึงพอใจในคำตัดสินของอำมาตย์คนนั้น ประชาชนจึงพากันติฉินนินทาพระมโนสารว่า ตัดสินความโดยมีอคติ ๔ ประการ คือ ฉันทาคติ (รัก) โทสาคติ (โกรธ) ภยาคติ (กลัว) และโมหาคติ (หลง) ทำให้พระมโนสารเกิดความเสียใจหนีออกไปบวชเป็นฤาษีและเจริญภาวนาจนได้อภิญญา ๕ อรรถสมบัติ ๘ และมีความประสงค์จะให้พระเจ้าสมมติราชตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ จึงได้เหาะไปที่กำแพงจักรวาล ซึ่งมีพระธรรมศาสตร์จารึกอยู่ ตัวอักษรตัวหนึ่งใหญ่เท่าช้าง เมื่อพระมนูไปถึงได้ศึกษาและจดจำเอามาเขียนเป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์สั่งสอนพระเจ้าสมมติราช
พระมนูแถลงสาร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงใช้เป็นเครื่องหมายกลางผืนธงของกองลูกเสือกองนี้ พระมนู ยังเป็นตราประจำโรงเรียนมหาดเล็กหลวงอีกด้วย เสมือนเตือนใจนักเรียนให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้ว่าจะผิดพลาดไป หากมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ไขปรับปรุง พัฒนาตนเองแล้ว ย่อมได้รับความสำเร็จอย่างแน่นอน ทั้งยังจะต้องนำความรู้ที่ได้มานั้นมาทำประโยชน์ต่อผู้อื่นอีกด้วย ดังความในตำนานของพระมนูที่ปรากฎมาแต่โบราณ ตราพระมนูแถลงสาร ซึ่งอยู่กลางผืนธงพระมนูแถลงสารนี้ ต่อมาได้กลายเป็นตราของวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบันอีกตราหนึ่ง ต่อมาในสมัยมหาอำมาตย์ตรี พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) เป็นผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ได้จัดทำธงรูปพระมนูแถลงสารสำหรับใช้เป็นธงประจำโรงเรียนในการแข่งขันกีฬาขึ้นอีกผืนหนึ่ง โดยมีรูปพระมนูแถลงสาร อยู่กลางผืนธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้ำเงินขาบ ปัจจุบัน ธงพระมนูแถลงสาร เก็บรักษาไว้ ณ วชิราวุธวิทยาลัย

ธงประจำกองลูกเสือประจำมณฑล

ธงประจำมณฑลมีลักษณะและสีสันต่างกัน ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันดังเช่นปัจจุบันนี้ รูปที่ปรากฏอยู่กลางผืนธงล้วนมีความหมายทั้งสิ้น สุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบ สมัยนั้นนายช่างผู้ร่างแบบธงเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายตามพระราชประสงค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ธงเหล่านี้ถึงรัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานเพิ่มเติม และได้พระราชทานครบทุกมณฑลในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ธงประจำมณฑลต่างๆมีลักษณะดังนี้

มณฑลปัตตานี พื้นธงสีเขียวใบไม้ ขอบสีเหลือง กลางธงมีรูปปืนนางพญาตานี ซึ่งเป็นปืนที่พระยาตานีนำมาถวายโดยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ทั้งนี้เพื่อให้ลูกเสือในมณฑลนั้นได้ระลึกถึงความจงรักภักดีต่อพระยาตานีไว้เป็นตัวอย่างอยู่เสมอ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสปักษ์ใต้

มณฑลนครศรีธรรมราช พื้นธงสีเขียวใบไม้ ขอบสีม่วง กลางธงมีรูปสังข์ทักษิณาวัตรวางบนพานทอง เป็นเครื่องนำให้ระลึกถึงจังหวัดวงขลาอันเป็นจังหวัดสำคัญของมณฑลนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสปักษ์ใต

มณฑลภูเก็ต พื้นธงสีเขียวใบไม้ ขอบสีฟ้า กลางธงมีรูปเขา ยอดเขามีเพชรฉายรัศมี เป็นเครื่องนำให้ระลึกถึงท้องที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติของมณฑลนี้ เช่น แร่ดีบุก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินถึงสถานีตรัง (ทับเที่ยง)

มณฑลกรุงเทพฯ พื้นธงสีเหลือง มีพระพุทธรูปพระมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) บนพื้นธง เป็นเครื่องเตือนใจให้ลูกเสือมณฑลนี้ระลึกว่า พระพุทธรูปนี้เป็นหลักชัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพของปวงชนทั่วไป ตลอดจนพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘


มณฑลนครชัยศรี พื้นธงสีน้ำเงินแก่ กลางธงมีรูปพระปฐมเจดีย์สีเหลือง อันเป็นพระมหาเจดีย์สำคัญยิ่งของมณฑลนี้ทั้งเป็นโบราณสถานนับเนื่องในปูชนียสถานแห่งพระพุทธศาสนา ธงนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เนื่องในการเสด็จทอดพระเนตรการประลองยุทธเสือป่าและลูกเสือ

มณฑลราชบุรี พื้นธงสีน้ำเงินแก่ กลางธงมีรูปรองพระบาทวางบนพานทอง เพื่อให้ลูกเสือทุกคนระลึกว่า มณฑลนี้เป็นมณฑลสำคัญทางทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับมณฑลปราจีนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก และลูกเสือทุกคนก็มีความจงรักภักดีเพื่อทำการฉลองพระเดชพระคุณ จึงพระราชทานเครื่องหมายนี้เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ ธงนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ เนื่องในการเสด็จทอดพระเนตรการประลองยุทธเสือป่าและลูกเสือ (รูปที่ ๕๙)

มณฑลอยุธยา พื้นธงสีเลือดนก กลางธงมีรูปปราสาทอยู่ใต้ต้นหมัน เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมาแต่โบราณ เพื่อเตือนให้ลูกเสือทุกคนในมณฑลนี้ระลึกเสมอว่า ตนล้วนแต่เป็นเชื้อสายของนักรบที่เคยประกอบวีรกรรมอันดีมาในอดีต ธงนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ในคราวเสด็จไปทรงประกอบพิธีสังเวยอดีตมหาราช

มณฑลพิษณุโลก พื้นธงสีม่วง กลางธงมีรูปสังข์อยู่ในวงจักรสีแดง ขอบนอกสีขาว เป็นเครื่องหมายของนามจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเคยเป็นเมืองสำคัญมาในสมัยโบราณ ธงนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ


มณฑลพายัพ เป็นธงสีบานเย็น กลางธงมีรูปช้างเผือกยืนในขวง เป็นเครื่องหมายให้ระลึกถึงจังหวัดเชียงใหม่ อันเคยเป็นราชธานีของไทยมาแต่สมัยโบราณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ

มณฑลจันทบุรี พื้นธงสีไพล กลางธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมสีม่วง มีรูปกระต่ายในดวงจันทร์สีไพลอยู่กลาง เป็นเครื่องหมายถึงจังหวัดจันทบุรีอันเป็นจังหวัดสำคัญของมณฑลนี้ ธงนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ ในคราวเสด็จมาทรงเปิดค่ายชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก

มณฑลนครราชสีมา พื้นธงสีแสด กลางธงมีรูปพัทธสีมาสาวอยู่ภายในรูปแปดเหลี่ยมสีเขียว เป็นเครื่องหมายถึงจังหวัดนครราชสีมาอันเป็นจังหวัดสำคัญของมณฑลนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ ในคราวเสด็จมาทรงเปิดค่ายชุมนุมลูกเสือครั้งแรก

มณฑลนครสวรรค์ พื้นธงสีม่วง กลางธงมีรูปปราสาทลอยอยู่บนเมฆ เป็นเครื่องหมายถึงจังหวัดนครสวรรค์อันเป็นจังหวัดสำคัญของมณฑลนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ ในคราวเสด็จมาทรงเปิดค่ายชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก


มณฑลปราจีนบุรี พื้นธงสีไพล กลางธงมีรูปสีเหลี่ยมสีน้ำเงินแก่ และมีรูปนกยูงรำแพนอยู่ในวงกลมสีแดงอยู่ตรงกลาง มณฑลนี้จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดสำคัญ และอยู่ติดต่อกับมณฑลกรุงเทพฯ ทางทิศตะสันออก นับว่าเป็นมณฑลที่สำคัญมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ ในคราวเสด็จมาทรงเปิดค่ายชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก

มณฑลอุดร พื้นธงสีแสด กลางธงมีรูปท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณยืนถือตะบองอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมสีขาว เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษาทิศอุดร เพื่อให้ลูกเสือมณฑลนี้ระลึกถึงเครื่องหมายอันนี้ ว่าตนมีหน้าที่ป้องกันประเทศแถบสำคัญทางทิศอุดร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ ในคราวเสด็จมาทรงเปิดค่ายชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก

ธงประจำกองลูกเสือภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ธงประจำกองลูกเสือนี้ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะธงประจำกองลูกเสือใหม่ ให้มีแบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อความเหมาะสมคล้องกับกาลสมัย จึงกำหนดลักษณะธงประจำกองลูกเสือขึ้นให้มีลักษณะตามที่ปรากฏในมาตรา ๑๓ ของ พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙ คือ

พื้นธงเป็นธงไตรรงค์ มีขนาดกว้าง ๔๐ เซนติเมตร ยาว ๖๐ เซนติเมตร ที่กลางธงมีรูปวงกลม พื้นสีเหลือง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๗ เซนติเมตร มีขอบเป็นสีดำ ๒ ขอบซ้อนกัน ขอบนอกกว้าง ๒ มิลลิเมตร ขอบในกว้าง ๑ มิลลิเมตร ระยะขอบนอกและขอบในห่างกัน ๒ มิลลิเมตร กลางวงกลมเป็นตราคณะลูกเสือแห่งสยามและนามจังหวัดที่ได้รับพระราชทานธงเป็นอักษรสีดำอยู่ใต้ตรา คันธงยาม ๒ เมตร ๖๐ เซนติเมตร ยอดคันธงทำด้วยเงินเป็นรูปวชิระ