แถลงการณ์จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบาบัดวิกฤตในเด็ก สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย เรื่อง มลพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กและทารกในครรภ์ แถลงการณ์จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบาบัดวิกฤตในเด็ก สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย เรื่อง มลพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กและทารกในครรภ์


เนื่องจากลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมตามวัยของเด็กรวมทั้งระบบต้านทานมลพิษที่ เยื่อบุทางเดินหายใจและระบบภูมิคุ้มกันยังเจริญไม่เต็มที่ เด็กจึงเป็นประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับผลกระทบจากมลพิษ จึงไม่สามารถป้องกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าผู้ใหญ่
ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ขอให้คาแนะนาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ดังต่อไปนี้
  1. ทารกในครรภ์มารดา มีการเจริญเติบโตและอยู่ในช่วงกาลังพัฒนาอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด และสมอง การได้รับมลพิษในช่วงนี้อาจส่งผลระยะยาวต่อการทางานของอวัยวะต่าง ๆ ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงมลพิษเป็นพิเศษโดยเฉพาะหญิงที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 6 เดือน
  2. ในเด็กปกติ ระดับคุณภาพอากาศที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและกิจกรรมในชีวิตประจาวันคือ ระดับ AQI มากกว่า 100 หรือ PM2.5 มากกว่า 50 มคก./ลบ.ม.
  3. ในเด็กที่มีปัญหาทางระบบหายใจเรื้อรัง เช่น โรคหืด โรคปอดเรื้อรัง เยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหัวใจ ระดับคุณภาพอากาศที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและกิจกรรมในชีวิตประจาวันคือ ระดับ AQI มากกว่า 50 หรือ PM 2.5 มากกว่า 37 มคก./ลบ.ม.
  4. ระดับคุณภาพอากาศในอาคาร ที่เหมาะสม คือ ระดับ AQI ไม่เกิน 50 หรือ PM 2.5 ไม่เกิน 37 มคก./ลบ.ม. เมื่อระดับคุณภาพอากาศภายนอกเกินเกณฑ์มาตรฐาน ควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด โดยระวังอย่าให้ห้องร้อนเกินไป ไม่สูบบุหรี่ หรือจุดธูปในอาคาร ถูพื้นโดยใช้ผ้าเปียก เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง หากภายในอาคารมีมลพิษสูง ควรใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกาจัด PM2.5 ได้ ไม่ควรใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศที่มีการผลิตโอโซนเพราะโอโซนในปริมาณมากเป็นมลพิษอย่างหนึ่ง
  5. โรงเรียนควรมีการติดตามรายงานคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ และพิจารณาปรับกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
    1. เมื่อระดับ AQI มากกว่า 100 หรือ PM 2.5 มากกว่า 50 มคก./ลบ.ม. ควรสวมหน้ากากอนามัยและไม่ควรออกกาลังกายกลางแจ้ง เมื่อระดับ AQI มากกว่า 200 หรือ PM 2.5 มากกว่า 90 มคก./ลบ.ม. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งและพิจารณาหยุดเรียน
    2. ในเด็กที่มีปัญหาทางระบบหายใจและโรคหัวใจ เมื่อระดับ AQI มากกว่า 50 หรือ PM 2.5 มากกว่า 37 มคก./ลบ.ม. ควรสวมหน้ากากอนามัยและไม่ควรออกกาลังกายกลางแจ้ง เมื่อระดับAQI มากกว่า 100 หรือ PM 2.5 มากกว่า 50 มคก./ลบ.ม. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งและพิจารณาหยุดเรียน
  6. ในอนาคตควรมีมาตรการในการลดระดับ มาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับข้อแนะนาจากองค์การอนามัยโลก

    *ระดับ AQI และ PM 2.5 อ้างอิงตามระดับของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    ** องค์กรอนามัยโลกแนะนำระดับมาตรฐาน เฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM 2.5 เท่ากับ 25 ug/m3

แถลงข่าวโดย

  1. ศาสตราจารย์นายแพทย์พิภพ จิรภิญโญ ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
  2. รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพรรณทิพา ฉัตรชาตรี สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย
  3. รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิตลัดดา ดีโรจนวงศ์ สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบาบัดวิกฤตในเด็ก