สถานที่สำคัญที่สร้างก่อนหรือในช่วงรัชกาลที่ 5-6 ได้แก่

  1. กองบัญชาการรัฐบาล มณฑลราชบุรี (จวนท่านช่วง บุนนาค)
  2. ศาลมณฑลราชบุรี
  3. จวนสุมหเทศาภิบาล (จวนผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน)
  4. ศาลารัฐบาลมณฑลจังหวัดราชบุรี (พิพิธภัณฑ์ จังหวัดราชบุรีในปัจจุบัน)
  5. อาคารสโมสรเสือป่าราชบุรี
  6. สนามบินบริเวณถนนเสือป่า ราชบุรีในอดีต
  7. เขาวัง
  8. วัดสัตตนารทปริวัตร
  9. วัดศรีสุริยวงศ์
  10. โรงเรียนเบจมราชูทิศ

อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี (จวนท่าน ช่วง บุนนาค)

  1. ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ในท้องที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี
  2. สันนิษฐานว่าคงสร้างก่อน พ.ศ.2416 เพื่อเป็นบ้านพัก (จวน) ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในต้นรัชกาลที่ 5 เพราะเหตุว่าเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิด เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปพระราชทางแผ่นสุพรรณบัฏจารึกตำแหน่ง "สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ " พร้อมด้วยเครื่องยศอย่างพระองค์เจ้าต่างกรม (เสลี่ยงงา กลด และดาบประดับพลอยลงยา) และโปรดเกล้าให้มีอำนาจสั่งการเด็ดขาดในราชการทุกอย่างทุกกรม รวมทั้งการสั่งประหารชีวิตผู้กระทำความผิดได้ที่บ้านพัก (จวน) หลังนี้
  3. หลังจากที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์  สิ้นชีวิตลงในวันที่ 19 มกราคม 2425 บ้านหลังนี้ก็ตกเป็นของหลวง และได้ใช้เป็นกองบัญชาการรัฐบาลมณพลราชบุรี ตั้งแต่สมัยที่พระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรีคนแรกในปี พ.ศ.2438
  4. ปี 2465 ในรัชสมัยพระยาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้มีการสร้างศาลารัฐบาลมณฑลราชบุรีขึ้นใหม่ บ้านหลังนี้จึงใช้เป็นจวนเจ้าเมืองราชบุรีแทน ต่อมาใช้เป็นที่ทำการของสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง ราชบุรี  ห้องสมุดประชาชนจังหวัดราชบุรี และปัจจุบันใช้เป็นอาคารจัดนิทรรศการพิเศษ สำนักงานและคลังจัดแสดงศิลปโบราณเพื่อการศึกษา ของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี
  5. ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคาร เดิมอาคารหลังนี้มีลักษณะเป็นบ้านขนาดใหญ่ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ต่อมาเมื่อมีการย้ายที่ว่าการเมืองราชบุรีจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง (บริเวณที่ตั้งของกรมการทหารช่าง ค่ายภาณูรังษี ส่วนที่ 1 ในปัจจุบัน) มารวมกับอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรีในสมัยพระยาเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (เทียน บุนนาค) เป็นผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี ในปี พ.ศ.2440 จึงได้มีการต่อเติมใต้ถุนชั้นล่างและอาคารด้านหลังจนกลายเป็นอาคารสองชั้นดังที่ปรากฎในปัจจุบัน
แหล่งข้อมูล จากหนังสือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรีและจังหวัดราชบุรี หน้า 88-89

ภาพการเปลี่ยนแปลงของอาคารตามช่วงเวลา


ถ่ายเมื่อปี 2540 ก่อนที่จำการบูรณะ (ป้ายที่อยู่หน้าอาคารยังเป็น ห้องสมุดประชาชน ราชบุรี)

อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี ถ่ายให้เห็นด้านข้าง (ถ่ายปี 2556)


อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี (ด้านหน้า) ถ่ายเมื่อปี 2556

อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี  ถ่ายให้เห็นอาคารด้านหลังที่ทำการต่อเติมใหม่ในปี 2440 ( ถ่ายเมื่อปี 2556)

ศาลมณพลราขบุรี (ศาลแขวงจังหวัดราชบุรี ในปัจจุบัน)


ศาลมณฑลราชบุรี รศ.126 พ.ศ.2450 (ที่ตั้งของศาลแขวงในปัจจุบัน) ภาพจาก Web Site ของศาลจังหวัดราชบุรี

ประวัติ

  1. อาคารศาลจังหวัดราชบุรีเดิมตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นอาคารตึกก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น รูปทรงสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกรุ่นเก่า สร้างมาตั้งแต่ ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) สมัยหลวงศรีสัตยารักษ์ (ห้าว วิระศิริ) เป็นอธิบดีผู้พิพากษาและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง อาคารศาลมีห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง 1 ห้อง ซึ่งเป็นห้องพิจารณาคดี ด้านหลังเป็นระเบียงในตัว รอบ ๆ ห้องโถงใช้เป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่ศาล ระเบียงด้านหลังดัดแปลงเป็นห้องพักและห้องทำงานผู้พิพากษา ประตูหน้าต่างเป็นรูปโค้ง มีช่องลมฉลุเป็นลายกนกสวยงาม ชั้นบนมีห้องโถงใหญ่ 1 ห้อง ใช้เป็นห้องสมุดประจำศาล ระเบียงชั้นบนเป็นห้องเก็บสำนวนและพัสดุ เปิดเป็นที่ทำการศาลจังหวัดราชบุรีเมื่อวันที่ 1 เมษายน ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) อาคารหลังนี้ได้ใช้งานมาถึงปี พ.ศ. 2496 ตัวอาคารได้ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา อาคารมีรอยแตกร้าวมากขึ้น เนื่องจากแรงระเบิดของสงครามมหาเอเชียบูรพา พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พระดุลยทรรศน์ปฏิภาณ ข้าหลวงยุติธรรมภาค 1 นายไฉน บุญยก ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
    มีดำริที่จะสร้างศาลแห่งใหม่ขึ้น เนื่องจากตัวอาคารเดิมไม่ปลอดภัย สถานที่คับแคบ ห้องพิจารณาคดีมีไม่เพียงพอ เนื่องจากจำนวนอรรถคดีมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี จึงได้ของบประมาณจากทางรัฐบาลในปี พ.ศ. 2497 ได้งบประมาณมาเป็นจำนวนเงิน 1,456,000 บาท โดยให้กรมโยธา
    เทศบาลเป็นผู้จัดการสร้างอาคารศาลจังหวัดราชบุรีหลังใหม่ เป็นตึกแบบทรงไทย 2 ชั้น
    ชนิด 6 บัลลังก์ ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่
    25 กรกฎาคม พ.ศ. 2497 ขณะนั้นนายบุศย์ ขันธวิทย์ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หลวง
    สุทธิภาศนฤพนธ์ เป็นข้าหลวงยุติธรรมภาค 1 ต่อมานายเฉลิม ทัตภิรมย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคนใหม่ได้ย้ายมาดำเนินการควบคุมการก่อสร้างต่อ และได้รับเงินงบประมาณเพิ่มเติมในการก่อสร้างเป็นเงิน 759,220 บาท เพื่อถมดิน ทำรั้วเหล็กรอบบริเวณ สร้างห้องเก็บสำนวน
    เสาธง เดินสายไฟจากถนนใหญ่มายังอาคาร
  2. อาคารศาลจังหวัดราชบุรีเปิดทำการ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2501 และได้ทำพิธีเปิดอาคารศาลจังหวัดราชบุรีหลังใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นวันชาติเดิม ขณะนั้นมีนายวิริยะ เกิดศิริ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล นายกำธร พันธุลาภ เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มาเป็นประธานในพิธีเปิด
  3. ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 กระทรวงยุติธรรมได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 33,000,000 บาท เพื่อก่อสร้างต่อเติมอาคารศาลจังหวัดราชบุรีอีก 1 หลัง เป็นตึก 3 ชั้น เชื่อมต่อทางเดินระหว่างอาคารหลังเดิมกับอาคารหลังใหม่ มีห้องพักผู้พิพากษา ห้องสมุด ห้องประชุม ห้องทำงานธุรการ ห้องเก็บสำนวน ห้องพิจารณา ศาลจังหวัดราชบุรีปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 399/12 ถนนยุติธรรม ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
  4. สถาปัตยกรรมของตัวอาคาร ลักษณะอาคาร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก 2 ชั้น หลังคาเป็นทรงจั่ว หน้าบันด้านหน้ามีลวดลายปูนปั้นรูปพระราชลัญจกรประจำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และอักษรคำว่า "ศาล รัตนโกสินทร์ศก 125 "
(คัดจาก Web site ของศาลจังหวัดราชบุรี และหนังสือพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี และจังหวัดราชบุรี )

ภาพในอดีตจนถึงปัจจุบัน


บรรยาย ภาพ Background เห็นตึกสูง คืออาคารของศาลแขวงในปัจจุบัน (ภาพถ่ายประมาณปี 2493-2496)



จวนสมุหเทศาภิบาล มณฑลราชบุรี ต่อมาเป็น จวนผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี


ถ่ายเมื่อปี 2556 ถ่ายจากถนนเข้ามายังรั้วของจวนฯ

ประวัติ

  1. ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ในท้องที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี มีลักษณะเป็นเรือนทรงปั้นหยา เดิมเคยเป็นจวนที่พักของสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี 
  2. ไม่ทราบปีสร้างที่แน่นอน โดยสร้างก่อนปี พ.ศ.2452 (น่าจะสร้างระหว่างปี 2440-2450)
  3. ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ได้ริเริ่มการปกครองแบบมณฑลในปี พ.ศ.2437 และได้ยกเลิกไปในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 ในปี พ.ศ. 2476 โดยมณฑลราชบุรี ประกอบด้วยจังหวัด ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุุรี สมุทรสงคราม  จวนผู่ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน เป็นจวนของสมุหเทศาภิบาล มณฑลราชบุรี ในขณะนั้น Link รายชื่อ พระนาม/นาม ของสมุหเทศาภิบาล มณฑลราชบุรี
  4. แม้มีตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี แต่ละจังหวัดก็ยังมีตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยภายหลังจากเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สิ้นชีวิต จวนของท่านถูกใช้เป็นอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี ตั้งแต่ปี 2438 หลังจากศาลามณฑลราชบุรีหลังใหม่ (พิพิธภัณฑ์ราชบุรีในปัจจุบัน) ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2465 จึงย้ายศาลามณฑลราชบุรี มาที่ศาลามณฑลราชบุรี หลังใหม่ โดยศาลามณฑลหลังเก่า (จวนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์) ถูกใช้เป็นจวนของผู้ว่าราชการจังหวัดแทน Link รายนาม/พระนามของผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
  5. หลังจากปี พ.ศ.2476 ที่ได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑล จวนของสมุหเทศาภิบาล จึงใช้เป็นจวนของผู้ว่าราชการจังหวัด
  6. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เคยเสด็จมาประทับที่หน้าจวนหลังนี้ในคราวเสด็จประพาสมณฑลราชบุรีในปี พ.ศ.2452 ในสมัยที่พระยาไกรเพ็ชรรัตนสงคราม (แฉ่ บุนนาค) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี โดยประทับแรมในวันที่ 31 สิงหาคม - 2 กันยายน 2452  โดยบันทึกไว้ว่า
    • วันที่ 30 สิงหาคม เสด็จทางชลมารท ผ่านคลองภาษีเจริญ เข้าคลองดำเนินสะดวก ผ่านคลองบางน้อย ประทับแรมที่พลับพลาบางนกแขวก
    • วันที่ 31 สิงหาคม ออกจากคลองบางป่า มาถึงราชบุรี พักที่เรือนหน้า บ้านเทศา
    • วันที่ 1 กันยายน ขึ้นรถเจ๊กจากหน้าบ้านเทศา ทอดพระเนตรไปตามทางเรียบแม่น้ำแม่กลอง (ถนนวรเดชในปัจจุบัน) ได้แก่ ตลาดพระคลังข้างที่ ศาลมณฑลราชบุรี จนถึงอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี (พิพิธภัณฑ์ราชบุรีในปัจจุบัน)
    • วันที่ 2 กันยายน เช้าเสด็จโรงทหาร เพื่อทอดพระเนตรทหารปืนใหญ่ เย็นเสด็จวัดช่องลม และสถานีรถไฟราชบุรี
    • วันที่ 3 กันยายน เสด็จออกราชบุรีในตอนเช้า เพื่อไปจังหวัดนครปฐม โดยเสด็จทางรถไฟ
  7. ในช่วงวันที่ 18-25 กันยายน 2456 ในสมัยที่หม่อมเจ้าสฤษดิเดช ชยางกูร เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาที่จังหวัดราชบุรี ได้ประทับแรมที่จวนแห่งนี้ ระหว่างวันที่ 18-24 กันยายน 2456 (จากหนังสือ พระบรมราชจักรีวงศ์ กับเมืองราชบุรี จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัย สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีจังหวัดราชบุรี พุทธศักราช 2525 โดยได้อ้างอิง จดหมายเหตุพระราชกรณียกิจรายวัน ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 6 พ.ศ. 2456
    • วันที่ 18 กันยายน   เวลาเช้า 5 โมง ทรงรถพระที่นั่ง จากสวนจิตรลดา ลงเรือยนต์ที่ท่าวาสุกรี เพื่อเสด็จยังสถานีบางกอกน้อย จากนั้นประทับรถไฟพระที่นั่ง เสด็จราชบุรีพร้อมเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เมื่อถึงเมืองราชบุรี กรมหมื่นอดิศร หม่อมเจ้าสฤษดิเดช พระธรรมวโรดม พระพุทธวิริยากร ผู้ว่าราชการเมือง และข้าราชการทหาร พลเรือน มาคอยเฝ้าอยู่ที่สถานี กับมีมีทหารราบ 4 เป็นกองเกียรติยศ เสด็จจากรถไฟประทับที่จวนซึ่งจัดเป็นที่ประทับแรม
    • วันที่ 20 กันยายน 2456 เสด็จเยี่ยมโรงทหารกองพลที่ 4 มณฑลราชบุรี ( ปัจจุบันคือกองพลทหารช่างค่ายภาณุรังษี ) กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน ( มทภ. 1 ) กรมหมื่นอดิศร ( ผบ. พล. ร. 4 ) ทหารปืนใหญ่ คอยรับเสด็จ มีการละเล่น วิ่งเปี้ยว ดึงเชือก แย่งธง 4 มุม วิ่งทางกันดาร วิ่งสวมกระสอบ วิ่งสามขา สวมหัวโขนจับกัน เสร็จแล้ว เสด็จทอดพระเนตรโรงทหาร แล้วเสด็จเสวยเครื่องว่าง ที่สโมสรเสือป่าเมืองราชบุรี ( ปัจจุบันอาคารสโมสรเสือป่า อยุ่ในบริเวณโรงพยาบาลแม่และเด็ก ) จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรไฟฉายของทหารหน้าสโมสรเสือป่า แล้วเสด็จกลับพลับพลาที่ประทับ
    • วันที่ 21 กันยายน 2456 เวลาเช้า 4 โมงเศษ ทรงเรือเสด็จไปตามลำน้ำแม่กลอง ยังวัดสัตตนารถปริวัตร เสด็จประทับอุโบสถ จุดธูปเทียนนมัสการ ทรงศีล แล้วทรงเลี้ยงพระ 21 รูป แล้วสดัปกรณ์พระบรมทนต์พระพุทธเจ้าหลวง จากนั้น จึงเสด็จไปยังโรงเรียนซึ่งชาวเมืองนั้นได้สร้างขึ้น เป็นอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าหลวง มีกรมทหารราบ 14 ( เพชรบุรี ) และกองลูกเสือมณฑลราชบุรี ตั้งแถวรับเสด็จ หม่อมเจ้าสฤษดิเดช ทรงอ่านรายงานการสร้างโรงเรียน ทรงมีพระราชดำรัสตอบ พระราชทานนามโรงเรียนว่า " โรงเรียนเบณจมราชูทิศ ราชบุรี " แล้วทรงรับไว้เป็นโรงเรียนหลวง เสด็จกลับไปประทับยังพระอุโบสถ พระสงฆ์ 61 รูป มีพระธรรมวโรดม เป็นประธาน และเจ้าคุณเมืองเพชรบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม สวดมนตร์จบ แล้วพระธรรมวโรดมถวายเทศน์กัณฑ์ 1 จบ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก โปรดให้พนักงานภูษามาลา เชิญพระบรมทนต์กลับ มีทหารตำรวจ และข้าราชการมณฑลเดินกระบวนแห่กลับเข้าพลับพลา เสด็จกลับทางเรือมาประทับพลับพลา
    • วันที่ 24 กันยายน 2456 เวลาบ่ายเสด็จที่ว่าการมณฑล มีพ่อค้าและประชาชนเฝ้าอยู่ 2 ข้างทางเสด็จ ประทับที่ว่าการมณฑล (ตึกเก่าสมเด็จพระยาบรมมหาสุริยวงศ์ ตรงที่ตั้งศาลากลางจังหวัดหลังเก่า หรือพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน) แล้วเทศาภิบาลเบิกตัวข้าราชการหัวหน้าแผนกเข้าเฝ้าถวายรายงานเรียงตัว โปรดพระราชทานตรามงกุฏชั้น 3 แก่เจ้าเมือง 3 นาย ช้างเผือกชั้น 4 แก่ผู้พิพากษาศาลหัวเมือง 1 ราย เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลปัจจุบัน แก่นายทหารชั้นสี่ 1 ชั้นห้า 3 เหรียญ เหรียญราชรุจิทองแก่นายทหาร 1 ประทับเสวยเครื่องว่าง แล้วเสด็จกลับพลับพลาทางเรือ
    • วันที่ 25 กันยายน 2456 เวลาเช้า 2 โมงครึ่ง เสด็จกลับกรุงเทพ ทางเรือโดยกรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน แม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 กรมหมื่นอดิศร สมุหเทศาภิบาล และ ข้าราชการไปส่งเสด็จเป็นอันมาก

ภาพจวน



รายนาม/พระนาม ของสมุเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี

ลำดับที่ พระนามหรือนาม ปี พ.ศ.ที่ดำรงตำแหน่ง
1.
พระเจ้าสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค)
2438-2442
2.
พระยาวรเดชศักดาวุธ (เจ๊ก จารุจินดา)
2442-2444
3.
พระยาอัมรินทร์ ภาไชย (จำรัส รัตนกุล)
2444-2446
4.
พระยาไกรเพ็ชรรัตรสงคราม (แฉ่ บุนนาค)
2446-2453
5.
หม่อมเจ้าสฤษดิเดช ชยางกูร
2453-2459
6.
หม่อมเจ้าประดิพัทธ์เกษมศรี
2459-2461
7.
พระยามหาอำมาตยาธิบดี (แสง วิริยะศิริ)
2461
8.
พระยามนตรีศรีสุริยวงศ์ (ฉี่ บุนนาค)
2461-2465
9.
พระยาคทาธรบดี (เทียบ อัศวรักษฺ์)
2465-2476

รายนาม/พระนาม ของผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี

ที่ พระนาม/นาม ปีที่ดำรงตำแหน่ง
1.
พระยาราชบุรี (เสม วงศาโรจน์)
พระเจ้าตากสิน - รัชกาลที่ 1
2.
พระยาราชบุรี (แสง วงศาโรจน์)
รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 2
3.
พระยาราชบุรี (เนียม วงศาโรจน์)
รัชกาลที่ 2 - รัชกาลที่ 3
4.
พระยาราชบุรี (กลั่น วงศาโรจน์)
รัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 4
5.
พระยาอัมรินท์ฤาชัย(กุ้ง วงศาโรจน์)
รัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 5
6.
พระยาอัมรินท์ฤาชัย(นิ่ม วงศาโรจน์)
รัชกาลที่ 5 - พ.ศ.2440
7.
พระยาอัมรินท์ฤาชัย(เทียน บุนนาค)
พ.ศ.2440 -2441
8.
พระจินดารักษ์ (นุด มหานิรานนท์)
พ.ศ.2441 -2442
9.
พระยาอัมรินท์ฤาชัย(จำรัส รัตนกุล)
พ.ศ.2442 -2445
10.
พระยาสัจจาภิรมย์ (ชุ่ม อรรถจินดา)
พ.ศ.2445 -2448
11.
หม่อมเจ้าสฤษดิเดช ชยางกูร
พ.ศ.2448 -2453
12.
พระยาประชากิจกรจักร์ (ทับ มหาเปารยะ)
พ.ศ.2453 -2455
13.
พระยาศิริธรรมบริรักษ์ (เย็น สุวรรณปัทม์)
พ.ศ.2455 -2458
14.
พระยาวิชิตสงคราม (สรวง ศรีเพ็ญ)
พ.ศ.2458 -2461
15.
พระยาศรีเกษตร (ชวน สมุทรานนท์)
พ.ศ.2461 -2464
16
พระยาวิชิตภักดี(รอด สาริมาน)
พ.ศ.2464 -2466
17.
พระยาสมุทรศักดาบริรักษ์ (เจิม วิเศษรัตน์)
พ.ศ.2466 -2467
18.
พระยาสุนทรพิพิธ (เชย มัฆวิบูลย์)
พ.ศ.2467 -2468
19.
พระยาอรรถกวี (สงวน อรรถกวีสุนทร)
ไม่มารับตำแหน่ง
20.
พระยารามราชภักดี (มล.สวาสดิ์ อิศรางกูร)
พ.ศ.2468 -2477
21.
พ.อ.พระยารามณรงค์ (เสงี่ยม สุคนธรักษา)
พ.ศ.2477 -2482
22.
พระนิกรบดี (จอน สาริกานนท์)
พ.ศ.2482 -2486
23.
ขุนธรรมรัตนธุรทร (ธรรมรัตน์ โรจนสุนทร)
พ.ศ.2486 -2487
24.
นายอุดม บุยประกอบ
พ.ศ.2487 -2487
25.
หลวงนิคม คณารักษ์ (เทียน กำเนิดเพชร)
พ.ศ.2487 -2488
26.
นายจรัส ธารีสาร
พ.ศ.2488 -2488
27.
พระบำรุงบุรีราช (อิง สิทธิเทศานนท์)
พ.ศ.2488 -2492
28.
ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ (สุวงศ์ วัฏฏสิงห์)
พ.ศ.2492 -2493
29.
นายแม้น อรจันทร์
พ.ศ.2493 -2494
30.
หลวงอรรถวิภัชน์ พจนากร (กรุง อรรถวิภัชน์)
พ.ศ.2494 -2495
31.
นายแม้น อรจันทร์
พ.ศ.2495 -2501
32.
นายแสวง ชัยอาญา
พ.ศ.2501 -2503
33.
นายจันทร์ สมบูรณ์กุล
พ.ศ.2503 -2510
34.
นายยุทธ หนุนภักดี
พ.ศ.2510 -2514
35.
นายจำนงค์ เทพหัสดิน ณ.อยุธยา
พ.ศ.2514 -2518
36.
รตต.กร บุญยง
พ.ศ.2518 -2519
37.
นายประชุม บุญประคอง
พ.ศ.2519 -2520
38.
นายวัชระ สิงคิวิบูลย์
พ.ศ.2520 -2522
39.
นายปฐม สุทธิวาทนฤพุฒิ
พ.ศ.2522 -2527
40.
นายศักด์ โกสัยกานนท์
พ.ศ.2527 -2531
41.
นายพีระ บุญจริง
พ.ศ.2531 -2534
42.
มรว.กำลูนเทพ เทวกุล
พ.ศ.2534 -2539
43.
นายมานิต ศิลปอาชา
พ.ศ.2539 -2542
44.
นายโกเมศ แดงทองดี
พ.ศ.2542 -2546
45.
นายพลวัตร ชยานุวัชร
พ.ศ.2546 -2548
46
นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
พ.ศ.2548 -2551
47.
นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชยกุล
พ.ศ.2551 -2552
48.
นายสุเทพ โกมลภมร
พ.ศ.2552 -2554
49.
นายชนม์ชื่น บุญญานุสาสน์
พ.ศ.2554 -2556
50
นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ
1 ต.ค.2556-1ตค.2556
51
นายนิสิต จันทร์สมวงศ์
2 ต.ค.2556 - 30 กย.2557
52
นายสุรพล แสวงศักดิ์
1 ต.ค.2557 - 4 เม.ย..2560
53
นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม
4 เม.ย.2560 - 30 กย.2560
54
นายชยาวุธ จันทร
1 ต.ค.2560 - ปัจจุบัน

ศาลาว่าการมณฑลจังหวัดราชบุรี


คณะบาทหลวงที่มาเยือนเมืองราชบุรีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2477 ได้ถ่ายภาพร่วมกับข้าราชการ หน้าที่ทำการศาลารัฐบาลมณฑลราชบุรี ซึ่งปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

ประวัติตวามเป็นมาของศาลากลางจังหวัดหลังเดิม

  1. ก่อสร้างเมื่อปี 2465 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อใช้เป็นศาลามณฑลราชบุรี โดยรวมที่ว่าการเมือง และที่ว่าการมณฑลไว้ในอาคารหลังเดียวกัน
  2. ในปี พ.ศ.2476 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรี เนื่องจากในปี 2476 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้มีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล และมีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดและอำเภอขึ้นแทน จึงได้ปรับเปลี่ยนใช้เป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรีตลอดมา จนกระทั่้งได้มีการสร้างศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังปัจจุบันที่ ถนนสมบูรณ์กุล ท้องที่ตำบลหน้าเมือง และมีพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2524 จึงได้ยกเลิกการใช้อาคารศาลากลางราชบุรีหลังเดิม  กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานของชาติโดยประกาศลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 94 ตอนที่ 39 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2520 และได้ประกาศกำหนดสถานที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี ตาม พรบ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 103 ตอนที่ 204 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2529
  3.   วันที่ 14 ตุลาคม 2534 เปิดพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ
  4. ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคาร ตัวอาคารเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงรัชกาลที่ 5 - 6 เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง มีมุขด้านหน้า ผนังอาคารก่ออิฐถือปูน ตกแต่งและประดับผนังรูปสี่เหลี่ยมมีริ้วเส้นขนานในแนวนอนประดับเหนือซุ้มหน้าต่างปูนปั้นเป็นคิ้วก่อบัวฝรั่งกันน้ำฝน บานประตหน้าต่างตีเกล็ด พื้นอาคารเป็นไม้ โครงสร้างหลังคาเป็นเป็นไม้มุงกระเบื้องว่าว ภายในมีระเบียงทางเดินติดต่อกันโดยรอบ
แหล่งข้อมูล จากหนังสือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรีและจังหวัดราชบุรี หน้า 88-89

ภาพเกี่ยวกับ ศาลาว่าการมณฑลราชบุรี


ศาลารัฐบาลมณฑลราชบุรี สร้างเมื่อปี 2465 ก่อนหน้านั้นใช้จวนผู้สำเร็จราชการ (ช่วง บุนนาค) เป็นศาลารัฐบาลมณฑลราชบุรี เมื่อศาลาหลังใหม่สร้างแล้วเสร็ขในปี 2565 จึงได้ย้ายไปอยู่ที่ศาลาหลังใหม่ (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในปัจจุบัน)

ศาลากลางจังหวัดราชบุรี หลังเดิม ถ่ายเมื่อปี 2503


ศาลากลางจังหวัดราชบุรี หลังเดิม ถ่ายเมื่อปี 2556

ศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิม (ให้เห็นตัวอาคารทั้งหมด) ขณะนี้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติราชบุรี ถ่ายเมื่อปี 2556

เขาวังและวัดเขาวัง ราชบุรี


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระราชโอรสและข้าราชการบริพาร บริเวณพระราชวังบนเขาสัตตนารถ(เขาวัง ราชบุรี) (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ประวัติวัดเขาวัง และ เขาวัง ราชบุรี

  1. ประวัติ วัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๐ โดยส มเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ยกกระบัตรเมืองราชบุรีเป็นผู้อำนวยการสร้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองคื์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพมาตีกองทัพพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2328 ณ ตำบลเขาช่องพราน ตำบลเขาชะงุ้ม ตำบลนางแก้ว อำเภอโพธาราม โดยยกทัพผ่านมาทางเมืองราชบุรี แล้่วตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ หมู่บ้านโคกกระต่าย ตำบลธรรมเสน ยกทัพเข้าล้อมค่ายพม่าทางเขาช่องพราน คอยตัดกองลำเลียงเสบียงอาหาร ช้าง ม้า ของพม่า จนพม่าอดยาก เกิดการระส่ำระสาย จึงยกกองทัพเขาตีจนพม่าแตกพ่ายและจับเชลยพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากมาย ทำให้พม่าเข็ดหลาบไม่กล้าที่จะยกทัพมารุกรานประเทศไทยอีก พระองค์โปรดเกล้าพระราชทานนามวัดนี้ว่า " วัดเขาสัตตนาถ"

       น่าเสียดายที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ เมื่อคราวเสด็จกลับจากประพาสไทรโยคและรับราชทูตโปรตุเกส แล้วก็ไม่ได้เสด็จประทับอีกตลอดรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็ไม่ทรงโปรดและมิได้เสด็จไปประพาสเลย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งร้างอยู่ตลอดรัชกาล

       ต่อมาในรัชสมัยรัชกาล 7 ตัวพระที่นั่งต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นว่า ถ้าจะคงรักษาไว้เป็นพระราชวังต่อไปอีก จะทำให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการซ่อมแซมรักษามาก ทั้งมิได้ตั้งพระราชหฤทัยจะเสด็จไปประพาสอีกด้วย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างเป็นวังร้าง มิได้ทำการซ่อมแซมใดๆเลย ได้มีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปกคลุมจนกลายสภาพเป็นป่ารกชัฎเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด

  2. มูลเหตุการสร้างวัดเขาวัง
    สภาพของเขาวังได้กลายเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้และเถาวัลย์น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมและเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด เป้นวังร้างตลอดมา เป็นเวลา ๔๐ ปีเศษ คงเหลือแต่ซากท้องพระโรงและพรตำหนักที่บรรทมมีลักษณะปรักหักพังมาก แต่ยังมีหลังคาพอที่จะเป็นที่อาศัยได้บ้าง ส่วนบานประตู หน้าต่าง และพื้นไม่มีเพราะถูกรื้อถอนไปหมด

       จนถึงปี พ.ศ. 2467 พระครูพรหมสมาจารและพระครูภาวนานิเทศก์ ได้เดินทางปฏิบัติธุดงควัตรมาถึง ณ เขาวังแห่งนี้ และเห็นว่าเป็นสถานที่อันสงัด เหมาะเป็นที่พำนักบำเพ็ญสมณธรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พักแรมเพื่อปฏบัติธุดงควัตร บำเพ็ญสมณธรรมเป็นการชั่วคราว และได้ถือเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมถาวรนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467 เป็นต้นมา

       เมื่อท่านทั้งสองได้พบพระราชวังชำรุดทรุดโทรมเพราะภัยธรรมชาติ ทั้งพระตำหนักที่บรรทมและท้องพระโรงเก่าก็อยู่ในสภาพที่ปรักหักพังน่าสังเวชสลดใจ จึงคิดที่จะบูรณะขึ้นใหม่ ในระหว่างนั้น ท่านได้พำนักอาศัยบำเพ็ญสมถะวิปัสสนาอยู่ที่ดคนต้นไม้ใหญ่ ได้มีชาวบ้านในละแวกนั้นศรัทธาเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 พระครูพรหมสมาจารได้มอบหมายใมห้หลวงสวรรค์เทพกิจ คหบดีของเมืองราชบุรี กับพระยาอรรถกวีสุนทร ข้าหลววงประจำจังหวัดราชบุรี ทำการยื่นเรื่องขอพระราชทานพระราชวังกับกับภูเขาสัตตนาถให้เป็นที่ธรณีสงฆ์เหมือนดังเดิม ดดยผ่านทางกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยได้ปรึกษากับกระทรวงธรรมการ ซึ่งกระทรวงธรรมการได้แจ้งว่า ทางฝ่ายคณะสงฆ์พอใจรับ จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชอุทิศให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2472 และได้ลงประาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 46 หน้า 218 วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2472 

       ภายหลังจากได้รับพระราชทานพระราชวังและภูเขาสัตตนาถแล้ว พระครูพรหมสมาจารจึงได้ทำการรื้อพระราชวังที่ประทับเฉาพะส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม แล้วต่อเติมกำแพงผนังโดยเสริมคอนกรีตจากกำแพงผนังพระราชวังเดิม สร้างเป็นพระอุโบสถ โดยเทคอนกรีตทั้งหลัง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบอย่างดี ติดช่อฟ้า ใบระกา ลงรักปิดทอง ติดกระจก โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2473 และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2475 ตั้งชื่อวัดนี้ว่า " เขาวัง"

       วัดเขาวัง เป็นวัดที่ได้พัฒนาตัวเอง ด้วยการก่อร่างสร้างตัวด้วยทุนทรัพย์ของพุทธศาสนิกชน ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา กอปรด้วยความสามารถของท่านเจ้าอาวาสทั้ง 2 ท่าน คือ ท่านพระครูพรหมสมาจาร ปฐมเจ้าอาวาส และท่านพระครูภาวนานิเทศก์ เจ้าอาวาสวัดรูปที่ 2 ได้พัมนาจากวัดป่าที่จากเดิมไม่มีถาวรวัตถุมากนัก และปราศจากผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมมากมาย ให้กลับกลายมาเป็นสถานที่รื่มรมย์ เป็นที่เหมาะสมสำหรับประพฤติบำเพ็ญธรรมของเหล่าภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของนักทัศนาจรและผู้ปฏิบัติธรรม ผู้รักความสงบเข้ามาหาความสุขทางใจ

      

ภาพเขาวังและวัดเยาวัง

พระราชวังบนเขาสัตตนารถ ก่อนหน้าที่จะสร้างพระราชวังนั้น เดิมมีวัดตั้งอยู่บนยอดเขาวัดหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้น จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ( ช่วง บุนนาค) และเจ้าพระยาภาณุวงศ์ มหาโกษาธิบดี ผาติกรรมที่ธรณีสงฆ์ โดยย้ายวัดไปสร้างใหม่ที่บริเวณวัดร้างริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง และพระราชทานนามว่า วัดสัตตนารถปริวรรต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประทับ ณ พระราชวังบนเขาสัตตนารถแห่งนี้ครั้งหนึ่ง ในคราวที่เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสไทรโยค แล้วเสด็จออกรับราชฑูตโปรตุเกสที่เข้าเฝ้าถวานพระราชสาสน์ เมื่อปี พ.ศ. 2420 ภายหลังพระราชวังแห่งนี้ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก และต่อมาได้มีพระธุดงค์มาใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม พร้อมกับดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นวัดนามว่า "วัดเขาวังราชบุรี" และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2473








รูปภาพ จาก web site oknation โดย พอใจ พอเพียง พอดี ,web site ราชบุรีศึกษา

วัดสัตตนารถปริวัตร

วัดสัตตนารถปริวัตร ตั้งอยู่ในบริเวณ ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งวัดร้าง ชื่อ “วัดกลางบ้าน” หรือ “ วัดโพธิ์งาม ” วัดร้างดังกล่าวนี้สร้างโดย ชุมชนไทยยวนที่อพยพมาจากเมืองเชียงแสน จ. เชียงราย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ต่อมาในสมัยพระปรมินทร์มหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ ให้สร้างพระราชวังที่ภูเขาสัตตนารถ ทรงให้พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) จัดทำผาติกรรม ไถ่ถอนที่ดินวัดเขาสัตตนารถให้พ้นจากที่ธรณีสงฆ์ แล้วให้ย้ายวัดสัตตนารถ และก่อสร้างปรับปรุงวัดกลางบ้าน หรือวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นวัดร้างริมแม่น้ำแม่กลองขึ้นใหม่ขนานนามวัดใหม่นี้ว่า “วัดสัตตนารถปริวัตร” แปลว่าวัดที่ย้ายเปลี่ยนไปจากวัดเขาสัตตนารถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปณาวัดสัตตนารถปริวัตร ให้เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ระดับวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และโปรดเกล้าฯ ให้พระครูสีลคุณธราจารย์ (พระมหานิล) จากวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสัตตนารถปริวัตร รูปแรกในปี พ.ศ. 2414 และพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน วัดสัตตนารถปริวัตร เดิมเป็นวัดร้างไม่มีภิกษุสามเณรอาศัยอยู่ ชาวบ้านถิ่นนี้เรียกวัดร้างนี้ว่า วัดกลางบ้าน หรือ วัดโพธิ์งาม ชาวบ้านถิ่นนี้เป็นชาวบ้านไทยยวน ได้อพยพ มาตั้งถิ่นฐาน ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ครั้นต่อมาได้มีพระภิกษุ ๒ รูป คือ ครูบาหลวงเปีย และครูบาหลวงญะ ชาวเมืองเทิง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้ทราบข่าวการอพยพของไทยยวนมาอยู่ที่เมืองราชบุรี จึงได้เดินทางมาเยี่ยม บรรดาญาติพี่น้องท่านจึงพร้อมใจกันสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นที่พำนักอยู่ของครูบา ทั้งสองท่าน ระหว่างหมู่บ้านทั้งสอง เรียกว่า วัดกลางบ้าน เพราะอยู่ระหว่างกลางของหมู่บ้านสองหมู่ สร้างให้เป็นสำนักสงฆ์ไปก่อน ยังไม่มีพระอุโบสถ ต้องใช้โบสถ์น้ำ ซึ่งชาวบ้านสร้างถวาย ที่บริเวณริมตลิ่งหน้าวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำสังฆกรรม ต่อมาบรรดาญาติ ได้ช่วยกันสร้างวัดใหม่ขึ้นอีกวัดหนึ่ง ทางทิศตะวันออก ของวัดกลางบ้าน โดยมีเจ้าฝ่ายเหนือ ชื่อว่า เจ้าชมพู ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวไทยยวน ที่อพยพมา เป็นหัวหน้าดำเนินการก่อสร้าง แล้วนิมนต์ พระครูบาหลวงญะ มาอยู่จำพรรษาที่ วัดนี้ ชาวบ้านจึงได้ขนานนามวัดนี้ว่า วัดศรีชมภู เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ เจ้าชมพู ต่อมาชาวบ้านได้เรียกกันติดปากว่า วัดใต้ และเรียกวัดกลางบ้านว่า วัดเหนือ ครั้นต่อมาที่วัดกลางบ้านหรือวัดเหนือ ได้มีชาวบ้านผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้นำเอาต้นโพธิ์มาปลูกไว้ที่บริเวณวัดกลางบ้าน เป็นจำนวนมาก และต้นโพธิ์ได้เจริญงอกงามดี ชาวบ้านจึงได้เรียกวัดกลางบ้าน หรือ วัดเหนือ ในชื่อใหม่ว่า วัดโพธิ์งาม เพราะมีต้นโพธิ์เจริญงอกงามมาก วัดโพธิ์งาม หรือ วัดกลางบ้าน หรือวัดเหนือ ก็คือ วัดเดียวกัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ วัดสัตตนารถปริวัตร ในปัจจุบัน ที่เรียกวัดนี้ว่า วัดสัตตนารถปริวัตรเพราะวัดนี้อยู่ใกล้ภูเขา สัตตนารถ ปัจจุบันนี้เรียกว่า เขาวัง






วัดศรีสุริยวงศ์


  1. วัดศรีสุริยวงศ์ ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี สร้างขึ้นด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวของของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในปี พ.ศ.2415 เพื่อเป็นวัดประจำตระกูลบุนนาค เมื่อแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2421 ได้ถวายเป็นพระอารามหลวง พร้อมกับขอพระราชทานนามวัดและวิสุงคามสีมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้พระราชทานนามว่า "วัดพระศรีสุริยวงศาราม " ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกสั้นๆว่า "วัดศรีสุริยวงศ์ " และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.2422 แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระครูอุดมบัณฑิต (อ่อน) จากวัดพิชัยญาติการาม มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก
  2. พระอุโบสถวัดมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานกับศิลปะตะวันตกแบบกอธิก (Gothic) หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เครื่องลำยองและช่อฟ้าเป็นปูนปั้น หน้าบันปั้นปูนเป็นรูปช้างสามเศียรและขนาบข้างด้วยฉัตร 7 ชั้น หลังคาปีกนกทั้ง 2 ข้างรองรับด้วยเสากลมแบบคอรินเธียน ผนังทั้งด้านนอกด้านในทั้ง 4 ด้านเป็นลายหินอ่อนสีน้ำตาล ซุ้มประตูเป็นรูปหน้าจั่วประดับลวดลายรูปนกยูงและพระอาทิตย์ ซุ้มหน้าต่างเป็นรูปหน้าจั่วประดับลวดลายรูปดาวเปล่งรัศมี และเพดานภายในประดับลวดลายปูนปั้นลายเทศทาสี
  3. ในขณะที่กุฏิสงฆ์จำนวน 2 หลังภายในวัดมีลักษณะเป็นตึกแบบฝรั่งก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องทรางปั้นหยา มีระเบีงโปร่งโดยรอบ ชั้นล่างก่ออิฐถือปูนเสากลมส่วนบนเป็นรูปอาร์คโค้ง ส่วนเจดีย์ทรงระฆังด้านหลังพระอุโบสถฐานมีลักษณะเป็นรูป 8 เหลียม ประดับด้วยเสาแบบคอรินเธียนประดับช่องอาร์คโค้ง หน้าบันมีนามวัดและลวดลายปูนปั้นรูปดวงอาทิตย์ประดับ
  4. ส่วนโบราณวัตถุสำคัญที่หลงเหลืออยู่ในวัด ไ้ด้แก่ ระฆัง พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) รูปเหมือนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และกาน้ำทองเหลืองมีตราสุริยะประดับ
  5. (คัดจากหนังสือพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี และจังหวัดราชบุรี หน้า 89-90)

    โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี อดีตจนถึงปัจจุบัน


    ภาพ อาคารโรงเรียนที่ก่อตั้งในปี 2455

    ประวัติโรงเรียนเบญจมราชูทิศ

    พ.ศ.
    เหตุการณ์สำคัญ
    2429 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2429 รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเริ่มจากใช้สถานที่ของ วัดสัตตนารถปริวัตร (สร้างเมื่อ พ.ศ. 2414) เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมูลถึงชั้นประถมศึกษา

    (มูลเหตุของการก่อตั้งเนื่องจาก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายการศึกษาถึงมวลราษฎรทั่วไปโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงในวัด คือ โรงเรียนวัดมหรรณพารามเมื่อ พ.ศ. 2429 นับได้ว่าเป็นการตั้งโรงเรียนประถมศึกษาเป็นครั้งแรกต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2429 ก็ทรงสนับสนุนให้ขยายการศึกษาออกไปถึงส่วนภูมิภาคขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง อุทัยธานี ลพบุรี สมุทรปราการ นครปฐม เพชรบุรี และราชบุรี สำหรับที่ราชบุรีจัดให้มีขึ้นที่วัดสัตตนารถปริวัตร จึงมีโรงเรียนหลวงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา)
    2450 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงการศึกษา ให้มีระบบแบบแผนตามแบบตะวันตก จึงได้เปลี่ยนฐานะของโรงเรียนเป็นโรงเรียนตัวอย่างวัดสัตตนารถปริวัตร จัดการศึกษาตลอดมา

    (ในช่วงปี พ.ศ. 2441 - 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ปรับปรุงการศึกษาให้มีระบบแบบแผนตามแบบ ตะวันตก โรงเรียนหลวงในวัดสัตตนารถปริวัตรได้รับการปรับปรุงให้เป็นทางการในปี พ.ศ. 2450 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อำมาตย์โทพระบำนาญ วรวัจน์ (ตาบ ผลชีวะ) เป็นข้าหลวงธรรมการมณฑลราชบุรีรับผิดชอบจัดการศึกษาโรงเรียนวัดสัตตนารถปริวัตร จึงได้เปลี่ยนฐานะเป็น " โรงเรียนตัวอย่างวัดสัตตนารถปริวัตร" โดยใช้ศาลาการเปรียญที่อยู่บริเวณหน้าวัด (บริเวณหน้าวัดสมัยนั้น มีต้นจันมากศาลาการเปรียญหลังนั้นจึงเรียกกันว่า ศาลาต้นจัน) และชั้นล่างของกุฏิพระข้างหอระฆังเป็นสถานที่ให้การศึกษา แก่กุลบุตรกุลธิดาเรื่อยมา)
    2455 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2455 ทางราชการธรรมการมณฑลราชบุรีมีประกาศเชิญชวน พ่อค้า
    ประชาชนและข้าราชการร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างตึกเรียนถาวรขึ้นในที่ดินของวัดสัตตนารถปริวัตร โดยพระพุทธวิริยากร เจ้าอาวาสวัดสัตตนารถปริวัตร (พ.ศ. 2437 - 2457)ได้อนุญาติให้ใช้ที่ดินดังกล่าวสำหรับเป็นที่ปลูกสร้างอาคารเรียน (ที่ดินโฉนดเลขที่ 12814 เนื้อที่3 ไร่ 90 ตารางวา) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาคารตึกหลังนี้เป็นรูปทรงปั้นหยา 2 ชั้น 6 ห้องเรียน กว้าง 11 เมตร ยาว 27 เมตร
    2456 วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จฯมาทรงประกอบพิธีเปิด และพระราชทานนามว่า “ เบญจมราชูทิศ ” แปลว่า อุทิศแด่พระราชาองค์ที่ 5 ซึ่งหมายถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่ง ราชวงศ์จักรี ทางราชการได้ขนานนามโรงเรียนนี้ว่า " โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑล ราชบุรี เบญจมราชูทิศ "ชื่อโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี จึงกำหนดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จากนั้นจึงได้ย้ายนักเรียนบางส่วนจากศาลาต้นจัน และกุฏิพระในวัดสัตตนารถปริวัตรมาเรียนที่อาคารหลังใหม่ แต่บางส่วนยังเรียนอยู่ที่เดิม ในระยะแรกสอนตั้งแต่ชั้นมูลถึงชั้นประถมศึกษาสืบมาจาก โรงเรียนตัวอย่างวัดสัตตนารถปริวัตร รับทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 จึงได้เปิดสอนมัธยมปีที่ 1 (ม.1) รับช่วงจากชั้นประถมศึกษาที่เปิดสอนอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาการขยาย ตัวทางการศึกษาเพิมมากขึ้น จึงมีการขยายที่ดินก่อสร้างอาคารบ้านพักครูขุดสระน้ำหลังโรงเรียนเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ (สระน้ำมีบางส่วนเหลือให้เห็นอยู่จนถึงในปัจจุบันบ้านพักข้าหลวงธรรมการมณฑลก็ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียน ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งหอประชุมโรงอาหารในปัจจุบันนี้)
    2459 ได้ขยายการสอนถึงชั้นมัธยมปีที่ 3
    2460 ได้สร้างอาคารเรียนเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง
    2462 นายแก้ว สุวรรณดิษ ได้บริจาค เงินสร้างอาคารเรียนเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ใต้ถุนสูง อีก 1 หลัง และโรงเรียนได้เปิดสอนถึงชั้นมัธยมปีที่ 5
    2469 ได้แยกนักเรียนหญิงทุกชั้นออกไปเรียนที่ โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด และยุบเลิกการสอนชั้นมูลและชั้นประถมศึกษา เป็นการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึงมัธยมปีที่ 6
    2490 หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ได้มีการบูรณะโรงเรียน ซื้อที่ดินเพิ่มแล้วสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก
    2497 เปิดสอนถึงชั้นประโยคเตรียมอุดมศึกษา (ม.7 และ ม.8)
    2512 สร้างอาคารเรียน 4 ชั้น (อาคาร 1)
    2514 รื้ออาคารเรียนหลังแรก เพราะชำรุดทรุดโทรมมาก
    2515 สร้างโรงอาหาร
    2515 รื้อเรือนแก้ว สุวรรณดิษ และเรือนไม้สีเทาเพื่อสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น 2 หลัง (อาคาร 2 และ 3)
    2529 สร้างอาคารอเนกประสงค์
    2530 สร้างอาคารสมาคมศิษย์เก่า
    2540 โรงเรียนได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนแบบพิเศษ 7 ชั้น และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2542 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ จึงได้รับพระราชทานนามอาคารว่า อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา และได้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2542 อันเป็นปีที่โรงเรียนจัดงานฉลองครบ 111 ปี แห่งการก่อตั้งโรงเรียน ต่อมา
    2544 พ.ศ. 2544 ทางโรงเรียนจึงขออนุญาตทำการรื้อถอนอาคาร เรือนแก้ว สุวรรณดิษ เนื่องจากอาคารได้ทรุดโทรมไปมาก ไม่สามารถจะบูรณะซ่อมแซมต่อไปได้อีก และนำชื่อ "เรือนแก้ว สุวรรณดิษ" ไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนเพื่อไว้เป็นอนุสรณ์ ส่วนพื้นที่ของเรือนแก้วสุวรรณดิษใช้เป็นโรงอาหารสำหรับนักเรียนต่อไป
    2546 โรงเรียนได้รับมอบที่ดินติดกับโรงเรียน ซึ่งเดิมเป็น เรือนจำกลางราชบุรี จำนวน 9 ไร่ 98 ตารางวา และได้ทำพิธีวางหมุดเขตพื้นที่ส่วนขยายและบำเพ็ญกุศลถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระราชทานกำเนิดโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2546 ทำให้พื้นที่ของโรงเรียนขยายเพิ่มออกไปทางด้าน ด้านตะวันตก
    2548 โรงเรียนได้ทำ การพัฒนาพื้นที่ ดังกล่าว โดยรื้อกำแพงค้านทิศตะวันตกออก ย้ายประตูรั้วพร้อมขยายรั้วด้านหน้าโรงเรียนออกไปจนสุดเขต ทำถนนต่อออกไปโดยรอบ ย้ายสถานที่เรียนวิชาเกษตรกรรม ไปอยู่ที่ว่างด้านหลัง ทำที่จอดรถชั่วคราว และปรับพื้นเพื่อทำสนามต่อไป
    2550 วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2550 โรงเรียนได้จัดงานฉลองครบรอบ 120 ปี การก่อตั้งโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี
    ปัจจุบัน โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ตั้งอยู่ที่ถนนมนตรีสุริยวงศ์ (ตรงข้ามกับวัดสัตตนารถปริวัตรทางด้านทิศใต้) ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดราชบุรี สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการเปิดสอน 2 ระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น (ม. 1-2-3) รับเฉพาะนักเรียนชายและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 4-5-6) รับทั้งนักเรียนชายและหญิง ปัจจุบันโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี มีอาคารเรียน 4 ชั้น 4 หลัง อาคารเรียนแบบพิเศษ 7 ชั้น 1 หลัง อาคารฝึกงาน 2 หลัง อาคารคหกรรม 1 หลัง โรงอาหาร 1 หลัง อาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง อาคารสมาคมศิษย์เก่าฯ 1 หลัง ลานอเนกประสงค์ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 32 ไร่ 73 ตารางวา

    ภาพถ่ายในอดีตโรงเรียนเบญจมราชูทิศ


    บรรยายภาพ อาคารเรือนแก้ว สุวรรณดิษฐ์




    บรรยายภาพ สงครามเกาหลีเกิดในช่วง 2493-2496

    บรรยายภาพ Background เห็นตึกสูง คืออาคารของศาลแขวงในปัจจุบัน (ภาพถ่ายประมาณปี 2493-2496)