หัวข้อ :

  1. Source
    1. PM 2.5 คืออะไร แหล่งกำเนิด
    2. แหล่งกำเนิด PM ทั้งแบบปฐมภูมิและทุตยิภูมิ (กระบวนการเปลี่ยนรูปของมลพิษ เป็น PM 2.5 )
    3. ค่ามาตรฐานของ PM 2.5 และ PM 10
    4. โครงการศึกษาแหล่งกำเนิด และแนวทางการจัดการ PM 2.5 ใน เขตกทม.และปริมณฑล (กรมควบคุมมลพิษ)
  2. สถาวะของบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม
    1. ความเสถียรของบรรยากาศ
    2. ความผกผันอุณหภูมิ
    3. ลม ตัวกำหนดการเคลื่อนที่ของมลพิษในทางราบ
    4. ลมท้องถิ่น ลมบก ลมทะเล ลมภูเขา ลมหุบเขา
    5. ความกดอากาศ และการอ่านแผนที่อากาศ
    6. การแปลงรูปเป็นมลพิษทางอากาศโดยปฏิกริยาทางเคมี
    7. การกำจัดมลพิษทางอากาศและ PM 2.5 ตามธรรมชาติ
    8. ผังเมือง และระบบการเดินทางขนส่ง
  3. Health Effect of Particulate Matter (WHO)
  4. การจัดการมลพิษทางอากาศ
    1. มลพิษทางอากาศ และการจัดการ
    2. หลักการและแนวทางการจัดการมลพิษทางอากาศ
    3. 4 กลยุทธ์ในการจัดการ PM 2.5
    4. การฉีดน้ำเพื่อลด PM 2.5 ต้องใช้แรงดัน 200 บาร์ฉีดสูง 100 ม.สามารถลดได้ 20%
    5. ตัวอย่าง การจัดการ PM ของประเทศจีน
    6. การเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ กรณีศึกษาจังหวัดราชบุรี

แหล่งกำเนิด PM 2.5

แหล่งกำเนิด PM 2.5 ใน กทม
   แหล่งกำเนิด PM 2.5 มาจากไอเสียของรถยนต์ประเภทต่างๆ ร้อยละ 54 โดยเฉพาะรถดีเซล ที่มี 2.8 ล้านคน จากรถทั้งหมดประมาณ 10 ล้านคัน และร้อยละ 35 เกิดจากการเผาในที่แจ้ง ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 11 นั้นเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง


ฝุ่นละอองทั้งขนาดเล็ก (PM 2.5) มีแหล่งกำเนิดแยกเป็น 2 ประเภท คือ
  1. PM 2.5 แบบปฐมภูมิ โดยเกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรง โดย
    1. ฝุ่นที่เกิดบนพื้นดิน หรือ ถนน นั้นมีสัดส่วนของ PM 2.5 ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนฝุ่นจากการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นฝุ่นละอองขนาดใหญ่ มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เป็น PM 2.5
    2. ฝุ่นที่เกิดจากเผาไหม้ ไม่จะเป็นการเผาทางกษตรกรรม หรือ การเผาในครัวเรือน หรือการเผาในเครื่องยนต์ดีเซล หรือ เผาน้ำมันดิบ ฝุ่นละออกที่ได้เป็นฝุ่ละอองขนาดเล็ก โดยเป็น PM 2.5 ร้อยละ 95 ขึ้นไป


  2. PM 2.5 แบบทุติยภูมิ เป็น PM 2.5 ที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนรูปของมลพิษ คือการที่มลพิษทางอากาศไปทำปฏิกริยาลูกโซ่ทางเคมี แล้วเกิดมลพิษตัวใหม่หรือหลายตัว ประกอบด้วย
    1. การเปลี่ยนรูปจากมลพิษปฐมภูมิคือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล จาก SO2 เปลี่ยนเป็น ซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3 ) ซึ่งทำปฏิกิริยากับไอน้ำในอากาศ เปลี่ยนเป็นหมอกของกรดซัลฟูลิค (H2SO4) ซึ่งกรดซัลฟูลิคทำปฏิกิริยาสารอื่นๆ กลายเป็น ฝุ่นละอองขนาดเล็กของเกลือซัลเฟต ซึ่งถ้าเกิดในภาวะที่อากาศปิดทำให้การกระจายอากาศได้ไม่ดีร่วมกันวันที่มีหมอกด้วย ก็จะเกิดหมอกควันขึ้น (smog) ซึ่งเคยเกิดที่ London ในเดือนธันวาคม ปี 1952  ทำให้เกิดหมอกควันหนานานถึง 4-5 วัน และสัมพันธ์กับการเสียชีวิตมากถึง 4000 คน ซึ่งทำให้เกิดฝนกรดขึ้นด้วย ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนสารกรด
    2. หมอกควันที่การจากเกิดปฏิกิริยาเคมีซึ่งมีแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่ง (Photochemical Smog)  มลพิษปฐมภูมิคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และทำปฏิกิริยาเป็นลูกโซ่โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่ง เกิด Nitric oxide (NO) และ Atomic Oxygen (O)  และ Atomic Oxygen รวมกับ O2 ในอากาศเป็น โอโซน (O3)  และ โอโซนไปทำปฏิกิริยากับไนตริกออกไซด์ ได้ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และ ออกซิเจน  ส่วน Atomic Oxygen เมื่อทำปฏิกิริยากับสารไฮโดรคาร์บอน (HC ) ซึ่งท้ายที่สุดจะได้ Adehydes และ Ketones  Ozone และ Peroxyacetyle Nitrate (PAN) ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM)  นอกจากจะทำให้เกิดหมอกควันแล้ว  NO2 เป็นสารมีสีน้ำตาลเหลือง และ Aldehyde , PAN,Ozone,NO2 ทำให้ระคายเคลือง และ Adehyde เป็นสารที่มีกลิ่นเหม็นไหม้   Photochemical Smog เคยเกิดที่ Los Angeles ในปี 1970  ซึ่งมีการใช้รถเป็นจำนวนมากส่งผลให้เกิดการปล่อย NO , NO2 และ สาร Hydrocarbon

         วิกฤต PM2.5 ใน กทม.และปริมณฑลในช่วงเดือน มกราคม 2562 ซึ่งมีอาการระคายเคืองตา และแสบตาแสบคา และมีกลิ่นเหม็นไหม้ แสดงว่ามี PM 2.5 แบบ ทุติยภูมิร่วมด้วย





ค่ามาตรฐานของ PM 2.5 และ PM 10

ประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับค่ามาตรฐานของประเทศไทย และ WHO Air Quality Guideline (WHO - AQG)
  1. WHO ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาค่ามาตรฐานของ PM 2.5 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก Executive Board โดยกำหนดค่ามาตรฐานเป็น 2 ค่า คือ รายวัน (24 ชั่วโมงและรายปี โดยค่ามาตรฐาน เป็นดังนี้
    1. มาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 25 ไมโครกรัม/ลบม.
    2. มาตรฐานค่าเฉลี่ย รายปี ไม่เกิน 10 ไมโครกรัม/ลบม. โดยใน 1 ปี มาค่าเกินมาตรฐานรายวัน ไม่เกิน 3 วัน
  2. การกำหนดค่ามาตรฐานที่สูง ทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุมาตรฐานดังกล่าวสูงขึ้นด้วย ประเทศต่างๆ จึงไม่สามารถที่จะทำตามมาตรฐานที่ WHO กำหนดได้ในระยะสั้น โดยกำหนดเป็นเป้าหมายระยะยาว
  3. ข้อเสนอของประเทศไทย วางแผนที่จะเสนอปรับค่ามาตรฐานรายวัน เป็น 35 ไมโครกรัม/ลบม. (เท่ากับ USA)




ความเสถียรของบรรยากาศ

ความเสถียรของชั้นบรรยากาศต่อการกระจายของมวลสารต่างๆในบรรยากาศ (Effect of Stability on dispersion)
  1. การเคลื่อนที่ของบรรยากาศจะพามวลสารต่างๆที่อยู่ในอากาศเคลื่อนที่ตามไปด้วย ความแตกต่างของอุณหภูมิที่ความสูงระดับต่างๆของชั้นบรรยากาศ มีผลต่อการเคลื่อนที่ของมวลสารต่างๆเข้าไปแทรกหรืออยู่ในชั้นบรรยากาศ โดยวิธีการหลัก ที่สารต่างๆเข้าไปแทรกในชั้นบรรยากาศที่มีปริมาตรที่กว้างใหญ่ไฟศาลเรียกว่า Free convection
  2. การเคลื่อนที่ของอากาศมี 2 แนว แนวราบชึ้นกับความเร็วของกระแสลม ถ้ากระแสลมแรงก็จะเคลื่อนที่ไปได้ไกล ส่วนแนวดิ่งนั้นขึ้นกับอุณหภูมิ โดยบรรยากาศที่ใกล้ผิวโลกจะร้อน ยิ่งสูงขึ้นไป อุณหภูมิจะเย็นลงเรื่อยๆตามลำดับ อากาศในแนวดิ่งก็จะเคลื่อนจากที่มีอุณหภูมิต่ำขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยตอนกลางวันที่อากาษร้อนจัดจะเคลื่อนที่ไม่ได้สูงถึง 2000-3000 เมตร ส่วนเวลากลางคืนที่อากาศเย็นจัด ก็จะเคลื่อนขึ้นไปได้น้อย อาจจะน้อยถึง 200-300 เมตร
  3. บรรยากาศไม่เสถียร (Unstable Atmosphere) การเคลื่อนไหวในแนวดิ่งที่เกิดจากอิทธิพลของอุณหภูมิ โดยความสูงในแนวดิ่งที่มวลสารต่างๆเข้าไปผสมกับอากาศเรียกระดับความสูงนั้นว่า Mixed layer ใช้แทนด้วยอักษรย่อว่า h* ระดับ มวลสารต่างๆจะแทรกหรือผสมเข้าไปในบรรยากาศได้ดี เมื่อขอบเขตของบรรยากาศที่ไม่เสถียร (unstable boundary layer) ซึ่งมีชั้น Mixed layer สูงมาก ซึ่งจะเกิดในหน้าร้อนในวันที่อากาศแจ่มใส ไม่มีเมฆ การแผ่คลื่นความร้อนซึ่งเป็นความยาวคลื่นช่วงยาวจะทำให้บรรยากาศที่ใกล้ผิวดินร้อน อากาศที่ร้อนจะลอยตัวขึ้นด้านบนแบบหมุนวน (terbulance) พามวลสารหรือมลพิษหมุนวนขึ้นไปด้านบนได้สูงถึง 2000-3000 เมตร (ชั้น Mixed layer หรือ h*)
  4. บรรยากาศเสถียร (Stable Atmosphere) ในทางตรงกันข้าม การกระจายของมวลสารต่างๆเข้าไปแทรกในบรรยากาศจะทำได้ไม่ดี ในตอนกลางคืนหรือ ในฤดูหนาวที่มีเมฆมาก เกิดการผกผันของอุณหภูมิ (Temperature of inversion) ทำให้ขอบเขตของชั้นบรรยากาศเป็นแบบเสถียร (stable boundary layer) เนื่องจากบรรยากาศในระดับที่ใกล้พื้นผิวดินมีอุณหภูมิต่ำกว่าบรรยากาศที่อยู่ด้านบน อากาศเย็นจะจมลงแทนที่จะลอยตัวขึ้นด้านบน การเคลื่อนที่แบบหมุนวน (Terbulance) ก็จะทำไม่ได้ ชั้น mixed layer หรือ h* จะลดลงไม่เกิน 200-300 เมตรเท่านั้น เมื่ออากาศเสถียรหรือนิ่ง การกระจายตัวของมลพิษก็จะกระจายตัวไปได้น้อยเช่นกัน ความผกผันของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ (Temperature inversion) ตามนิยามคือ การที่มีชั้นอากาศร้อน ทับซ้อนอยู่บนชั้นอากาศเย็น โดยปกติที่ไม่ผกผันนั้น อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศจะเป็นลักษณะข้างล่างร้อน แล้วค่อยๆเย็นลงลดหลั้นไปเรื่อยๆเมื่อระดับสูงขึ้น (ยิ่งสูงยิ่งหนาว) แต่เมื่อไรก็ตามที่มีชั้นอากาศร้อนไปแทรกอยู่ระหว่างอากาศเย็นเมื่อไร จะเรียกว่าปรากฎการณ์นั้นว่าอุณหภูมิผกผันของชั้นบรรยากาศ
  5. ในแต่ละวันจากกลางวันและกลางคืนชั้นความสูงของบรรยากาศที่เรียกว่า Mixed Layer จะมีความแตกต่างกัน จากภาพ เป็นภาพของ 2 วันที่นำมาซ้อนกัน ประมาณ 18.00 น.พระอาทิตย์ตก พื้นดินจะเย็นกว่าอากาศที่อยู่เหนือพื้นดิน ทำให้เริ่มเกิดอุณหภูมิผกผัน (Inversion) ตั้งแต่ 18 น.จนถึง 7 น. ของวันรุ่งขึ้น ทำให้ชั้น Mixed layer มีความสูงน้อยลง เนื่องจาก อากาศจากด้านล่างไม่สามารถเคลือนที่ในแนวดิ่งขึ้นไปได้ จนเมื่อพระอาทิตย์ขี้น ชั้นของ Inversion จะค่อยๆถูกทำลาย (Erode) ชั้น Mixed Layer จะสูงขึ้นถึงมากกว่า 1 กม.ในเวลา 17 น. จากนั้นจะค่อยๆต่ำลง เป็นวงจรอย่างนี้ตลอดไป เนื่องจากมลพิษในอากาศนั้นถูกพาไปโดยอากาศ และกระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศ ในภาวะที่ลมสงบ มลพิษจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปตามแนวราบได้ เพราะไม่มีลม และเคลื่อนไปในแนวดิ่งก็ไม่ได้ เนื่องจากมี inversion ทำหน้าที่เสมือนเป็นฝาชีครอบไว้ ทำให้ชั้น mixed layer สูงเพียง 0.5 กม.จึงมีผลต่อความเข้มข้นของมลพิษ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันระหว่าง ตอนกลางคืนถึงเช้ามืดที่พระอาทิตย์ตกแล้วและยังไม่ขึ้น และตอนกลางวันถึงเย็นที่พระอาทิตย์ขึ้น

 

Inversion หรือ อุณหภูมิผกผัน

แบ่งได้เป็น
  1. ความผกผันที่เกิดจากการทำให้เย็น (Inversion due to cooling)
  2. ความผกผันที่เกิดจากการทำให้ร้อน (Inversion due to warmimg)
  3. ความผกผันที่เกิดจากการปะทะกันของมวลอากาศในแนวราบ (Inversion due to advection) 

การเคลื่อนที่ของอากาศในแนวดิ่งนั้นจะทำได้เสรีแบบ Free Convection เมื่อบรรยากาศด้านล่างมีอุณหภูมิสูง และค่อยๆเย็นลงที่ความสูงเพิ่มขึ้น (ยิ่งสูงยิ่งหนาว) ซึ่งเกิดในช่วงกลางวันที่อากาศแจ่มใส เป็นบรรยากาศที่ไม่เสถียร เนื่องจากชั้น Mixed layer สามารถสูงขึ้่นไปได้เรื่อยๆ ถ้ามีอากาศร้อนมาคั่น เราจะทำให้อากาศด้านล่าง สามารถขึ้นไปตามแนวดิ่งได้ในระดับหนึ่ง แล้วจะไม่สามารถขึ้นต่อไปได้อีก เรียกว่ามี Inversion หรือบรรยากาศเสถียร เนื่องจากไม่ค่อยมีการเคลื่อนที่สูงขึ้นไปในแนวดิ่งได้

อุณหภูมิผกผันเกิดจากมีชั้นอากาศร้อนไปคั่น ระหว่างอากาศเย็นน้อยด้านล่าง กับอากาศเย็นกว่าด้านบน ทำให้อากาศไม่สามารถเคลื่อนที่ในแนวดิ่งขึ้นด้านบนได้ ชั้นของอากาศร้อนที่คั้นจึงเสมือนฝาชี ไม่ให้มลพิษเคลื่อนที่ขึ้นไปด้านบนได้ วิกฤติ PM 2.5 ที่ กทม.และปริมณฑลในช่วงเดือน มค.62 Inversion หรือเป็นอุณหภูมิผกผัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่กัก PM 2.5 ไว้ใต้ฝาชี ทำให้อากาศมัวไปทั้ง กทม.

รูปนี้แสดงให้เห็นผลของอากาศร้อนที่คั้นระหว่างชั้นอากาศเย็นด้านบนและด้านล่าง ทำให้ควันที่ออกจากปล่อง ไปสามารถเคลื่อนขึ้นแนวดิ่งได้ เนื่องจากเสมือนมีฝาชีครอบอยู่


กระบวนการกำจัดมลพิษในอากาศ

การกำจัดมลพิษจากบรรยากาศ มี 3 วิธีได้แก่
  1. การตกลงตามแรงโน้มถ่วง (Gravitational Settling) โดยเฉพาะในกลุ่มของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) โดยฝุ่นละอองขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอนนั้นจะตกลงพื้นดินตามแรงโน้มถ่วงไม่ไกลจากแหล่งกำเนิดภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ถูกปล่อยออกมา  ถ้าเป็นฝุ่นละอองที่ขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน จะลอยค้างอยู่ในอากาศได้นานขึ้นกับความแรงของกระแสลมหรือกระแสหมุนวนของอากาศ (Terbulance)  และในทางทฤษฎีสามารถที่จะลอยค้างอยู่ในอากาศได้นานมากหรือไม่ตกลงพื้นเลยก็ได้ 
  2. การดูดซับที่พื้นผิว (Dry Deposition หรือ surface adsorption)  โดยมลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศได้นานเท่าไรก่อนที่จะตกลงมาสู่พื้นดินหรือพื้นน้ำขึ้นกับ กระแสหมุนวน (Turbulance Transfer proces) การลอยตัวของอากาศขึ้นหรือลงก็จะพามลพิษขึ้นลงตามไปด้วย  เมื่อตกลงพื้นดินแบคทีเรียในดินก็จะทำการย่อยสลาย ถ้าตกลงใบพืช ปากใบก็จะดูดซับมลพิษนั้นเข้าไป  ถ้าเป็นพื้นน้ำจะขึ้นกับความตึงผิวของน้ำ ว่าจะให้มลพิษนั้นแทรกเข้าไปได้มากน้อยเพียงไร  นอกจากนี้ความเร็วในการกำจัดมลพิษนั้นขึ้นกับแรงดึงดูดของไฟฟ้าสถิต ปฏิกิริยาเคมีระหว่างพื้นผิวกับมลพิษนั้นด้วย  สรุปการกำจัดมลพิษนั้นเขียนเป็นสมการได้เป็น    Fp = Xa / (ra + rc )  โดย
    • Fp =Vetical Flux of pollution   
    • Xa  =Atmospheric pollution loading
    • ra + rc   = ความเร็วที่มลพิษตกลงสู่พื้นดิน/พื้นน้ำ
  3. การจัดการมลพิษโดยการตกลงมาของฝน/หิมะ (Precipitation scavenger)  เป็นวิธีการกำจัดมลพิษทางอากาศที่เป็นก๊าซหรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก  โดยก๊าซหรือฝุ่นละอองขนาดเล็กจะลอยขึ้นด้านบนกระทบกับความเย็นด้านบนควบแน่นกลายเป็นเมฆ ซึ่งเมฆก็คือเกร็ดน้ำแข็งขนาดเล็ก ซึ่งได้ดูดซึมฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือก๊าซเหล่านั้นเข้าไปด้วย และเมื่อขนาดใหญ่ขึ้นก็จะกลายเป็นน้ำหยาดฟ้า (ฝน/หิมะ) ตกลงมา กระบวนการนี้เรียกว่า in clound scavening หรือ rainout  กระบวนที่อยู่ใต้ก้อนเมฆก็มีความสำคัญ โดยฝนที่ตกลงมาก็จะทำการชะล้างมลพิษที่อยู่ในบรรณยากาศด้วย โดยอัตราการชะล้างขึ้นกับ ปริมาณฝนที่ตก และแรงดูดของไฟฟ้าสถิตระหว่างหยาดฝนกับมลพิษ เมื่อฝนที่รวมกับมลพิษตกลงมายังพื้นดินหรือพื้นน้ำ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการดูดซับที่พื้นผิวต่อไป  ข้อควรระวัง แม้หลังฝนตกจะทำให้หมอกควันที่เคยปกคลุมดูน้อยลง ทัศนวิสัยมองได้ไกลขึ้น แต่หาใช่ว่าจะจัดการมลพิษในอากาศได้ทุกตัว เพราะอาจจะกำจัดแต่ฝุ่นละอองขนาดใหญ่แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนอาจจะลดน้อยลงไม่มากก็ได้  โดยให้คำนึงถึงปัจจัยของกระแสลมเพราะถ้าฟ้าไม่ปิดกระแสลมแรง จะสามารถพามลพิษไปได้ไกลๆทำให้มลพิษลดลง หรือในช่วงกลางวันที่บรรยากาศไม่เสถียร (unstable) ทำให้อากาศพามลพิษขึ้นสู่ด้านบนได้มาก เมื่อชั้น Mixed layer สูงขึ้นก็จะทำให้มลพิษกระจายไปยังปริมาตรที่มากขึ้น ความเข้มข้นก็จะน้อยลง

หลักการและแนวทางจัดการมลพิษทางอากาศ

การเข้าใจกรอบแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องมลพิษที่มี 3 ระดับ เริ่มจากแหล่งกำเนิด (Source) ไปสู่ สภาวะบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม (Atmosphere) และตัวรับมลพิษ (Sink) หรือเรียกย่อๆว่า Source to Sink จะนำไปสู่ 3 แนวทางในการจัดการมลพิษทางอากาศ ที่สอดคล้องกันดังนี้
  1. การจัดการที่แหล่งกำเนิดมลพิษ (Source) วิธีการจัดการมลพิษทางอากาศที่ได้มีประสิทธิภาพที่สุด (แต่ทำได้ยากที่สุด เนื่องจากต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย และมีต้นทุนสำหรับประชาชนหรือผู้ประกอบการ) คือลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ณ.แหล่งกำเนิดมลพิษ โดยลดกิจกรรมการสร้างมลพิษ หรือในกรณีที่ไม่สามารถลดกิจกรรมการสร้างมลพิษได้ ต้องมีมาตรการในการควบคุมให้ปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาให้น้อยที่สุด เช่น
    1. ใช้เครื่องจักร/เครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐานสูง เช่นถ้าเป็นรถยนต์ใช้มาตรฐาน Euro 6 เป็นต้น (ขณะนี้กฎหมายไทยบังคับใช้แค่ Euro 4)
    2. ใช้เทคโนโลยีในการดักจับมลพิษไม่ให้ถูกปล่อยออกมา เช่นเครื่องดักจับมลพิษทางอากาศเช่นกำมะถันในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบดักจับมลพิษที่จะปล่อยออกมาจากท่อไอเสียของรถยนต์
    3. ใช้ประเภทของเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษน้อย เช่น เปลี่ยนจากน้ำมันเตามาใช้น้ำมันดีเซล หรือก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้เครื่องยนต์เบนซิน หรือใช้ไฟฟ้า (EV) หรือเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำ (หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่มีกำมะถันต่ำ ทำให้ระดับ SO2 ในอากาศลดลงอย่างมากจนไม่มีปัญหา ) เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเพ,ตามมาตรฐาน Euro 5/6 (ซึ่งมาตรฐานน้ำมันดีเซลประเทศไทยยังใช้ Euro 3/4 อยู่ เปลี่ยนหรือไม่ใช้เชื้อเพลิงแข็งในครัวเรือนเช่น ถ่าน มาเป็นเชื้อเพลิงเหลว เป็นต้น
    4. มาตรการเฉพาะอื่นๆ เช่น ห้ามเผาในที่โล่งแจ้งการล้างถนนหรือที่ก่อสร้างที่มีฝุ่นมากเพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก
    5. การพัฒนานวัตกรรม ทั้งนวัตกรรมในการจัดการมลพิษที่แหล่งกำเนิด นวัตกรรมในการเฝ้าระวังมลพิษ นวัตกรรมในการวางผังเมือง นวัตกรรมกระบวนการ เช่น การบริหารจัดการ หรือการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น
    6. การเพิ่มสถานีตรวจอากาศและประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศและสภาวะภูมิอากาศ ใช้ระบบเซนเซอร์ในการตรวจระดับมลพิษอย่าง real time โดยสามารถตรวจได้ 24 ชั่วโมงใน 365 วัน ร่วมกับ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ รวมถึงการใช้ดาวเทียม เพื่อให้ทราบชนิด ปริมาณและตำแหน่งของแหล่งกำเนิดมลพิษ อันจะนำไปสู่การจัดการมลพิษ ณ.แหล่งกำเนิด รวมถึงการคาดการณ์สภาวะภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา
  2. การจัดการในช่วงที่สภาวะอากาศเอื้อต่อการเกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศ (Situation Management) เช่น ในฤดูหนาวที่กระแสลมสงบและมีโอกาสทำให้เกิดอุณหภูมิผกผัน เป็นต้น การติดตามสภาพภูมิอากาศเพื่อเตือนภัยล่วงหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญ หรือการใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศย้อนหลัง จะทำให้เราคาดการณ์ได้ว่า มลพิษทางอากาศจะเลวร้ายในช่วงเวลาใด และสภาพอากาศจะดีขึ้นเมื่อไร มาตรการในการดำเนินการได้แก่
    1. การเตรียมการสื่อสารล่วงหน้าเพื่อขอความร่วมมือกับประชาชน หรือสถานประกอบการ ให้ลดกิจกรรมที่สร้างมลพิษ การติดตามการเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศและปฏิบัติตามคำแนะนำ
    2. การกำหนดเดือนแห่งการใช้บังคับใช้ทางกฎหมายอย่างเข้มงวด เช่นการห้ามเผาในที่โล่ง การกวดขันรถควันดำ หรือการควบคุมการจราจรให้รถเลื่อนไหลไปได้ไม่เกิดติดขัด โดยเฉพาะถนนที่มีการจราจรหนาแน่น หรือมีตึกสูง 2 ข้างถนน
      กล่าวโดยสรุป การเข้มงวดต่อการลดการปล่อยมลพิษ ณ.แหล่งกำเนิดในช่วงที่สภาวะอากาศเอื้อต่อการเกิดวิกฤตของมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่รู้ล่วงหน้าได้ หรือคาดการณ์ได้
  3. การจัดการด้วยการลดผลกระทบที่ตัวรับมลพิษ (Reduce Health Effect) เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดย
    1. การประชาสัมพันธ์และให้สุขศึกษาแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคของระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคอุดกลั้นของระบบทางเดินหายในเรื้อรัง ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ติดตามการเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศและคำประกาศเตือนอย่างใกล้ชิด ให้ประชาชนงดเว้นกิจกรรมกลางแจ้ง กรณีที่มีความจำเป็นต้องสัมผัสมลพิษทางอากาศให้ใส่เครื่องป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย N95
    2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมระบบป้องกัน ได้แก่ หน้ากากอนามัยให้พร้อมและเพียงพอ และระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยเพื่อลดอัตราผลแทรกซ้อนหรืออัตราการตายจากโรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคระบบหัวใจหรือหลอดเลือด
    3. ระบบ Rapid Response team ทั้งเรื่องการการติดตามเฝ้าระวัง Hot spot หรือการเผาในที่โล่ง และการรับ/ส่ง ผู้ป่วย

    จาก 3 แนวทางดังกล่าว ในแต่ละแนวทางจะแบ่งย่อยออกเป็น 4 แผน คือ

    1. แผนระยะวิกฤต คือแผนที่จะใช้ช่วงวิกฤต เมื่อค่ามลพิษอยู่ในช่วงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง การลดผลกระทบทางสุขภาพ การเตรียมเครื่องป้องกันให้พร้อมและเพียงพอ การเตรียมระบบทางการแพทย์ และการเข้มงวดในมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดการปล่อยมลพิษ ณ.แหล่งกำเนิด เช่นการตรวจรถควันดำ การห้ามการเผาในที่โล่ง การจำกัดจำนวนรถที่จะเข้าไปในเขตที่การจราจรหนาแน่น การปิดโรงเรียนเพื่อแก้ทั้งปัญหารถติดและสุขภาพของเด็กนักเรียน การล้างถนนหรือฉีดน้ำในบริเวณก่อสร้างที่ฝุ่นมาก
    2. แผนระยะสั้น คือแผนที่จะกระทำต่อเนื่องจากแผนระยะวิกฤต และการดำเนินการไม่ต้องลงทุนมาก หรือไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวของประชาชนหรือสถานประกอบการ หรือใช้เวลาในการออกกฎหมาย
    3. แผนระยะยาว ได้แก่แผนที่ต้องใช้งบประมาณมาก หรือต้องให้เวลาประชาชนหรือสถานประกอบการในการปรับตัว หรือใช้เวลาในการแก้กฎหมาย ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายในการผลิตเครื่องยนต์ตามมาตรฐาน Euro 6 การปรับมาตรฐานการปล่อยไอเสียจากปล่องโรงงานให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น(ปล่อยมลพิษที่ต่ำลง) การเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดผังเมืองให้มีสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะมากขึ้นและคำนึงถึงทิศทางลมและการระบายอากาศ การกำหนดความสูงของอาคารในบางพื้นที่ที่มีความกว้างของถนนแคบ
    4. แผนบูรณาการ แบ่งการบูรณาการได้เป็น 3 ประเภทได้แก่
      1. บูรณาการหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยมีการกำหนดเจ้าภาพหลัก เพื่อบูรณาการทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันดำเนินการ ได้แก่ กระทรวง อุตสาหกรรม คมนาคม สาธารณสุข ,ดิจิทัล (ดีอี) อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ(อว.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยาผังเมือง มหาดไทย ท้องถิ่น (กทม./เทศบาล/อบจ./อบต)
      2. การบูรณาการการลดมลพิษทางอากาศ ระหว่างจังหวัด หรือระหว่างประเทศ เนื่องจากมลพิษที่ข้ามพรมแดน
      3. บูรณาการแผนในการจัดการมลพิษทางอากาศกับแผนอื่นๆที่สัมพันธ์กัน เช่น แผนลดโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นต้น

    กลยุทธ์จัดการ PM 2.5

    กลยุทธ์ในการจัดการ PM 2.5 แบ่งเป็น
    1. Reduce Souce of emission Strategy (กลยุทธ์การลดการปล่อย PM 2.5 ที่แหล่งกำเนิด) เป็นกลยุทธ์ที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อทราบว่าแหล่งปล่อย PM 2.5 ที่สำคัญได้แก่ อะไร ก็ไปจัดการที่แหล่งกำเนิดนั้นโดยตรง ได้แก่ มาตรการต่างๆ ดังนี้
      1. มาตรการที่เกี่ยวกับรถยนต์ เช่น กำหนดให้เปลี่ยนเครื่องยนต์ในรถยนต์ หรือเชื้อเพลิงที่เติมในรถยนต์ ให้ได้ตามมาตรฐาน Euro 5/6 เพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ใช้มาตรการบังคับหรือจูงใจ หรือมาตรการทาภาษี เพื่อให้มาใช้เครื่องยนต์ที่เป็นมิตรสำหรับสิ่งแวดล้อม เช่น รถที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า (EV) ลดการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล หรือไม่ให้ใช้รภเก่าที่มีจำนวนปีที่กำหนด เข้มงวดการตรวจสภาพรถเพื่อต่อทะเบียน หรือกำหนดมาตรฐานการตรวจไอเสียที่สูงขึ้น
      2. มาตรการที่เกี่ยวกับเครื่องจักรในโรงงานอุตสหากรรม โดยเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้เทคโนโลยีในการจับมลพิษทางอากาศก่อนที่จะปล่อยออกจากปล่อง และเข้มงวดในการตรวจโรงงาน หรือเพิ่มมาตรฐานในการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ
      3. มาตการการใช้เชื้อเพลิงแข็งในครัวเรือนในการประกอบอาหาร โดยเปลี่ยนมาเป็นการใช้แก็ส หรือใช้ไฟฟ้าแทน
      4. มาตรการในการเข้มงวดไม่ให้มีการเผาในที่โล่งแจ้งเพื่อการเกษตร หรือเผาขยะหรือหญ้าหรือพืช
    2. Mitigation Strategy (กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาหรือลดปัญหา)
      1. การตรวจจับรถควันดำ หรือจำกัดจำนวนรถเพื่อเข้าพื้นที่ที่การจราจรหน่าแน่นหรือมีปัญหามลพิษทางอากาศ
      2. การล้างถนนเพื่อลดฝุ่นละออง เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดใหญ่ แม้จะลด PM 2.5 ได้ไม่มาก
      3. การเพิ่มสถานีตรวจอากาศ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวัง และตอบสนองต่อการลด PM 2.5 ได้อย่างถูกที่ และทันเวลา
      4. การจัดการความรู้และวิจัย เพื่อหานวัตกรรมในการแก้ปัญหาและสรุปประสิทธิผลเมื่อเทียบกับต้นทุน ของมาตรการต่างๆที่ได้ดำเนินการ เช่น การพ่นละอองน้ำเพื่อลด PM 2.5 การใช้ Drone เพื่อพ่นละอองน้ำ การพ่นน้ำจากอาคารที่สูง 100-200 เมตร เป็นต้น
      5. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อดูดซับฝุ่นละอองขนาดเล็ก
    3. Adaptive Strategy (กลยุทธ์การปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจาก PM 2.5 ต่อสุขภาพให้น้อยที่สุด)
      1. การติดตามสถานการณ์ของ PM 2.5 และปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคของระบบทางเดินหายใจ หรือโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด
      2. การใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้านในภาวะที่มี PM 2.5 อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
      3. การหลีกเลี่ยงในการเดินทางไปในพื้นที่ที่มี PM 2.5 สูง
    4. Integration Strategies (กลยุทธ์การบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง)
      1. บูรณาการกับการคมนาคมขนส่ง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว มาใช้การขนส่งมวลชนมากขึ้น พัฒนา ระบบ Logistic แบบ Door to Office เพื่อส่งประชาขนประชนจากบ้านไปสถานีรถไฟฟ้า และจากสถานีรถไฟฟ้าไปสู่ Office
      2. บุรณาการกับการวางแผนเมือง และการฝังเมือง เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการเดินทางของประชาชน เช่น ทางจักรยานที่เพียงพอและปลอดภัย ทางเดินเท้าที่ไม่ร้อน การออกแบบเมืองโดยพิจารณาประเด็น ในเรื่องทิศทางลม พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ ความสูงของอาคาร สัดส่วนของความสูงของอาคารต่อความกว้างของถนน เพื่อการระบายอากาศที่ดี ป้องกันไม่ให้เมืองเป็นเกาะความร้อน (Heat Island)
      3. รณรงค์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพและเพื่อลดปัญหามลพิษ ได้แก่ การมีกิจกรรมทางกายด้วยการเดิน และการขี่จักรยาน พฤติกรรมการลดการใช้พลังงาน เป็นต้น
      4. การบูรณาการเรื่องการจัดการ PM 2.5 กับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (Climate Change)

    การจัดการมลพิษทางอากาศของประเทศจีน

       จากบทความเรื่อง ดูวิธีแบบจีนสไตล์ อยู่และจัดการปัญหาหมอกควันบนเว็บไซต์ประชาธรรม โดย อานนท์ ตันติวิวัฒน์ ได้รีวิวไอเดียการจัดการหมอกควันของจีนที่คัดมาบางส่วนจากทั้งทางรัฐบาลจีน นักวิชาการ เอ็นจีโอ และคนจีน ซึ่งมีตั้งแต่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบบ้าระห่ำ ไปจนถึงการพยายามเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อเอาชนะปัญหาหมอกควันให้ได้ โดยวิธีที่เราคัดเลือกมาแนะนำ มีทั้งแบบที่แปลกและมีเหตุผล ดังนี้
    1. บาร์บีคิว อาหารต้องห้ามช่วงมีปัญหาหมอกควัน เมื่อต้นปี 2013 รัฐบาลจีนได้ร่างข้อเสนอแนวทางการลดปัญหาหมอกควันหลายเรื่อง และหนึ่งในข้อเสนอที่สร้างกระแสความไม่พอใจให้กับชาวเมืองปักกิ่ง คือ กฎหมายที่ห้ามย่างบาร์บีคิว ซึ่งออกมาพร้อมกับการรณรงค์ให้ชาวจีนลดการบริโภคอาหารปิ้งย่าง และทันทีที่กฎหมายนี้ออกมา ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อออนไลน์ทุกช่องทางอย่างหนัก ในทำนองที่ไม่เชื่อว่าหมอกควันจะลดลงเมื่อไม่มีการย่างบาร์บีคิว และมองว่ารัฐบาลไม่ควรมาแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล แต่ควรไปแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมให้รับผิดชอบการปล่อยมลพิษออกมามากกว่า
    2. ใช้โดรนพ่นสารกำจัดหมอกควัน นอกจากกฎหมายแปลกๆ แล้ว จีนยังยืมมือเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างโดรน ขึ้นไปพ่นสารเคมีบนชั้นบรรยากาศ เพื่อกำจัดหมอกควันในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันติดต่อกันหลายปี โดยสารเคมีตัวนี้ เมื่อถูกพ่นออกไปแล้วก็จะจับกับตัวฝุ่นควันทำให้ฝุ่นควันค่อยๆ เคลื่อนตัวตกลงมายังพื้นดิน เมื่อเดือนเมษายน ปี 2014 บริษัท Aviation Industry Corporation of China พัฒนาโดรนพ่นสารกำจัดหมอกควันขึ้น และทดสอบร่วมกับตัวแทนรัฐบาล ซึ่งต่อมา บริษัทที่พัฒนาโดรนตัวนี้อ้างว่า ได้พัฒนาโดรนพ่นสารกำจัดหมอกควันจนมีต้นทุนที่ถูกกว่าเดิมถึงร้อยละ 90 และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นี่จึงนับเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาฝุ่นควันด้วยนวัตกรรมที่น่านำไปปรับใช้ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้านการผลิตโดรน และสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนด้านวิศวกรรม เพื่อการพัฒนาโดรนที่มีประสิทธิภาพมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น
    3. ติดสปริงเกอร์ขนาดยักษ์ ทำฝุ่นควันให้เจือจาง ขณะที่ตอนนี้หลายเขตในกรุงเทพฯ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการฉีดน้ำกำจัดฝุ่นควัน แต่ในประเทศจีน ใช้น้ำแก้ปัญหาฝุ่นควันในเมืองใหญ่และมุ่งหมายผลเป็นวงที่กว้างกว่า โดย Yu Shaocai นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ได้เสนอวิธีการใช้น้ำจัดการกับมลพิษทางอากาศ ผ่านบทความทางวิชาการในหัวข้อ Environmental Chemistry Letters ด้วยการติดสปริงเกอร์ขนาดยักษ์บนตึกสูงแล้วฉีดน้ำลงมา ซึ่งการติดสปริงเกอร์จะทำให้เราสามารถควบคุมการเปิดปิดน้ำได้ตามต้องการ นอกจากนั้น การติดสปริงเกอร์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การกำจัดฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 ที่ลอยอยู่ในอากาศไม่เกิน 300 ฟุตจากพื้นดิน ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และการใช้สปริงเกอร์ยังสามารถกำหนดพื้นที่ได้อีกด้วย
    4. พัฒนาแอปพลิเคชันตรวจเช็คสภาพอากาศ มอนิเตอร์ไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แน่นอนว่าการสร้างแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ หรือตรวจเช็คปริมาณมลพิษในอากาศ อาจไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่เพราะประเทศอื่นก็ใช้กัน แต่บริบทที่จีนได้ออกแบบแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ นับเป็นการนำเสนอผลลัพธ์ในอีกแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะในเมื่อตัวการที่ก่อปัญหาฝุ่นควันพิษในอากาศที่สำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงควรมีแอปพลิเคชันตรวจเช็คสภาพอากาศเพื่อควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยควันเสีย และเมื่อแอปนี้ตรวจเช็คเจอฝุ่นหรือควันเสียเกินปริมาณที่กำหนดก็ต้องมีบทลงโทษทางกฎหมายด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างแอปพลิเคชันทำนองนี้และนำไปบังคับใช้ก็พบว่ามีปัญหา เพราะโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้ตรวจพบการกระทำผิด ทำให้ไม่เกิดผลในการบังคับใช้อย่างแท้จริง แต่ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่จำเป็นต้องต่อสู้และรณรงค์เพื่อให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยควันเสียอาจต้องพบอุปสรรคและไม่สามารถทำให้จีนแก้ไขปัญหาหมอกควันได้เร็ววัน แต่อย่างน้อยปรากฏการณ์นี้ก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ เพราะประเทศที่พยายามปิดกั้นข้อมูลมาโดยตลอด กลับเริ่มทำข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ สะท้อนให้เห็นว่าจีนจริงจังกับแก้ไขปัญหาหมอกควันมากแค่ไหน ในขณะที่บ้านเรา บางพื้นที่ยังสาละวนกับการฉีดน้ำใกล้กับเครื่องวัดคุณภาพอากาศเพื่อให้ค่าฝุ่นควันลดลง
    5. เปลี่ยนเพื่ออนาคตลูกหลาน ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาถึงไอเดียของผู้ประกอบการที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นควัน ด้วยการริเริ่มผลิตวัสดุก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพช่วยกรองอากาศ รวมถึงมีการร่วมมือกันออกแบบอาคารสีเขียวที่มีส่วนช่วยทำให้อากาศสะอาดอีกด้วย โดยทฤษฎีการสร้างอาคารช่วยกรองอากาศซึ่งนำไปสู่การผลิตและพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในจีนนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2016 โดย Kaier New Materials บริษัทในจีนที่ออกมาประกาศว่า จะพัฒนาการสร้างวัสดุเคลือบตึกที่สามารถย่อยสลายมลพิษทั้งฝุ่นละออง PM 2.5 คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และแร่ธาตุ และบริษัทนี้ก็ได้ออกแบบและสร้างอาคารต้นแบบโดยใช้สีที่มีส่วนผสมของสารเคมี ไทเทเนียมไดออกไซด์ (titanium dioxide) ซึ่งสารเคมีตัวนี้สามารถกลืนกินไนโตรเจนออกไซด์ สารพิษหลักที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศด้วยการทำให้ระเหยไปอย่างมีประสิทธิภาพ
    6. ปรับแผนการใช้พลังงานถ่านหินของชาติ ให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ ตัดวงจรการเกิดฝุ่นควัน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เพื่อประกาศสงครามกับฝุ่นควันอย่างจริงจัง ทางการจีนมีความพยายามมาตลอดในการเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผ่านการปรับแผนลดมลพิษทางอากาศของจีนในรอบ 5 ปี โดยแผนปี 2012-2017 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าลดควันพิษให้ได้ร้อยละ 10 ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จีนเดินหน้าเปลี่ยนคือ การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานถ่านหินไปสู่พลังงานที่สะอาด และปักกิ่งก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองนำร่องสนองตอบนโยบายนี้ทันที โดยตั้งเป้าว่าจะลดการใช้พลังงานถ่านหินในเมืองนี้ลงครึ่งหนึ่งให้ได้ เมื่อช่วงต้นปี 2016 เมืองเหอเป่ยซึ่งอยู่ติดกับเมืองปักกิ่ง และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในจีน ออกกฎหมายห้ามดำเนินโครงการก่อสร้างที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ เช่น ถ่านหิน น้ำมันที่มีความหนาแน่นสูง (heavy oil) รวมถึงมีนโยบายผลักดันให้สิ่งปลูกสร้างที่ต้องพึ่งพาพลังงานแบบเดิม เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด โดยกระตุ้นให้หันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ และตั้งเป้าว่าจะลดค่าฝุ่นควันขนาด PM 2.5 ให้ได้ร้อยละ 6 และลดการใช้ถ่านหินประมาณ 5 ล้านตัน ให้ได้ภายในปี 2016 ซึ่งจากการตั้งเป้าเช่นนี้ไว้ เมื่อสิ้นระยะเวลาและมีการประเมินก็พบว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
    7. ออกมาตรการจัดระเบียบยานพาหนะและการจราจรบนท้องถนน ลดปัญหาฝุ่นควัน ปัจจัยที่เป็นตัวการก่อปัญหาฝุ่นควันพิษ ไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมก็คือ ควันเสียจากยานพาหนะและการจราจรบนท้องถนน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การจัดการ เรื่องการจราจรบนท้องถนน จะเป็นเรื่องที่จีนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ด้วยการออกกฎหลายรูปแบบ ดังนี้
      1. ออกกฎกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยไอเสีย ย้อนกลับไปในปี 2013 เมืองปักกิ่งเป็นเมืองแรกที่นำค่ามาตรฐานการปล่อยควันในยุโรปมาเป็นแนวทางตั้งค่ามาตรฐานบังคับใช้ โดยจะไม่แจกทะเบียนรถที่ไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ใครที่ขับรถปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะต้องถูกปรับ 100 หยวน หรือประมาณ 500 กว่าบาททันทีที่ถูกตรวจพบ
      2. ตรึงราคาน้ำมันให้สูงกว่าราคาโลก เพื่อลดการใช้ยานพาหนะ
      3. สลับรถวิ่งบนท้องถนนในวันคู่-วันคี่ ตามเลขทะเบียนที่ลงท้าย
      4. ซื้อรถเก่าไปทำลาย รถป้ายทะเบียนสีเหลืองของจีนคือ รถเก่า ซึ่งเป็นรถยนต์หรือรถบรรทุกที่ปล่อยมลพิษ และจะต้องปลดระวางตามกฎหมายจีน
      5. หนุนใช้รถพลังงานไฟฟ้าอย่างในเขตเมืองปักกิ่ง ก็มีการออกนโยบายกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 โดยกำหนดว่าใครใช้รถพลังงานไฟฟ้าจะสามารถวิ่งได้ทุกเวลา แม้แต่ในช่วงประกาศใช้นโยบายวิ่งรถวันคู่ หากคุณภาพอากาศอยู่ในภาวะวิกฤต