สวัสดีครับแฟนๆ “คิด เห็น แชร์” ทุกท่านครับ .. เดือนนี้มาพร้อมกับความขมุกขมัวของบรรยากาศในบ้านเราอีกแล้วนะครับ ซึ่งยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ จากฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มีปริมาณมากเกินค่ามาตรฐาน จนเข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยพยายามที่จะหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้หยิบยกประเด็นฝุ่นพิษ PM 2.5 ให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งหามาตรการรับมืออย่างเร่งด่วนแล้ว ซึ่งแม้จะมีข้อมูลเผยแพร่ออกมาจากหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับสาเหตุของฝุ่นพิษ PM 2.5 ในรอบนี้ว่ามีสาเหตุจากปัจจัยทางสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิ ลม ความกดอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “รถยนต์” เป็นแหล่งกำเนิดที่ทำให้เกิดวิกฤตมลภาวะทางอากาศในเขตเมืองในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา รวมถึงครั้งนี้ด้วย … วันนี้ผมเลยจะมาชวนทุกท่านเปิดมุมมองเกี่ยวกับตัวช่วยในการลดปริมาณฝุ่นพิษ เรียกว่า “มาตรฐานยูโร”

   ชาว “คิด เห็น แชร์” หลายท่านคงพอจะได้ยินเรื่องของมาตรฐานยูโรกันแล้วไม่มากก็น้อย ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบ ผมขอเกริ่นให้อ่านคร่าวๆ นะครับว่า มาตรฐานที่กำลังพูดถึงนี้คือ มาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษไอเสียรถยนต์ของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป (European Emission Standards) ที่เรียกกันทั่วไปว่า หรือ “มาตรฐานยูโร (Euro)” นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนานาอารยประเทศ ได้ประกาศบังคับใช้มาตรฐานขั้นสูงสุด คือ “มาตรฐานยูโร 6” กับรถยนต์ทุกคันที่ขายในประเทศของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่มหาอำนาจอย่างประเทศจีน ก็จะเริ่มบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 ภายในปี 2563 เช่นเดียวกัน

   สำหรับประเทศไทยเรา … พบว่าปัจจุบันมาตรฐานมลพิษไอเสียรถยนต์ของไทยยังเป็นเพียงแค่ “มาตรฐานยูโร 4” ซึ่งถือว่ายังตามหลังหลายประเทศอยู่ไกลพอสมควร และที่สำคัญยังล่าช้ากว่าแผนการบังคับใช้มาตรฐานที่รัฐบาลไทยเคยกำหนดไว้เป็นอย่างมาก แต่ล่าสุด ผมมีข่าวดีที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกท่านทราบครับว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการบังคับใช้มาตรฐานมลพิษไอเสียรถยนต์ของไทย ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคันต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564 และมาตรฐานยูโร 6 ภายในปี 2565 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและค่ายรถยนต์ชั้นนำ อาทิ Audi BMW Isuzu Mazda Mercedes-Benz Mitsubishi Mini MG Nissan Suzuki Toyota และ Volvo ได้พร้อมใจกัน รวมพลังแสดงเจตจำนงในการยกระดับมาตรฐานมลพิษไอเสียรถยนต์ตามแผนการบังคับใช้ที่ สมอ.กำหนด เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่นพิษของประเทศไทย ซึ่งได้จัดพิธีแสดงเจตจำนงร่วมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562

   ผมมีข้อมูลตัวเลขที่เปิดเผยจาก www.car.go.th ว่า ขณะนี้มีรถยนต์ที่ขายในบ้านเราที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 กว่า 48 รุ่น และที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6 กว่า 137 รุ่นแล้ว โดยมีผลการศึกษาวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า การยกระดับมาตรฐานมลพิษไอเสียรถยนต์จากมาตรฐานยูโร 4 เป็นมาตรฐานยูโร 5 จะทำให้ลดปริมาณการปล่อยฝุ่น PM 2.5 ได้มากถึง 5 เท่าตัวเลยทีเดียว แม้ว่าจะทำให้ค่ายรถยนต์มีต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ผมมั่นใจว่าต้องเกิดความคุ้มค่ากับต้นทุนสุขภาพชีวิตของคนไทยเราอย่างแน่นอนครับ

   สุดท้ายนี้ … ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การกลับมาของปัญหาฝุ่นพิษรอบนี้จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนไทยตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องจริงจังกับการที่ต้องทำให้รถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทยได้มาตรฐานยูโร 5 หรือสูงกว่า เพราะ “รถใหม่ในวันนี้ คือรถเก่าในวันข้างหน้า” หากเราสามารถทำให้รถยนต์ใหม่ที่ได้มาตรฐานยูโร 5 หรือสูงกว่าวิ่งบนท้องถนนได้ในวันนี้ ก็จะทำให้รถยนต์เก่าในวันข้างหน้าไม่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอีกต่อไป และยังเป็นทางออกประการสำคัญของการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาวิกฤตมลภาวะทางอากาศของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน … เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่ดีคนไทย และที่สำคัญที่สุด คือ อนาคตที่ดีของลูกหลานพวกเราทุกคนครับ!!
ดร.ณัฐพล รังสิตพล
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม