Contents : Air Map

  1. การอ่านแผนที่อากาศ
  2. สัญญลักษณ์ในแผนที่อากาศ
  3. แนวปะทะอากาศ
  4. ความกดอากาศ
  5. เอกสารอ้างอิงการอ่านและสัญญลักษณ์ในแผนที่อากาศและแนวปะทะอากาศ

การอ่านแผนที่อากาศ


ข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศภาคพื้น แสดงโดยสัญลักษณ์ดังตัวอย่างในภาพที่ 2 ซึ่งอธิบายได้ ดังนี้ 
  1. วงกลม แสดงปริมาณเมฆปกคลุมเหนือสถานี สีขาว: ไม่มีเมฆ สีดำ: เมฆมาก
  2. ลูกศร แสดงทิศทางลมที่พัดเข้าหาสถานี ขีดฉากที่ปลายลูกศรแสดงความเร็วลม ขีดยิ่งมาก ลมยิ่งแรง 
  3. ความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเล แสดงด้วยตัวเลขขวามือด้านบน เป็นตัวเลขสามหลัก หมายถึง ตัวเลขท้ายสองหลักและทศนิยมหนึ่งหลัก (107 หมายถึง 1010.7 hPa) 
  4. แนวโน้มของความกดอากาศเปรียบเทียบกับ 3 ชั่วโมงที่แล้ว แสดงด้วยตัวเลขทางด้านขวามือมีหน่วยเป็น hPa ค่า + หมายถึงความกดอากาศสูงขึ้น, ค่า - หมายถึงความกดอากาศต่ำลง 
  5. อุณหภูมิจุดน้ำค้าง แสดงด้วยตัวเลขซ้ายมือด้านล่าง 
  6. ลักษณะอากาศ แสดงด้่วยสัญลักษณ์อุตุนิยมวิทยาทางด้านขวามือ
  7. อุณหภูมิอากาศ แสดงด้วยตัวเลขด้านซ้ายบน

สัญญลักษณ์ในแผนที่อากาศ









แนวปะทะอากาศ

แนวปะทะอากาส คือ บริเวณที่มวลอากาศเย็นและอุ่นเคลื่อนที่เข้ามาปะทะกัน หลังจากปะทะกันจะมีการเปลี่ยนทิศทางลม ความกดอากาศ ความชื้น และทำให้เกิดฝนตก หรือพายุได้ มี 4 แบบคือ
  1. แนวปะทะอากาศเย็น (cold front) เกิดจากมวลอากาศเย็นเข้าไปแทนที่มวลอากาศอุ่น โดยยกมวลอากาศอุ่นขึ้นบนแบบ ปกติมวลอากาศร้อนจะพาเอาความชื้นมาด้วย มวลอากาศร้อนเมื่อถูกยกตัวขึ้นบนสัมผัสกับความเย็นด้านบนก็จะควบแน่นเป็นเมฆฝน หรือ Cumulonimbus ทำให้เกิดฝนตก ฟ้าร้องและพายุในพื้นที่แนวปะทะ และเรียกแนวปะทะนี้ว่า แนวพายุฝน (Squall line)
     
  2. แนวปะทะอากาศร้อน (Warm front) แนวปะทะอากาศอุ่น (Warm front) มวลอากาศอุ่นเคลื่อนไปปะทะมวลอากาศเย็น มวลอากาศร้อนจะเคลื่อนไปอยู่ด้านบนของมวลอากาศเย็นที่หนักกว่า โดยความชันของ warm front จะน้อยกว่าทำให้เกิดเมฆได้หลายรูปแบบได้แก่ Nimbostratus,Stratus,Altostratus,Cirrostratus,Cirrus ทำให้เกิดฝนตกเป็นบริเวณกว้าง
     
  3. แนวปะทะมวลอากาศคงที่ (Stationary front) เกิดจากการที่มวลอากาศอุ่นและมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่เข้าหากัน แค่ไม่มีการเคลื่อนที่เข้าแทนที่กัน และสภาพอากาศเหมือนกับแนวปะทะอากาศอุ่น ถ้าแรงผลักดันเท่ากัน แนวปะทะถูกยันไว้ทำให้ไม่เคลื่อนที่ไป ทำให้ฝนตกในพื้นที่นั้นเป็นเวลานา ปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่มากจนเกิดน้ำท่วมในพื้นที่นั้นได้
  4. แนวปะทะอากาศซ้อน (Occluded Front) เมื่อแนวปะทะอากาศเย็น เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกับมวลอากาศอุ่น และเคลื่อนที่เร็วกว่าจึงตามทันมวลอากาศอุ่น และยกมวลอากาศอุ่นระหว่างกลางขึ้น ทำให้เกิดเมฆ Cumulonibus (Cb) และเกิดฝนได้

ความกดอากาศ

ความกดอากาศ คือแรงกดต่อหน่วยพื้นที่ ถ้าในระบบเดิมจะมีหน่วยเป็นปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าเป็นระบบ SI จะมีหน่วยเป็น นิวตัน/ตรม. หรือ Pascal ความกดอากาศจะแปรผันตามจำนวนโมเลกุลของอากาศ (ปริมาณโมเลกุลของอากาศเพิ่มขึ้นโดยปริมาตรเท่าเดิม ความกดอากาศจะเพิ่มขึ้น) แต่จะแปรผกผันกับปริมาตร (ปริมาตรมากแต่โมเลกุลเท่าเดิม ความกดอากาศจะลดลง)

กรณีที่จำนวนโมเลกุลเท่าเดิม แต่อุณหภูมิสูงขึ้น พลังงานความร้อน จะเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ ทำให้โมเลกุลของอากาศเคลื่อนที่มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรมากขึ้น โดยที่ความกดอากาศเท่าเดิม

กรณีที่เพิ่มจำนวนของโมเลกุลของอากาศโดยที่ปริมาตรเท่าเดิม จะทำให้โมเลกุลชนกันมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น ถ้าลดจำนวนโมเลกุลของอากาศลงโดยปริมาตรคงที่ โมเลกุลจะชนกันน้อยลง อุณหภูมิจะลดลง

การเคลื่อนที่ของอากาศภาวะความกดดันที่แตกต่างกัน

ภาวะความกดอากาศสูง อากาศเย็นจะจมลง โดยจะไหลไปสู่ไปในที่ที่ความกดอากาศต่ำทุกทิศทาง เนื่องจากแรงเฉ ทำให้การเคลื่อนที่เฉไปทางขวาทางซีกโลกเหนือ เกิดการหมุนแบบตามเข็มนาฬิกา

ภาวะความกดอากาศต่ำ อากาศร้อนจะทำให้อากาศลอยตัวขึ้น ความกดอากาศสูงโดยรอบจะเคลื่อนเข้ามาmทุกทิศทุกทาง เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้เกิดแรงเฉ (Coriolis force) ทำให้การเคลื่อนที่เฉไปทางขวาในซีกโลกเหนือทำให้ เกิดการหมุนแบบทวนเข็มนาฬิกา ความกดอากาศต่ำจะทำให้เกิดฝนตก เนื่องจากอากาศร้อนที่ลอยขึ้นเบื้องบนกระทบกับความเย็นที่อยู่เบื้องบน จึงควบแน่นเป็นละอองน้ำขนาดเล็กเป็นเมฆ ถ้ารวมกันหนักขึ้นก็จะตกลงมาเป็นฝน