Content: Local Wind (ลมประจำถิ่น)

  1. ลมบกลมทะเล
  2. ลมภูเขาและลมหุบเขา
  3. Thermal Belt
  4. อุณหภูมิผกผัน(Inversion) ในบริเวณภูเขาและหุบเขา
  5. การเปลี่ยนทิศทางและความเร็วลมเมื่อพัดผ่านพื้นที่ต่างๆ
    1. การเคลื่อนที่ของอากาศเมื่อเจอเครื่องกีดขวางหรือความชัน
    2. ทิศทางและความเร็วของลมเมื่อผ่านที่เป็นธรรมชาติ
    3. การเปลี่ยนทิศทางของลมเมื่อพัดผ่านพื้นที่ที่มีความหยาบที่แตกต่างกัน
    4. กระแสลมเมื่อเคลื่อนผ่านเครื่องกีดขวางที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน
  6. การประยุกต์ใช้ในเรื่องความเร็วลมเมื่อเคลื่อนผ่านส่ิงกีดขวางหรือมีความชัน
  7. เอกสารอ้างอิง
    1. Local Wind System and Application เรียบเรียงโดย นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    2. Boundary Layer Climate 2nd Edition T.R.OKE

ลมบกลมทะเล

  1. ลมทะเล ลมทะเลเกิดในช่วงเวลากลางวัน พัดจากทะเลไปสู่บก เนื่องจากเวลากลางวัน อากาศเหนือพื้นดินร้อนกว่าอากาศเหนือพื้นน้ำ จึงลอยขึ้นบนอากาศเหนือพื้นน้ำที่เย็นกว่าจึงไหลมาแทนที่ ทำให้เกิดลมพัด จากทะเลมาสู่บก มวลอากาศเย็นจากทะเล มวลอากาศเย็นส่วนหน้าเมื่อเคลื่อนมาปะทะกับมวลอากาศร้อนบนบก ทำให้เกิดแนวปะทะอากาศเย็น (Sea breeze front) มวลอากาศเย็นหนักกว่าและพาเอาความชื้นจากพื้นน้ำมา จึงยกมวลอากาศร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอากาศร้อนที่ถูกยกตัวขึ้นไป เมื่อกระทบกับความเย็นที่อยู่ด้านบน ก็จะควบแน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆกลายเป็นก้อนเมฆประเภท cumulus และเมฆถูกพากลับไปยังฝั่งทะเลเนื่องจาก return flow โดย return flow นั้นจะอยู่สูงจากระดับพื้นดินมากเนื่องจากช่วงกลางวันบรรยากาศเป็นแบบไม่เสถียร อากาศลอยตัวขึ้นด้านบนได้มาก และช่วงกลางวันมีความแตกต่างกันของอุณหภูมิสูงกว่า ทำให้ความเร็วลมสูงกว่าลมบก โดยความเร็วของลมทะเลประมาณ 2-5 ม./วินาที และพัดเข้าไปในพื้นดินได้ไกลถึง 30 กม. ขึ้นด้านบนได้สูงถึง 1-2 กม. ส่วนของลมทะเลในชั้นล่างสุดที่ติดกับพื้น ช่วงแรกที่พัดขึ้นฝั่งจะทำให้อากาศเหนือพื้นดินที่ใกล้ชายฝั่งเย็นกว่าด้านบน เกิด Inversion และถูกความร้อนบนแผ่นดินทำให้อุ่นขึ้น ยิ่งพัดเข้าไปไกลเท่าไร อุณหภูมิก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนชั้น inversion หมดไป
  2. ลมบก เกิดในเวลากลางคืน ซึ่งอากาศเหนือพื้นดินเย็นกว่าพื้นน้ำ จึงเคลื่อนเข้าไปแทนที่อากาศเหนือพื้นน้ำที่ร้อนกว่า ทำให้เกิดลมพัดจากบกไปสู่ทะเล เนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิในช่วงกลางคืนไม่มากเท่าเวลากลางวัน ทำให้ความเร็วของลมบกน้อยกว่าลมทะเล โดยลมบกจะพัดด้วยความเร็ว 1-2 ม/วินาที และพัดเข้าไปไกล 8-10 ก.ม.เท่านั้น และพัดเข้าไปในทะเลได้ไม่ไกล และไม่สูงจากพื้นเท่าลมทะเล

ลมภูเขา ลมหุบเขา

  1. ลมหุบเขา เวลากลางวันอากาศที่อยู่เหนือยอดเขาและไหล่เขา จะร้อนกว่าอากาศที่อยู่ตีนเขาหรือตรงกลางของหุบเขา ทำให้เกิดลมพัดจากตีนเขาหรือตรงกลางของหุบเขาขึ้นไปบนยอดเขา (upslope breeze (anbatic) ด้วยความเร็วลม 2-4 ม/วินาที และพัดขึ้นไปได้สูง 20-40 ม.จากระดับพื้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดเมฆประเภท Cumulus ที่แนวสันเขาได้ (เส้นปะในรูป) และเกิด return flow ในระดับที่สูงกว่าสันเขา โดยพัดจากยอดเขาลงมา ความเร็วลมที่อยู่ใกล้ตีนเขาจะมากกว่าความเร็วที่ยอดเขา เรียกว่า Anti valley wind ซึ่งโดยปกติแล้ว ในระดับความสูงของบรรยากาศที่อยู่เหนือ Anti valley wind นั้นได้รับอิทธิพลจากลมในระบบอื่นที่ใหญ่กว่าลมหุบเขา
  2. ลมภูเขา กลางคืนอากาศเหนือพื้นดินบริเวณยอดเขาและไหล่เขา(บริเวณ Slope) จะเย็นกว่าส่วนที่อยู่กลาง ทำให้เกิดลมหมุนเวียนบริเวณส่วนกลางของหุบเขา เกิดการรวมตัวกันแล้วยกตัวขึ้นบนจากนั้นพัดจากยอดเขา (high land) ลงมาสู่ตีนเขาที่อยู่ด้านล่าง (Low land) อากาศที่อยู่เหนือยอดเขาที่เย็นกว่า จะไหลลงสู่เบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วง ส่วนความเร็วของลมภูเขาอยู่เฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 ม/วินาที แต่ถ้าด้านบนมีอากาศเย็นมากและเขามีความชันมาก ความเร็วลมอาจจะเร็วกว่านี้ ภาพด้านขวาแสดงให้เห็นอัตราความเร็วของลมภูเขาและลมหุบเขา ส่วนความสูง (Height) คือความสูงจากระดับพื้นดิน ไม่มช่ความสูงของภูเขา โดยสันเขาจะสูง 1000 ม. จะเห็นว่า Return flow ที่เป็น Anti valley wind และ Anti mountain wind นี้จะพัดในระดับที่สูงกว่า valley wind และ Mountain wind



Thermal Belt

ช่วงกลางวัน พื้นดินบนยอดเขาและไหล่เขาจะร้อนกว่า ส่วนเวลากลางคืนพื้นดินจะแผ่รังสีไปให้อากาศที่อยู่เหนือพื้นดิน ทำให้พื้นดินเย็นกว่าอากาศที่อยู่เหนือพื้นดินบนยอดเขา โดยอากาศที่เย็นกว่าก็จะตกสู่ด้านล่างทั้งด้านแรงโน้มถ่วงของโลก และการจมตัวของอากาศเย็นลงสู่เบื้องล่าง จะเห็นว่าบริเวณตีนเขาทั้ง 2 ข้างจะเป็นแอ่งกระทะ ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณที่สูงขึ้นมา แต่เมื่อสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้วอุณหภูมิก็จะกลับต่ำลงมาอีก บริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่าก้นกะทะและยอดเขาเรียกว่า Thermal belt การทำเกษตรบนเขานั้น จะไม่ทำบริเวณที่เป็นยอดเขาหรือตีนเขา แต่จะทำในบริเวณที่เป็น Thermal Belt นี้


อุุณหภูิมผกผัน (Inversion) บริเวณภูเขาและหุบเขา

รูปภาพ (a) ด้านซ้ายจะเป็นกราฟแสดง ระดับความสูงกับอุณหภูมิศักยภาพ (θ) ส่วนด้านขวาเป็นรุปภาพตัดขวางของภูเขาที่เป็นตรงกลางเป็นหุบเขา ในตอนกลางคืนอุณหภูมิของอากาศระดับพื้นจะเย็นกว่าอากาศที่อยู่เหนือขึ้นไป ทำให้ inversion ในบริเวณของหุบเขา (Valley inversion) ภาพ (b) หลังจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้น แสงแดดทำให้พื้นดินบริเวณร้อนขึ้นทำให้อากาศที่อยู่เหนือพื้นดินของไหล่เขาและตีนเขาร้อนขึ้น ทำลายชั้นของ inversion ที่อยู่ติดกับพื้นดิน แต่ส่วนใหญ่ (core) ก็ยังเป็นชั้น inversion ที่ยังเหลืออยู่ (remnant) ซึ่งบรรยากาศเป็นแบบ Stable จึงเรียกว่า remnant stable core ภาพ ( c ) เมื่อสายขึ้นแสงแดดแรงขึ้นส่วนที่เป็น stable core inversion เล็กลงจาก 3 สาเหตุคือ สาเหตุที่หนึ่งคือ การพื้นดินร้อนขึ้น การแผ่รังสีไปให้อากาศมากขึ้น ทำให้ชั้น Inversion ที่ติดพื้นดินบางลงๆ สาเหตุที่ 2 เกิดลมหุบเขาพัดจากตีนเขามายังยอดเขา ความเร็วลมจะทำให้อากาศมีการเคลื่อนที่แบบปั่นป่วนเกิด eddy ที่มีความแรงมากขึ้นทำให้พาอากาศขึ้นแนวดิ่งได้มากขึ้น และสาเหตุที่ 3 คือ อากาศที่อยู่ส่วนบนของ inversion จมตัวลงมา (Subsidence) เมื่อจมจากที่ที่มีความกดอากาศต่ำกว่าลงมาที่ที่มีความกดอากาศสูงกว่า อากาศจะมีปริมาตรเล็กลง โมเลกุลของอากาศจะชนกันมากขึ้นทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ชั้น core stable inversion จะลดขนาดลงไปเรื่อยๆ และรูป (d) หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น 3-5 ชั่วโมงความร้อนจากแสงแดดทำให้ inversion หมดไป โดยอิทธิพลของความร้อนจากแสงแดดมีมากกว่าอิทธิพลของลมหุบเขามาก ประเด็นปัญหาคือ ถ้ามีมลพิษทางอากาศเกิดขึ้น บริเวณที่อยู่ก้นกระทะจะได้รับผลในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากชั้น Inversion จะทำตัวเหมือนฝาชีครอบไม่ให้มลพิษเคลื่อนออกจากชั้น inversion ไปผสมกับอากาศที่อยู่เหนือชั้น inversion ได้ จนกว่าความร้อนจากแสงแดดจะมาทำลายชั้น inversion นี้ให้หมดไป ยิ่งในวันที่อากาศเย็นและมีเมฆมาก อากาศปิดที่กระแสลมอ่อนแล้ว inversion จะอยู่ทั้งวันหรืออาจจะหลายวันก่อนที่ inversion จะสลายหมดไป


การเปลี่ยนทิศทางและความเร็วลมเมื่อเคลื่อนผ่านพื้นที่ต่างๆ

  1. การเคลื่อนที่ของอากาศเจอเครื่องกีดขวางหรือความชัน การไหลของอากาศหรือลมเมื่อผ่านที่เรียบนั้น อากาศจะติดกับพื้นผิวเป็นผืนเดียวไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เมื่อไหลผ่านพื้นผิวที่มีความไม่ต่อเนื่อง เช่นเมื่อไหลผ่านสิ่งกีดขวางที่ชัน หรือลงไปในช่องว่าง หรือไหลผ่านมุมที่หักข้อศอก อากาศก็จะถูกแยกออกจากพื้นผิวนั้น ทำให้เกิดความกดอากาศต่ำบนพื้นผิวที่อากาศแยกออก ความกดอากาศที่ต่ำจะดูดอากาศรอบข้างเข้ามา เกิดกระแสหมุนวน (eddy) ได้ ซึ่งส่งผลให้ อากาศหยุดการเคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนทิศทาง ไหลกลับทิศทางเดิมได้ ความชันที่จะทำให้อากาศแยกจากพื้นผิวที่ไหลผ่านคือความชันที่มากกว่า 17 องศา หรือ slope (tan) = 0.3 ถ้าต่ำกว่าค่านี้อากาศที่ไหลผ่านจะไม่แยกจากพื้นผิว มีสูตรในการคำนวณความเร็วเริ่มต้นและที่ผ่านเครื่องกีกขวาง

  2. ทิศทางและความเร็วลมเมื่อผ่านสิ่งกีดขวางที่เป็นธรรมชาต

    ผ่านสันเขา 2 มิติ หรือ ภูเขา 3 มิติ หรือ เกาะ
    ลมกระทบหน้าผา ความกดอากาศส่วนของกลางหน้าผาจนถึงด้านบนจะสูงขึ้น จึงเคลื่อนขึ้นบนไปยังด้านที่มีความกดอากาศต่ำกว่า ทำให้เกิดเมฆได้ และเกิดกระแสไหลวนในด้านรับลม (Bolster eddy) ส่วนขาลงอากาศแยกตัวกับพื้นหน้าผาทำให้เกิดกระแสไหลวนด้านหลังเขาที่ลมพัดผ่าน (Lee eddy)

    กระแสลมไหลผ่าน หุบเขาที่แคบ
    กระแสอากาศเมื่อไหลลงหุบเขาเกิดการแยกตัวออก (sepeartion) ทำให้ความกดอากาศในส่วนที่อากาศแยกออกต่ำลง จึงดูดเอาอกาศที่อยู่รอบข้างเข้ามา เกิดกระแสไหลวนแบบ Lee eddy

    กระแสลมไหลผ่านหุบเขาที่กว้าง
    ช่วงอากาศไหลลงหุบเขาเกิดกระแสหมุนวนแบบ Lee eddy อากาศถูกกดลง ละอองน้ำบนเมฆเมื่อถูกกดลงล่าง อุณหภูมิจะสูงขึ้นกลายเป็นไอ ทำให้เมฆหายไป พออากาศประทะหน้าผาขาขึ้น ก็จะทำให้อากาศยกตัวขึ้นไปหาที่ความกดอากาศต่ำความเร็วลมจะสูงที่ยอดภูเขา ทำเมื่อกระทบความเย็นด้านบนไอน้ำควบแน่นเป็นละอองน้ำเกิดเมฆขึ้น


    อากาศไหลมาปะทะหน้าผา
    อากาศยกตัวสูงขึ้นไปสู่ที่มีความกดอากาศต่ำกว่าด้านบน เกิดเมฆ และเกิด Boster eddy และอากาศไหลผ่านมุมที่หักศอกเป็นมุมฉากจึงทำให้กระแสอากาศแยกจากพื้นเกิด Lee eddy

    อากาศไหลจากยอดหน้าฝา ลงไปสู่หน้าฝาด้านล่าง
    อากาศที่อยู่ติดพื้นแยกตัวออก ความกดอากาศต่ำลง ดูดอากาศด้านบนที่มีความกดอากาศสูงกว่าลงมาด้านล่างทำให้อากาศถูกกดลง เมฆจะหายไปและมี lee eddy เกิดขึ้น

    ลมไหลผ่านช่องแคบ 
    ลมจะเกิด convergence ทำให้ความเร็วกระแสลมแรงขึ้น อากาศถูกยกขึ้น และเกิดกระแสหมุนวนแบบ Boster eddy ที่ด้าน และ Lee eddy ที่ด้านหลัง


    ลมไหลผ่านภูเขาที่มี 3 มิติ หรือผ่านเกาะ
    ถ้าใช้ทิศทางลมเป็นเกณฑ์ (ตามลูกศร) ด้านซ้ายมือลมวิ่งผ่านจากที่มีความหยาบน้อยผ่านภูเขาหรือเกาะที่มีความหยาบมาก ลมจะเฉไปทางซ้ายไป convergence ลมทางซ้ายที่ไม่ผ่านเกาะ และอากาศจะยกตัวขึ้นความเร็วลมสูงขึ้น แต่ด้านขวาของเกาะจะเป็นตรงกันข้ามเป็น Divergence และเกิด Eddy 2 วงที่ด้านบนของใจกลางเกาะ
  3. การเปลี่ยนทิศทางของลมเมื่อเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่มีความหยาบแตกต่างกัน
    Gradient wind คือลมที่พัดอยู่ที่ระดับสูง ทำให้ไม่มีแรงฝืดจากพื้นผิวต้านไว้ ปกติ Gradient view จะขนานกับเส้น Isobar แต่ใน Surface wind นั้น นอกจากจะมี Horizontal pressure gradint Force (PH ) และ coriolis force ( C ) แล้วยังมีแรงเสียดทานเข้ามาร่วมด้วย ทำให้แนวทางการเคลื่อนที่ของลมผิวพื้นทำมุมกับแนว isobar แต่ isobar ขนานกับ Gradient wind เพราะฉะนั้นทิศทางของลมผิวพื้นจะทำมุมกับ Gradient wind โดยมุมที่ทำขึ้นกับความหยาบของพื้นผิว โดยทำมุม 10-20 องศา ถ้าเป็นน้ำทะเลราบเรียบ ถ้าเป็นพื้นดิน 20-30 องศา ถ้าเป็นป่าทึบ 90 องศาสรุป ถ้าพื้นผิวหยาบมาก การทำมุมกับ Gradient wind จะมากตามไปด้วย ตัวอย่างด้านล่างเป็นตัวอย่างของลมที่วิ่งผ่านพื้นที่ที่มีความหยาบไมเท่ากัน ในซีกโลกเหนือ ลมผิวพื้นจะหักไปทางซ้ายของ Gradient wind (เส้น isobar)

    การเคลื่อนที่ของลมจากที่ที่มีความหยาบก่อนไม่สู่พื้นที่ที่เรียบ
     ในพื้นที่ที่มีความฝืดมาก ความเร็วลมจะช้า (ตามความยาวของเส้นลูกศร) มุมที่ทำกับ Gradient wind จะมาก เมื่อเข้าสู้พื้นที่เรียบ ความเร็วลมจะมากขึ้น และมุมที่ทำกับ Gradient wind นั้นจะลดลง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของทิศทางลมตามภาพ

    การเคลื่อนที่ของลมจากที่ที่เรียบก่อนแล้ว ไม่สู่พื้นที่ที่มีความหยาบ
     ในพื้นที่เรียบ มุมที่ทำกับ Gradient wind จะน้อย เมื่อเข้าสู้พื้นที่มีความฝืด มุมนั้นจะเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของทิศทางลมตามภาพ

    การเคลื่อนที่ของลมผ่านพื้นที่เรียบและหยาบไปพร้อมกัน
     ลมผ่านพื้นที่เรียบมุมที่ทำกับ gradient wind จะน้อยกว่า เมื่อผ่านที่หยาบ ทำให้จากที่หยาบหักเข้าหาลมจากพัดผ่านที่เรียบ เกิดการ convergence กัน


    การเคลื่อนที่ของลมผ่านพื้นที่หยาบและเรียบไปพร้อมกัน
     ลมผ่านพื้นที่หยาบมุมที่ทำกับ gradient wind จะมากกว่า เมื่อผ่านที่เรียบ ทำให้จากที่หยาบหักออกจากลมจากพัดผ่านที่เรียบมากขึ้น เกิดการ Divergence

    ลมพัดผ่านเกาะ
    จะหักเข้าหาลมที่ไม่พัดผ่านตัวเกาะ การเกิด Convergence ทำให้ลมมีความเร็วมากขึ้นและอาจจะมีการยกตัวขึ้นของลม ส่วนทางขวามือจะหักออกจากลมที่ไม่พัดผ่านเกาะ เกิด Divergence ทำให้ลมมีความเร็วลดจากเดิม ความรู้นี้ใช้ในการกำหนดที่ตั้งของบ้านเรือนบกเกาะ
  4. กระแสลมเคลื่อนผ่านเครื่องกีดขวางที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน
    กระแสลมเมื่อกระทบสิ่งกีดขวาง จะทำความกดอากาศด้านหน้าสิ่งกีดขวางมีความกดอากาศเพิ่มขึ้น ความกดอกาศที่สูงจะเคลื่อนไปที่ที่มีความกดอากาศต่ำ โดยส่วนหนึ่งจะเคลื่อนขึ้นด้านบนที่มีความกดอากาศต่ำกว่า เกิดการ Convergence ทำให้ความเร็วลมเหนือสิ่งกีดขวางเร็วขึ้น อีกส่วนหนึ่งเคลื่อนไปยังด้านล่างหน้าสิ่งกีดขวาง เกิด Bolster eddy อากาศเมื่อเคลื่อนผ่านสิ่งกีดขวาง มวลอากาศจะแยกจากผิวสัมผัสของสิ่งกีดขวางเกิดสุญญากาศ จึงดูดอากาศโดยรอบเข้ามาเกิด Led Eddy ที่ขึ้น โดยพื้นที่ที่กระแสลมมีการเปลี่ยนแปลงเรียกว่า Displacement zone จุดเริ่มต้นของ Displacemen zone คือระยะทาง 3 เท่าของความสูงของสิ่งกีดขวาง (3h) ส่วนความสูงจะเท่ากับ 3 h เช่นกัน พื้นที่หลังสิ่งกีดขวางที่เกิด Lee Eddy คือส่วนที่เรียกว่า cavity คือส่วนที่ความเร็วลมลดลง และส่วนหลังของ Cavity คือร่องลอยของอากาศเมื่อ eddy ผ่านไป (Wake) โดยความยาวของ displacement zone นั้นนอกจากจะขึ้นกระแสลม ความสูงของสิ่งกีดขวาง ยังขึ้นกับประเภทของสิ่งกีดขวางด้วย พิจารณารูปด้านล่าง ถ้าสิ่งกีดขวางมีความหนาแน่นมากนั่นคือกระแสลมผ่านไปความเร็วจะลดลงมาก หลังจากที่ลมผ่านจะเกิด Lee eddy มีความแรงทำให้ความเร็วลมจะกลับมาเป็นร้อยละ 90 ของความเร็วก่อนปะทะสิ่งกีดขวางประมาณ 10-15 เท่าของความสูง (h) ถ้าเป็นสิ่งกีดขวางที่ความหนาแน่นน้อย ลมจะผ่านไปได้มาก ความเร็วลมลดลงน้อยกว่าผ่านสิ่งกีดขวางที่มีความหนาแน่นมาก แต่หลังจากลมผ่านสิ่งกีดขวาง Lee eddy มีกำลังอ่อนเนื่องจากลมที่ผ่านไปทำหน้าที่เป็นเบาะกั้นกระแสไหลวน (cushion) ทำให้ความเร็วลมจะกลับมาร้อยละ 90 จากเดิมใช้ระยะทางยาวขึ้นคือ แต่ถ้าสิ่งที่กีดขวางมีความหนาแน่นปานกลาง จะได้ประโยชน์ทั้ง Lee eddy และ cushing effect ทำให้ความเร็วลมจะกลับมาร้อยละ 90 ของความเร็วเดิมใช้ระยะทาง 20-25 เท่าของความสูง (h) และความเร็วลมจะลดลงไปได้ไกลถึง 30-40 เท่าของความสูง (h) ก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าหวังผลในการทำกำแพงกั้นลม ควรใช้สิ่งกีดขวางที่ความหนาแน่นปานกลาง เพราะสามารถที่จะลดความเร็วของลมได้ในระยะที่ไกลขึ้น 15-20 เท่าของความสูง (h)




    การประยุกต้เรื่องทิศทางและความเร็วลมเมื่อเคลื่อนผ่านสิ่งกีดขวางหรือมีความชัน

    ความรู้ในเรื่องความเร็วลมเมื่อไหลขึ้นยอดเขา หรือลงยอดเขานั้น นำมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้
    1. การตั้งจุดของกังหันลมที่ผลิตไฟฟ้านั้น จุดที่ตั้งคือจุดที่ลมพัดขึ้นเขา โดยยอดเขาจะเป็นจุดที่ลมพัดแรงที่สุด
    2. จุดของที่ตั้งปล่องระบายควัน ไม่ควรตั้งบริเวณด้านลาดเอียงที่หันหน้าเข้าหาลม (windward slope side)  เนื่องจากควันจะถูกหมุนวนจากกระแสสมุนวน (eddy) หรือถ้าผ่านรัศมีของ eddy แล้วอากาศจะถูกกดลงพื้น (Downwash) ทำให้มลพิษที่ปล่อยออกจากปล่องไม่ได้ถูกกระจายไปไหน แต่ตกสู่พื้นด้วยความเข้มข้นที่สุง
    3. การทำกำแพงกั้นลมในภูมิประเทศที่มีลมแรง การทำกำแพงกั้นลมในภูมิประเทศที่ลมแรง จะทำให้ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นในดิน ลดการระเหยของน้ำในดิน ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากภาพจะเห็นว่า จุดที่ได้ผลผลิตสูงที่สุด (Crop yield) ประมาณ 3 เท่าของความสูงของสิ่งกีดขวาง และผลผลิตจะค่อยๆลดลง เมื่อระยะทางหลังสิ่งกีดขวางมากขึ้น

Picture From : Boundary layer climate 2nd Edition T.R. OKE