สรุป ประวัติความเป็นมาของเสือป่า

  1. ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงของการล่าอาณานิคม โดย ฝั่งตะวันตกของไทย ได้แก่ประเทศ พม่า อินเดีย และทางทิศใต้ ได้แก่ มาเลเซียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ส่วนฝั่งทางทิศตะวันออกของไทย ได้แก่ ประเทศ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ตกเป็นของฝรั่งเศส และในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 นั้นอยู่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่ง รัชกาลที่ 6 ได้ประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กค.2460
  2. ย้อนหลังไปถึงรัชกาลที่ 5  ปัญหาการถอนทหารออกจากภาคใต้ของไทยตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้เพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้กับอังกฤษ  ผนวกกับการถอนทหารออกจากชายแดนตะวันออกเนื่องจากวิกฤติการณ์ ร.ศ.112  ทำให้ขาดความมั่นคงอย่างมาก  แนวพระราชดำริการตั้งกองอาสารักษาดินแดนซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครฝ่ายพลเรือน  ช่วยปิดช่องว่างทางการทหารได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสือป่ากระจายออกไปทั่วประเทศ  จะมีกองกำลังนักรบประชาชนที่อยู่ในท้องที่ มีความชำนาญในท้องถิ่นประจำการอยู่  เป็นการป้องปรามข้าศึกอย่างดียิ่ง และไม่มีปัญหาด้านงบประมาณเพราะดำเนินการในรูปของอาสาสมัคร
  3. แนวคิดในการก่อตั้งกองทหารอาสาสมัคร ที่ต่อมาเรียกว่า เสือป่า   พระองค์เริ่มคิดและทรงทดลองฝึกหัดมาก่อนแล้วตั้งแต่ยังมิได้ขึ้นครองราชย์  โดยทรงฝึกทหารมหาดเล็กจำนวนหนึ่งที่วังสราญรมย์ตามแบบอย่างใหม่ที่พระองค์ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรบนอกแบบ สงครามกองโจรและการซ้อมรบกลางคืน ซึ่งในสมัยนั้นเป็นของใหม่ คนที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้มักกล่าวเชิงตำหนิพระองค์ว่าทำเป็นของเล่น ๆ เพื่อสำราญพระราชหฤทัย  กระทั่งนายทหารก็ยังเข้าใจกันเช่นนั้น  แม้เมื่อตั้งกองเสือป่าแล้วก็ยังพูดกันว่า ทรงตั้งเสือป่าขึ้นมาแข่งกับทหาร
  4. การซ้อมรบในเขตพระราชฐานอุทยานสราญรมย์  เมื่อเริ่มมาสะดวก  พระองค์ทรงมองไปถึงการมีเมืองหลวงสำรองหากเกิดวิกฤติการณ์สงครามกับมหาอำนาจ  ทรงซื้อที่ดินสนามจันทร์  นครปฐม จำนวน 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา และเริ่มก่อสร้างในปี 2450 ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์  ด้วยทรงเห็นชัยภูมิที่เหมาะสมทุกประการ  การซื้อที่ดินหรือสงวนที่ดินในรัชกาลของพระองค์ มักจะทรงประกาศว่าโปรดไว้สำหรับสร้างที่ประทับหรือพระราชวังอยู่เสมอ  เพื่อมิให้ผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติล่วงรู้เหตุผลที่แท้จริง   ที่สนามจันทร์นี้พระองค์ได้นำกองเสือป่ามาฝึกซ้อมและตั้งกองบัญชาการเสือป่าในเวลาต่อมา

  5. เขตพระราชฐานอุทยานสราญรมย์

    พระที่นั่งในพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม

  6. เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2453 แล้ว พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสที่ตรัสแก่ราษฎรเมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีความตอนหนึ่งว่า
     
    “ การตั้งกองเสือป่าขึ้นด้วยความมุ่งหมายจะให้คนไทยทั่วกันรู้สึกว่า ความจงรักภักดีต่อผู้ดำรงรัฐสีมาอาณาจักร โดยต้องตามมติธรรมประเพณีประการ 1 ความรักชาติบ้านเมืองและนับถือศาสนาประการ 1 ความสามัคคีในคณะและไม่ทำลายซึ่งกันและกัน”

    นอกจากนี้ยังมีพระราชปรารภในการจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น(จดหมายเหตุเสือป่า พ.ศ.2454) ว่า
     
    “มีพลเรือนบางคนที่เป็นข้าราชการและที่มิได้เป็นข้าราชการ มีความปรารถนาจะได้รับความฝึกหัดอย่างทหาร แต่ยังมิได้มีโอกาสฝึกหัด เพราะติดหน้าที่ราชการเสียบ้าง หรือเพราะติดธุระอย่างอื่นเสียบ้าง การฝึกเป็นทหารนั้นย่อมมีคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองอยู่หลายอย่างที่เป็นข้อใหญ่ ข้อสำคัญก็คือกระทำให้บุคคลซึ่งได้รับความฝึกฝนเช่นนั้นเป็นราษฎรดีขึ้น กล่าวคือ ทำให้กำลังกายและความคิดแก่กล้าในทางที่เป็นประโยชน์ ด้วยเป็นธรรมดาของคน ถ้าไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดบังคับให้ใช้กำลัง และความคิดของตนแล้วก็มักจะกลายเป็นคนอ่อนแอไป อีกประการหนึ่ง การฝึกหัดเป็นทหารนั้นทำให้คนรู้วินัย คือฝึกหัดตนให้อยู่ในบังคับบัญชาของผู้ที่เป็นหัวหน้าฤานายเหนือตนซึ่งนำประโยชน์มาให้แก่ตนเป็นอันมาก เพราะว่าถ้ารู้จักเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชาดี ต่อไปก็จะเป็นคนบังคับบัญชาคนได้ดี จะเป็นนายที่รู้จักน้ำใจผู้น้อย ทั้งเป็นทางสั่งสอนอย่างหนึ่งให้คนมีความยำเกรงตั้งอยู่ในพระราชกำหนดกฎหมายของประเทศบ้านเมือง ทั้งจะปลุกใจคนให้มีความรู้สึกรักพระเจ้าแผ่นดิน ชาติและศาสนา จนยอมสละชีวิตถวายพระเจ้าแผ่นดิน ฤาเพื่อป้องกันรักษาชาติศาสนาของตนได้”
  7. พระราชดำริที่จะตั้งเป็นกองเสือป่าชัดเจนเป็นรูปธรรมในเรือพระที่นั่งจักรี  ครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลปักษ์ใต้  เดือนเมษายน พ.ศ. 2454  ทรงปรึกษากับผู้ใกล้ชิดหลายท่าน  และได้เริ่มจดชื่อผู้ที่จะเป็นเสือป่าในชั้นแรกที่เรือพระที่นั่งจักรีนั้นเอง
  8. ทรงมีกระแสพระราชโองการ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม รศ.130 (พ.ศ.2454) ในการจัดตั้งเสือป่า โดย พระบาทสมเด็ขพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นสมาชิกหมายเลข 1 และทรงดำรงตำแหน่งนายกองใหญ่ และสมาชิกเริ่มก่อตั้ง 16 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดพระองค์ โดยมีวัตถุประสงต์ เพื่อฝึกอบรมข้าราชการพ่อค้าและพลเรือนให้ได้รับการฝึกหัดวิชาการทหาร ให้ราษฎรที่มีคุณภาพ มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายชาติบ้านเมืองและปลูกฝังให้พสกนิกรมีความจง รักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และส่งเสริมความกล้าหาญ เข้มแข็ง สามัคคีและเสียสละโดยเสือป่าทำหน้าที่ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทั่วไปในบ้านเมือง
  9. การใช้ชื่อเสือป่า ทรงอธิบายไว้ว่า เป็นชื่อเก่าที่มีปรากฏได้ใช้มาในเมืองเราแต่โบราณกาล........มีทหารโบราณจำพวกหนึ่ง  เรียกว่า  เสือป่า  คู่กับ แมวเซาหรือแมวมอง......ตรงกับที่ในกองทัพบกทุกวันนี้เรียกว่า ผู้สอดแนม หรือเรียกตามภาษาอังกฤษว่า สเค๊าท .........ส่วนแมวเซาหรือแมวมองนั้น.......เรียกว่า กองระวังด่านหรือเรียกตามภาษาอังกฤษว่า เอ๊าตโป๊สต์ ....ฯลฯ
  10. การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาครั้งแรก ทรงพระราชดำริว่า ;.......บัดนี้ มีผู้มาสมัครเข้ามีจำนวนพอที่จะตั้งเป็นกองร้อยขึ้นได้กองหนึ่งแล้ว  ควรจะให้กระทำสัตย์สาบาลตนเข้าประจำกอง   กำหนดวันที่ 6  พฤษภาคม พ.ศ. 2454  เวลา 14.00 น. ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมาชิกเสือป่า 130 นาย (จากจำนวนสมาขิกทั้งหมด 141 นาบ) ที่ได้เข้ารับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในการถือน้ำพิเศษกองเสือป่า ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
  11. ถัดออกมาอีก 1 เดือน มีสมาชิกเสือป่าเพิ่มมากขึ้น ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2454 ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาพิเศษเสือป่าเป็นครั้งที่ 2 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วได้โปรดเกล้าฯ จัดแบ่งสมาชิกเสือป่าออกเป็น 3 กอง คือ กองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 2 กับมีกองฝึกหัดอีก 1 กอง

    นายกองใหญ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นายกเสือป่า ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมด้วยสมาชิกเสือป่าที่ได้ร่วมถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาพิเศษกองเสือป่าครั้งแรก ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔

    นายกองใหญ่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นายกเสือป่า ทรงเครื่องเต็มยศนายกองใหญ่กรมเสือป่าหลวงรักษาพระองค์ ทรงม้าพระที่นั่งสยามพันธุ์นำขบวนนายกองนายหมู่เสือป่าไปในการสวนสนามถวายไชยมงคล เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ณ สนามเสือป่า พระราชวังดุสิตเมื่อวันเสาร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔


    สมาชิกเสือป่าทั่วพระราชอาณาจักร ประชุมพลสวนสนามถวายไชยมงคล เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ณ สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นายกเสือป่า ทรงเครื่องปกตินายกองใหญ่กรมเสือป่าหลวงรักษาพระองค์ ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมด้วยนายกอง นายหมู่ ผู้บังคับบัญชาเสือป่ากองมณฑลต่างๆ ซึ่งมาร่วมประชุมเทศาภิบาลประจำปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ที่สโมสรเสือป่า พระราชวังดุสิต

  12. ธงไชยเฉลิมพลเสือป่า มีชื่อว่า ธงมหาศารทูลธวัช (ศารทูล แปลว่าเสื่อ ธวัข แปลว่า ธง มหาศารทูลธวัช แปลว่า ธงเสือใหญ่ หรือ ธงเสือป่าใหญ่ )

    ธงมหาศารทูลธวัช (เสือป่าใหญ่) นี้ มีรูปเป็นธงสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นสีดำ มีรูปเสือลายพาดกลอนปักด้วยไหมเต็มตัวยืนหันหน้าไปทางเสา ใต้รูปเสือมีคำขวัญ “เสียชีพอย่างเสียสัตย์” ปักด้วยไหมแดง รอบธงสี่ด้านปักอักษรขอมด้วยไหมเหลือง เป็นบทชัยมงคลคาถา “พระคาถาพาหุง “ บทแรก

    เมื่อแรกธงเสือป่าใหญ่มียอดเป็นครุฑ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนเป็นวัชราวุธ กับประดับเหรียญและแถบเครื่องราชอิสรยาภรณ์รัตนาภรณ์รัชกาลที่ 6 เพิ่มในภายหลัง

  13. สมาชิกเสือป่าได้เริ่มจาก กองเสือป่ารักษาพระองค์ (กองเสือป่าหลวง) และจำนวนสมาชิกของเสือป่าได้ขยายทั้งจากส่วนกลาง ไปสู่มณฑลต่างๆ เป็น "กองเสือป่ารักษาแผ่นดิน" หรือ "กองเสือป่ารักษาดินแดน" ซึ่งอย่างหลังเป็นเสือป่าสำหรับข้าราชการ สามัญชน และพลเรือนทั่วพระนครและตามมณฑล โดยแบ่งเป็น 4 ภาค ดูแลตามกลุ่มจังหวัด ถือเป็นต้นแบบเมื่อกิจการเสือป่าขยายไปสู่มณฑล จึงพิธีพระราชทายธงเสือป่าของมลฑล และทรงเรียกว่า ธงศาลทูลธวัช




  14. นอกจากนี้ หลังจากทรงจัดตั้งกองเสือป่าแล้ว ยังทรงมีพระราชดำริว่า ควรมีสถานที่ใช้รวมตัวเพื่อประโยชน์ต่างๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีสโมสรเสือป่าในแต่ละกองสำหรับเป็นที่ชุมนุม ประชุม สังสรรค์ เป็นที่เล่นกีฬาหลากหลายชนิด อีกทั้งเป็นที่อบรมสั่งสอนและปรึกษากิจการเสือป่าด้วย สโมสรเสือป่าจัดตั้งขึ้นครั้งแรกภายในพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 และต่อมามีการสร้างสโมสรเสือป่าขึ้นที่หัวเมืองมฑล ต่างๅทั่งประเทศ

  15. สโมสรเสือป่า ที่อยู่ภายในวังจันทร์เกษม พระครศรีอยุธยา อาคารได้อนุรักษ์อย่างสมบูรณ์

    สโมสรเสือป่า ราชบุรี ถ่ายเมื่อปี 2501 ได้อนุรักษ์และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในปี 2542 อยู่ภายในศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี


    สโมสรเสือป่า ราชบุรี ภายหลังจากการ บูรณะในปี 2555

    สโมสรเสือป่า ราชบุรี ถ่ายเมื่อปี 2561 บริเวณด้านหลังของอาคาร

  16. เครื่องแบบเสือป่า  เมื่อทรงเริ่มเสือป่านั้น  ทรงมุ่งให้ใช้ม้าเป็นหลักเพื่อการลาดตระเวนเป็นหน่วยแรก  ดังนั้นหากวันที่ต้องฝึกหัดเกี่ยวกับม้าให้ใช้กางเกงขี่ม้า หากมีการอบรมปกติก็ให้นุ่งขาสั้นได้  เครื่องแบบที่เห็นในภาพวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  เป็นเครื่องแบบสนาม เครื่องแบบเสือป่าโดยปกติ นั้น.....นุ่งกางเกงดำขาสั้น ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาว  ถุงเท้าก็เป็นสีดำยาวดึงสูงขึ้นมาจนถึงใต้เข่า  แล้วแถมยังมีขอบถุงเท้าโตเท่าฝ่ามือลายเป็นเสือพาดกลอนเสียอีกด้วย    และยังแถมห้อยริบบิ้นทิ้งชายออกมาทั้งสองข้าง.......ที่เสื้อนั้นใส่ดุมที่คอเป็นคอเชิ้ต  แต่ผ้าผูกคอนั้นสิช่างเตะตาเสียเหลือเกิน  เป็นผ้าผูกคอแพรสีเหลืองมีริ้วเสือลายพาดกลอน........หมวดสักหลาดสีดำปีกกว้างมีริบบิ้นลายเสือพันโดยรอบ ที่ปีกขวามือพับขึ้นไปติดแน่นไว้กับตัวหมวก  ประดับโบจีบเป็นรูปดอกจันทร์สีเหลืองแนบไว้ด้วยตราดุนหน้าเสือ มีขนนกขาวปัก  เข็มขัดดำหัวทองเหลืองแล้วห้อยด้วยมีดพกอย่างชาวป่า  ชั้นผู้บังคับบัญชามีไม้เท้าสีดำถือประจำตัว ที่ไหล่ติดอินทรธนู

    เครื่องแบบเสือป่ามีหลากหลายขึ้นเกับเป็นเสือป่าประเภทใด


    เจ้าพระยารามราฆพ เสือป่าพรานหลวง จาก facebook โบราณนานมา ภาพลงสี เจ้าพระยารามราฆพ ( หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ) ใส่เครื่องแบบนายพลเสือป่าพรานหลวงรักษาพระองค์ ข้อมูลเครื่องแบบได้รับคำแนะนำจาก อาจารย์วรชาติ มีชูบท



    หุ่นขี้ผึ้งภายในสโมสรเสือป่า ราชบุรี จากซ้ายไปขาว เสือป่าพรานหลวง เสือป่ารายหลวง เสือป่าม้าหลวง

    หุ่นขี้ผึงที่อยู่ในสโมสรเสือป่า ราชบุรี ลูกเสือ ฝ้าย บุญเลี้ยง ที่ได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญในการเสี่ยงชีวิต ไปช่วยผู้จมน้ำ ที่ศรีราชา

  17. กิจการเสือป่าเจริญรุ่งเรื่องในรัชสมียของพระบาทสมเด็ขพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในปลายรัชกาลของรัชกาลที่ 6 มีสมาชิกเสือป่าถึง 13,000 นาย แต่ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2468 กิจการเสือป่าได้ซบเซาและยุติลงอย่างเงียบๆ โดยไม่เคยมีการประกาศยุบเลิกหน่วยงานอย่างเป็นทางการ แต่ปรากฏหลักฐานการสิ้นสภาพอย่างสมบูรณ์เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติให้ทรัพย์สินกองเสือป่าตกเป็นของคณะลูกเสือแห่งชาติ พุทธศักราช 2482 พระราชบัญญัติให้ทรัพย์สินกองเสือป่าตกเป็นของคณะลูกเสือแห่งชาติ พุทธศักราช 2482 เพื่อโอนทรัพย์สินของกองเสือป่าไปอยู่ในความดูแลของคณะลูกเสือแห่งชาติทั้งหมด คงเหลือแต่เพียงกิจการลูกเสือเท่านั้นที่ดำเนินการสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน