ขณะนี้ ปัญหาหมอกควันที่กรุงเทพฯได้จางหายไปแล้ว แต่หมอกควันในต่างจังหวัดก็ยังรุนแรงอยู่และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จังหวัดเชียงใหม่ถึงกับได้เป็นที่ 1 ของโลกด้านหมอกควันและมลพิษทางอากาศถึง 6 วันติดต่อกัน ตั้งแต่วันที่ 10-15 มีนาคม และปัญหานี้ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งบางจังหวัดในภาคกลางที่มีการปลูกอ้อย ต่างก็มีปัญหาอย่างรุนแรงเช่นกัน

  ที่จริงปัญหาเรื่องหมอกควันในจังหวัดต่างๆ นอกกรุงเทพฯมีมานานนับ 10 ปีแล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในที่โล่งของภาคเกษตร เช่น การเผาอ้อย การเผาตอซังข้าวโพด การเผาป่าเพื่อหาของป่า แต่ปัญหาหมอกควันก็มิได้เป็นที่สนใจของรัฐบาลเท่าไหร่นัก จนกระทั่งกรุงเทพฯเกิดปัญหาเดียวกันนี้ขึ้น ประกอบกับปัญหานี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เลือกตั้ง ไม่แน่ใจว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จไปแล้ว และปัญหานี้ได้ซาลงตามฤดูกาล เพราะฤดูฝนมาเยือน ปัญหาหมอกควันจะยังคงเป็นวาระระดับชาติอยู่อีกหรือเปล่า
คำถามใหญ่ก็คือว่า ปัญหาหมอกควันนี้แก้ไขได้หรือไม่ มีหลายคนอ้างว่าแก้ไขไม่ได้ เพราะว่าเป็นหมอกควันที่มาจากต่างประเทศ แต่ที่จริงแล้วหมอกควันในประเทศเราก็มีอยู่มาก และจำนวนจุดความร้อนในประเทศของเราทั้งประเทศรวมกันก็มีจำนวนมากกว่าของพม่า ลาว และกัมพูชา ทั้งนี้ เพราะเรามีกิจกรรมเกษตรเชิงพาณิชย์มากกว่าและเข้มข้นกว่า และชาวบ้านที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมากกว่า ประเทศไทยไร้หมอกควัน เหลียวมองนโยบายและแนวทางแก้ปัญหา ผศ.ดร.ศุทธินี ดนตรี

ก่อนอื่นเรามาทำความความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ก็คือ

  1. วิธีการทางสังคม ได้แก่ การประกาศ หรือตั้งกติกาชุมชน การว่ากล่าวตักเตือน และการลงโทษกันในระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่มีจำนวนไม่มากนัก เช่น ในหมู่บ้านหรือตำบลเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นวิธีการจัดการพื้นที่จำกัด เช่น ในหมู่บ้าน หรือในตำบลเดียวกัน
  2. วิธีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ คือ เป็นเครื่องมือที่ใช้ให้เกิดผลกระทบกับแรงจูงใจทั้งทางบวกและทางลบ เช่น การเก็บภาษีหรือการให้เงินอุดหนุน ซึ่งวิธีการนี้สามารถใช้ได้กว้างขวาง ข้ามตำบล ข้ามอำเภอ หรือทั้งประเทศก็ได้ วิธีการนี้ถ้ารัฐบาลเป็นรัฐบาลประชานิยมก็มักไม่ชอบประเภทภาษีที่เป็นผลกระทบทางลบแต่จะชอบให้เงินอุดหนุน และ
  3. การใช้การกำกับและควบคุมโดยกฎหมาย ซึ่งเป็นวิธีการที่ประเทศไทยใช้มากที่สุด คือ กำหนดเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับสังคมและชุมชน ในขณะเดียวกันก็กำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษสำหรับผู้ปล่อยมลพิษ แต่วิธีนี้มีต้นทุนการบังคับใช้สูง เนื่องจากผู้สร้างมลพิษนั้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น เกษตรกร หรือปัญหาเกิดจากการที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้กฎหมาย เกิดความหย่อนยานในหน้าที่จนเกิดผลกระทบตามมา

หลักการที่จะไปจัดการมลพิษนั้น โดยปกติก็มี 2 หลักการใหญ่ๆ

  1. หลักการที่ 1 เป็นหลักการที่เรารู้กันทั่วไปก็คือ “หลักการที่ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle : PPP)” >/p>
  2. หลักการที่ 2 คือ “หลักการที่ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย (Beneficiary Pays Principle: BPP)”
ในกรณีที่ผู้สร้างมลพิษอาจจะเป็นคนยากจน เช่น เกษตรกรบนที่สูง (ภาคเกษตรกรบนที่ราบลุ่มข้างล่างอาจจะเริ่มมีฐานะแล้ว) หรือผู้ใช้รถเมล์ที่ปล่อยควันพิษ เช่น ในกรณีที่เราเปลี่ยนรถเมล์ให้มีคุณภาพสูงขึ้น ไม่ปล่อยควันดำ ค่ารถเมล์จะต้องแพงขึ้น รัฐบาลก็อาจจะใช้วิธีการสนับสนุนอุดหนุนค่ารถเมล์ให้ถูกลงสำหรับคนจน และใช้เงินของผู้เสียภาษีเพื่อเปลี่ยนรถเมล์ ทั้งๆ ที่ผู้เสียภาษีไม่ใช่ผู้สร้างมลพิษ แต่เป็นผู้รับผลประโยชน์จากการบรรเทามลพิษทางอากาศได้มาก การใช้เงินภาษีในกรณีนี้ ภาษีที่เก็บน่าจะเป็นภาษีที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เช่น ภาษีที่เก็บใน กทม. สำหรับแก้ปัญหาหมอกควัน กทม. แต่ไม่ควรเอาเงินจากผู้เสียภาษีทั้งประเทศมาช่วยอุดหนุน

คำถามก็คือว่า ในเรื่องหมอก สิ่งที่จะต้องทำคืออะไร