DSPM Contents :

  1. คำนำ
  2. ประวัติความเป็นมาจาก อนามัย 49 เป็น อนามัย 55 มาเป็น DSPM และ DAIM
  3. แผนภูมิการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
  4. การใช้คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
  5. การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง
  6. คู่มือการประเมิน DSPM จำแนกตามช่วงอายุ (On Mobile)
  7. คู่มือการประเมิน DAIM จำแนกตามช่วงอายุ (On Mobile)
  8. วิธีการส่งเสริมพัฒนาการตามช่วงอายุ โดยพ่อแม่ผู้ปกครอง
  9. แบบบันทึกการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามช่วงอายุ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  10. อุปกรณ์ในการตรวจพัฒนาการเด็ก

คำนำ


ประวัติความเป็นมา จาก Anamia 49 เป็น อนามัยมัย 55 มาสู่ DSPM ,DAIM

  1. การคัดกรองพัฒนาการเด็กก่อนหน้่านั้นใช้เครื่องมือคัดกรองของต่างประเทศคือ Denver II denverII Case Study .pdf ซึ่งขั้นตอนการประเมินค่อนข้างยุ่งยาก และต้องทำการประเมินโดยกุมารแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เช่น พยายาล หรือนักวิชาการที่ผ่านการอบรม Dever II ประกอบด้วย 125 หัวข้อ โดยทำการประเมินใน 4 ด้าน Link ดูหัวข้อของ Denver IIได้แก่
    1. Gross Motor มี 32 หัวข้อ
    2. Fine Motor มี 29 หัวข้อ
    3. Language มี 39 หัวข้อ
    4. Social มี 25 หัวข้อ
  2. เพื่อให้มีเครื่องมือในการประเมินพัฒนาการเด็กของไทย และเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย สามารถใช้ได้ในระดับ สถานีอนามัยหรือ รพ.สต หรือ รพช.ที่ไม่มีกุมารแพทย์ กรมอนามัยจึงได้เชิญ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านพัฒนาการเด็ก ได้แก่ อ.นิตยา คชภีกดี อ.ศิริกุล อิศรานุกรักษ์ ผู้บริหารที่มีส่วนผลักดันเรื่องพัฒนาการเด็ก ได้แก่ นพ.วัลลภ ไทยเหนือ และ พญ.ศิริพร กัญชนะ ทั้ง 5 ท่านคือผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเครื่องมือคัดกรองพัฒนาการเด็ก
  3. เครื่องมือในการตรวจพัฒนาการเด็ก คือ อนามัย 49 (พัฒนาปี 2549) โดยดึงหัวข้อจาก Denver II มา 37 หัวข้อ Link ดูหัวข้อ Anamai 49
  4. แล้วต่อยอดเป็นอนามัย 55 (พัฒนาปี 2555) โดยดึงหัวข้อจาก Denver II มา 44 หัวข้อ Link ดูหัวข้อ Anamai 55
  5. จาก อนามัย 55 สถาบันพัฒนาการเด็ก ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ได้พัฒนา TDSI (Thai Developmental Skill inventory for children)TDSI
  6. ต่อมาได้ต่อยอดจาก TDSI พัฒนามาเป็น LCDSI (Lanna Child Developmental Skill Inventory) ในปี 2556 LCDSI Link ดูหัวข้อ TDSI
  7. ต่อมามีแนวคิดที่จะพัฒนาคู่มือในการคัดกรองพัฒนาการเด็กเพื่อให้ทุกหน่วยงาน ในประเทศไทย (กรมต่างๆใน กระทรวงสาธารณสุข รวมถึง สถานบริการสาธารณสุขนอกกระทรวงสาธารณสุข ) ได้ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน ทำให้ได้เครื่องมือในการคัดกรองพัฒนาการเด็ก 0-60 เดือนขึ้นมา 2 ชุด
    1. ชุดที่ 1 สำหรับเด็กปกติ เรียกว่า DSPM (Developmental Surveillance and Promotion Manual) DSPM 2558
      1. DSPM จำแนกตามช่วงอายุ (เดือน) Link
      2. DSPM จำแนกตามหมวด Link
      ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการใช้เครื่องมือนี้ได้แก่ 2 กลุ่ม ได้แก่
      1. กลุ่มแรก คือ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ในการ เฝ้าระวัง (Surveillance) พัฒนาการของลูกของตน ว่าในแต่ละช่วงเวลา (เดือน) สามารถทำตามที่เครื่องมือระบุหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้ดูแนวทางในการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีพร้อมในคู่มือ
      2. กลุ่มที่ 2 คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ต้องสอนแม่หลังคลอดก่อนกลับบ้านในการใช้เครื่องมือดังกล่าว และสอนทุกครั้งเมื่อเมื่อแม่พาเด็กมารับวัคซีน นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังต้องทำ การคัดกรอง (Screening) พัฒนาการเด็กเมื่อเด็กอายุ 9 ,18,30,42 เดือน ถ้าพบว่าพัฒนาการล่าช้าหรือสงสัยล่าช้า ก็ต้องสอนแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด้กให้กระตุ้น และพามาเด็กมารับการประเมินซ้ำ ถ้ายังไม่ดีขึ้นจะทำการส่งต่อ เพื่อรับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญต่อไป
    2. ชุดที่ 2 สำหรับประเมินเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กน้ำหนักตัวน้อย เรียกว่า DAIM หรือ Developmental Assessment for Invention Manual DAIM 2558
      1. DAIm จำแนกตามช่วงอายุ (เดือน ) Link
      2. DAIm จำแนกตามหมวดLink

    3. เมื่อทำการวิเคราะห์หัวข้อในการตรวจพัฒนาการเด็กของ DAIM จำนวน 111 ข้อ ซ้ำกับ Denver 41 ข้อ หรือร้อยละ 37 และ ซ้ำกับ DSPM 90 ข้อ หรือ ร้อยละ 81 ดังภาพ
  8. ในกรณีที่คัดกรองด้วย DSPM แล้วล่าช้า และนัดติดตาม 1 เดือน ยังล่าช้าอีก ก็จะส่งต่อไปยังสถานบริการที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก โดยกรมสุขภาพจิตได้พัฒนาเครื่องมือ ทีมีความละเอียดขึ้น ชื่อว่า TEDA4I (Thai Early Developmental Assessment for Intervention) มี 145 ข้อแบ่งเป็น 5 ด้าน 18 ช่วงอายุ TEDA4I Manual 2558
  9. TDSI III มีหัวข้อประเมินถึง 645 ข้อ เป็นส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญใช้ จึงไม่ขอกล่าวในที่นี้

แผนภูมิการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย


คำอธิบายการใช้แผนภูมิ
  1. คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ;DSPM (เล่มขาว) ใช้สำหรับประเมินพัฒนาการเด็ก ในช่วงอายุน้อยกว่า 2 ปี คือ เด็กที่คลินิกสุขภาพเด็กดี (Well Child Clinic) และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่วนช่วงอายุมากกว่า 2 ปี ใช้สำหรับเด็กที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล ทั้งนี้เจ้าหน้าสาธารณสุข ที่หน่วยบริการตั้งแต่ปฐมภูมิ (รพ.สต/รพช./รพท./รพศ.) จะประเมินพัฒนาการเด็กด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการ
    เด็กปฐมวัย ;DSPM (เล่มขาว) ในช่องวิธีประเมิน โดบ
    1. กรณีมีพัฒนาการสมวัย แนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ตามช่วงวิธีฝึกทักษะ ในช่วงอายุต่อไป
    2. กรณีมีพัฒนาการไม่สมวัย แนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ฝึกทักษะเด็กเรื่องนั้นบ่อยๆ เป็นเวลา 1 เดือน แล้วนัดให้มาพบผู้ประเมิน
  2. หลังจาก 1 เดือน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ หน่วยบริการตั้งแต่ปฐมภูมิ (รพ.สต/รพช./รพท./รพศ.) ประเมินพัฒนาการเด็กซ้ำ ด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ;DSPM (เล่มขาว) ในช่องวิธีประเมินโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยประเมินทักษะที่ไม่ผ่าน และทักษะอื่นๆตามช่วงอายุ
    1. หากเด็กผ่านทักษะที่เคยล่าช้าและทักษะอื่นๆตามช่วงอายุ แสดงว่ามีพัฒนาการสมวัย ให้เฝ้าระวังพัฒนาการตามวัยต่อเนื่องตามปกติ
    2. หากเด็กผ่านทักษะที่เคยล่าช้า แต่พบทักษะอื่นมีพัฒนาการไม่สมวัยผู้ประเมิน แนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ฝึกพัฒนาเด็กในเรื่องนั้นบ่อยๆเป็นเวลา 1 เดือนแล้วนัดให้มาพบผู้ประเมิน
    3. หากเด็กยังไม่ผ่านทักษะที่เคยล่าช้า ให้ส่งต่อไปยังหน่วยบริการทุติยภูมิ ที่มีแพทย์ หรือกุมารแพทย์(รพช./รพท./รพศ./รพ.จิตเวช) ที่มีคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ
  3. หน่วยบริการทุติยภูมิ ที่มีแพทย์ หรือกุมารแพทย์ (รพช./รพท./รพศ./รพ.จิตเวช) ที่มีคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ ใช้ คู่มือประเมินเพื่อช่วยเหลือ
    เด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ (TEDA4I) โดยบุคลากรที่ผ่านการอบรม โดยใช้โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการของสถานบริการเป็นระยะเวลา 3 เดือน
  4. หลังจาก 3 เดือน สถานบริการที่มีคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ ประเมินพัฒนาการซ้ำด้วยคู่มือประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหา
    พัฒนาการ (TEDA4I) โดยบุคลากรที่ผ่านการอบรม
    1. กรณีเด็กพัฒนาการสมวัย ให้ ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ในระบบปกติ
    2. กรณีเด็กมีพัฒนาการไม่สมวัย หรือมีปัญหาซ้ำซ้อน ส่งต่อ หน่วยบริการทุติยภูมิ ที่มีแพทย์ หรือกุมารแพทย์(รพช./รพท./รพศ./รพ.จิตเวช)
  5. สำหรับเด็กที่มีพัฒนาการไม่สมวัย หน่วยบริการที่มีแพทย์ กุมารแพทย์ หรือหน่วยบริการตาม Service Plan ของแต่ละเขตบริการสุขภาพ
    ประเมินพัฒนาการด้วย คู่มือประเมินและแก้ไข /ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิด – 5 ปี สำหรับบุคลากรสาธารณสุข (TDSI III) หากยังพบปัญหาอยู่
    ให้แก้ไขหรือ ส่งต่อ และ หรือ CPG รายโรค ให้การดูแลรักษาแก้ไขตามรายโรคและติดตามเป็นระยะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและครอบครัว

การใช้คู่มือ การเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจ ปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันจึงจะทำให้ผลการประเมินมีความถูกต้องน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่
  1. ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม
    1. การเตรียมตัวผู้ประเมินและส่งเสริมพัฒนาการ โดยศึกษาทบทวนความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย ความสำคัญของการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในประเทศไทย สถานการณ์ของเด็กและภูมิหลังครอบครัวในเขตความรับผิดชอบ จำเป็นจะต้องศึกษาเอกสารคู่มือเฝ้าระวังฯ ตั้งแต่ คำนำ ความนำ แผนภูมิ คำอธิบายแผนภูมิแนวทางการใช้คู่มือฯ 4 ขั้นตอน การใช้ทักษะ วิธีการเฝ้าระวัง วิธีการประเมิน เกณฑ์การตัดสิน และรายละเอียดของอุปกรณ์ การใช้อุปกรณ์ และควรเตรียมคำพูดที่จะใช้ในข้อคำถามไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่ต้องใช้คำสั่ง เพื่อความรวดเร็ว ทดลองทำหรือฝึกก่อนการประเมินจริง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและมีความมั่นใจก่อนปฏิบัติจริง ซึ่งรวมถึงแนวทางการแนะนำ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยพ่อแม่ ผู้ปกครองด้วย
    2. การเตรียมอุปกรณ์
      - จัดเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์ให้ครบตามหมวดหมู่และเรียงตามลำดับการใช้ก่อนหลัง
      - อุปกรณ์เปิดใช้ครั้งละ 1 ชุด ใช้เสร็จแล้วเก็บทันที แล้วจึงเปิดชุดใหม่ เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและให้เด็กมีสมาธิหรือสนใจในอุปกรณ์เฉพาะที่ต้องการจะใช้ประเมินเท่านั้น
      - สามารถดัดแปลงใช้วัสดุในท้องถิ่นที่มีได้
      - ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์และตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์หลังนำไปใช้ทุกครั้ง
    3. การเตรียมสถานที่สำหรับประเมินพัฒนาการเด็ก ควรเป็นห้องหรือมุมที่เป็นสัดส่วน ไม่คับแคบเกินไป อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้เด็กรู้สึกสุขสบาย ไม่หงุดหงิด และให้ความร่วมมือในการ ประเมิน ไม่มีสิ่งอื่นที่กระตุ้นหรือเร้าความสนใจของเด็ก เช่น โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ รูปหรือวัตถุที่มีสีสันฉูดฉาด ควรเป็นห้องที่ไม่มีเสียงดังรบกวน หรือมีคนอื่นผ่านไปมา พื้นห้องสะอาด ปลอดภัย ไม่ลื่น ไม่มีสิ่งของที่ไม่จำเป็นอยู่ในห้อง อุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องต้องมีความปลอดภัย ไม่แหลมคมไม่มีเหลี่ยมหรือมุมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ควรมีการจัดเบาะ โต๊ะ หรือ เก้าอี้ต่างๆ ที่ใช้ในการประเมินในแต่ละช่วงวัยให้เหมาะสม
    4. การเตรียมเด็ก เด็กต้องไม่ป่วยทางกาย ไม่หิว ไม่ง่วง อิ่มเกินไป หรือหงุดหงิด งอแง เนื่องจากจะทำให้เด็กไม่ให้ความร่วมมือในการประเมินพาเด็กเข้าห้องน้ำขับถ่ายให้เรียบร้อยก่อนการประเมิน เพื่อไม่ให้ขาดความต่อเนื่องในการประเมินให้เด็กเล่น พูดคุย ทำความคุ้นเคยกับผู้ประเมิน และอุปกรณ์บางส่วน
  2. ขั้นตอนการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ประเมินกับเด็กและพ่อแม่ ผู้ปกครอง
    เด็กแต่ละวัยจะมีพัฒนาการทางร่างกาย ความคิดและอารมณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ประเมินควรสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็กก่อนที่จะทำการประเมิน
    พัฒนาการ โดยแบ่งตามช่วงอายุได้ดังนี้
    1. ช่วงวัยแรกเกิด – 9 เดือน
      1. ผู้ประเมินยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุย ทักทายกับพ่อแม่ ผู้ปกครองก่อน แล้วจึงพูดคุย เล่นเสียงกับเด็กด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
      2. ถ้าเด็กร้องไห้ ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองอุ้มปลอบให้เด็กสงบจึงเริ่มประเมิน
      3. ช่วงอายุ 6-9 เดือน เด็กเริ่มมีความกังวล เมื่อพบคนแปลกหน้า ควรให้เวลากับเด็กทำความคุ้นเคยก่อนประเมิน
    2. ช่วงอายุ 10 เดือน – 2 ปี
      1. ผู้ประเมินควรเริ่มด้วยการพูดคุยกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็ก เพื่อให้เวลาเด็ก
        ปรับตัวคุ้นเคยกับผู้ประเมินและได้สังเกตพฤติกรรมเด็ก
      2. เมื่อเด็กเริ่มสนใจและคุ้นเคยกับผู้ประเมิน ให้พูดคุยกับเด็กด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและน????าอุปกรณ์ประเมินพัฒนาการบางส่วน ชวนให้เด็กเล่นหรืออาจสาธิตให้เด็กดู
      3. หากเด็กร้องไห้ ไม่ให้ความร่วมมือ ผู้ประเมินควรเปลี่ยนไปประเมินข้อทักษะที่ใช้การสังเกตหรือสอบถามจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง
        ก่อนแล้วจึงกลับมาทำเมื่อเด็กพร้อม
    3. ช่วงอายุ 3 – 5 ปี
      1. ช่วงวัยนี้เด็กสามารถสื่อสารโต้ตอบและทำตามคำสั่งได้ดี ดังนั้นผู้ประเมินสามารถที่จะพูดคุยกับเด็กได้โดยตรง
      2. การพูดคุยกับเด็กควรใช้น้ำเสียงนุ่มนวล ระดับเสียงปกติ แต่เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคยกับผู้ประเมินแล้วควรปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้ดูน่าสนใจ
        เช่น พูดเสียงสูงต่ำเพื่อเร้าความสนใจ หรือทำสีหน้าดีใจ ตื่นเต้น ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เด็กมีความสนใจในกิจกรรมที่จะเริ่มประเมิน โดย
        คำพูดที่เหมาะสมในการสร้างสัมพันธภาพกับเด็กวัยนี้ ได้แก่ การชวนคุยทั่วๆ ไป หรือการชม เช่น
        - ผมเปียหนูสวยจังเลย ใครเป็นคนถักให้หนูคะ
        - วันนี้ใครเป็นคนมาส่งหนูที่โรงเรียนคะ
        - วันนี้หนูกินข้าวกับอะไรเอ่ย เป็นต้น
      3. เมื่อเด็กให้ความร่วมมือในการประเมินหรือสามารถเริ่มประเมินได้ ควรพูดชมเชยเด็กทุกครั้ง
    4. ผู้ประเมินแนะนำตัวเอง "ชื่อ ....เป็น .... วันนี้ประเมินพัฒนาการน้อง .... ระยะเวลาที่ใช้ทั้งหมด ประมาณ 10-20 นาที จะทำโดยสังเกตถาม
      จากผู้ปกครองและให้เด็กเล่นของเล่นหรืออุปกรณ์ที่เตรียมมาให้เด็กเล่นในขณะที่กำลังประเมินเด็ก ผู้ปกครองอยู่กับเด็กได้ตลอดเวลา แต่ไม่ต้องช่วยเด็กทำกิจกรรม บอก แนะนำ หรือำาแทนเด็กเพราะจะทำให้ผลการประเมินไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าเด็กและผู้ปกครองพร้อมแล้วเราจะเริ่มกันเลยนะคะ"
  3. ขั้นตอนการประเมิน
    1. สอบถามวันเดือนปีเกิดเด็กจากผู้ปกครองแล้วคำนวณอายุเด็ก
      วิธีการคำนวณ
      เริ่มจาก วัน เดือน และปีที่ทำการประเมินเป็นตัวตั้ง วัน เดือน และปีเกิดเด็กเป็นตัวลบ ถ้าวันตัวตั้งจ????านวนน้อยกว่าให้ยืมที่เดือนมา 1 เดือน
      (30 วัน) ถ้าตัวตั้งเดือนน้อยกว่าตัวลบให้ยืมที่ปี 1 ปี (12 เดือน)

    2. เริ่มประเมินพัฒนาการจากด้านใดก่อนก็ได้ ที่ตรงกับช่วงอายุจริงของเด็ก
      1. ใส่เครื่องหมาย ในช่อง ผ่าน เมื่อเด็กประเมินผ่าน
      2. ในกรณีที่เด็กประเมินไม่ผ่าน ให้ใส่เครื่องหมาย ลงในช่อง ไม่ผ่าน
      3. ในช่วงอายุใดที่มีข้อประเมิน 2 หรือ 3 ข้อ หากเด็กไม่ผ่านข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าไม่ผ่านในช่วงอายุนั้น
    3. ในกรณีที่มีการประเมินเพื่อติดตามพัฒนาการในครั้งต่อไป ให้เริ่มต้นประเมินข้อที่เด็กประเมินไม่ผ่าน ในครั้งที่ผ่านมา
  4. ขั้นตอนสรุป
    เมื่อประเมินพัฒนาการเด็กเสร็จแล้วทุกครั้ง ผู้ประเมินจะต้องสรุปผลการประเมินและให้ข้อมูลแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก ดังนี้
    1. กรณีประเมินแล้วพบว่าสมวัย ให้แนะนำพ่อแม่ ผู้ปกครองส่งเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงอายุต่อไปตามคู่มือฯ
    2. กรณีที่เด็กประเมินแล้วพบว่าไม่สมวัย ผู้ประเมินให้คำแนะนำพ่อแม่ ผู้ปกครอง ส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามคู่มือฯ ในข้อทักษะที่เด็กไม่ผ่านการประเมินบ่อยๆ หลังจากนั้นอีก 1 เดือน กลับมาประเมินซ้ำ
    3. กรณีประเมินซ้ำ หลังจากการกระตุ้นแล้วยังไม่สมวัย ต้องให้ข้อมูลแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กในการส่งต่อ เพื่อตรวจและวินิจฉัยเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล (รพช./รพท./รพศ./รพ.จิตเวช) พร้อมใบส่งตัว

การส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยพ่อแม่ผู้ปกครอง

  1. กุญแจสู่ความสำเร็จ
    1. รักลูกแสดงออกอย่างสม่ำเสมอในการดูแลเด็กทุกๆ วันตั้งแต่การกิน นอน เล่น ออกกำลังกาย และเรียนรู้ที่เหมาะสมถูกสุขอนามัยและปลอดภัย
    2. ไม่เปรียบเทียบกันระหว่างเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
    3. การเรียนรู้ของเด็กเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่อง
    4. เด็กเรียนรู้ผ่านการฟัง การดู การจับต้อง การเล่น การทำตามแบบอย่าง และลองทำ พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรคุยกับลูกตั้งแต่วัยทารก เล่น เล่าเรื่องสิ่งที่กำลังทำกับเด็ก เล่านิทาน อ่านหนังสือให้ฟัง ชี้ชวนดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูรูป การมีกิจกรรมศิลปะและดนตรี กิจกรรมในบ้าน และประสบการณ์ตรงอื่นๆ
    5. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องฟังเด็ก ส่งเสริมให้เด็กถามและสังเกต ชี้ชวนกันสนทนาและให้เด็กมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
    6. ไม่ใช้วิธีบังคับฝืนใจ ไม่กดดันหรือเร่งรัดเด็ก ไม่ก้าวร้าวหรือทำร้ายเด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ และวาจา
    7. เด็กต้องได้รับโอกาสฝึกการมีวินัยในตนเอง เช่น การกิน การนอนเป็นเวลา การเก็บของเล่น การทิ้งขยะในที่ทิ้งขยะ การล้างมือ การไม่แย่งของคนอื่น การไม่ทุบตีทำร้ายคนอื่น เป็นต้น
    8. โทรทัศน์หรือสื่อทำนองเดียวกันอาจขัดขวางพัฒนาการรอบด้านของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และรบกวนการนอนหลับของเด็ก
    9. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องเป็นตัวอย่างพฤติกรรมที่ดีสำหรับเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทำ และควรชี้แจงเมื่อเด็กทำผิดพลาด เปลี่ยนเป็นให้กำลังใจ เมื่อเด็กพยายามทำสิ่งที่พึงปรารถนา และชมเชยเมื่อเด็กทำได้ เด็กจะค่อยๆ รู้จักใช้เหตุผลและรักษาคำพูดตามแบบที่พ่อแม่ปฏิบัติ
  2. ข้อควรคำนึงในการฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การฝึกทักษะเด็กมีเป้าหมายส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้ก้าวหน้าเป็นไปตามวัย สามารถใช้ในชีวิตจริงและในสภาพแวดล้อมจริง โดยควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
    1. คำพูดที่ใช้ควรง่าย สั้น ชัดเจน และคงเส้นคงวา
    2. ให้เวลาเด็กปฏิบัติตาม 3-5 วินาที ถ้าเด็กยังไม่ได้ทำให้พูดซ้ำ (ข้อความเหมือนเดิม) พร้อมให้การช่วยเหลือเด็กทำจนเสร็จ
    3. ให้ความช่วยเหลือเด็กเท่าที่จำเป็นลดการช่วยเหลือลงเมื่อเด็กทำได้ ซึ่งอาจช่วยเหลือโดย
      1. ทางกาย : จับมือทำแตะข้อศอกกระตุ้น
      2. ทางวาจา : ให้เด็กลองทำดู หากจำเป็นอาจจะบอกให้เด็กทราบวิธี ทีละขั้น
      3. ทางท่าทาง : ชี้ ผงกศีรษะ ส่ายหน้า ขัดขวางไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ เช่น เมื่อบอกให้เด็กชี้แปรงสีฟัน แต่เด็กจะชี้แก้วน้ำ ให้ใช้มือปิดแก้วน้ำ
    4. เพื่อให้เด็กรู้ว่าจะต้องชี้แปรงสีฟัน เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้แล้ว ให้เปลี่ยนข้อความแบบต่างๆ แต่มีความหมายเหมือนกัน เพื่อให้เด็กรู้จักสิ่งที่แตกต่างกัน การให้แรงเสริมควรให้ทันทีเมื่อเด็กทำได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเพื่อให้เด็กทำได้หรือเด็กทำได้เอง เช่น ชมเชย ยิ้ม ปรบมือ สัมผัส ให้ขนม แต่ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
      1. แรงเสริมควรเหมาะสมกับวัย เป็นสิ่งที่เด็กชอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน
      2. ควรให้แรงเสริมบ่อยๆ เมื่อต้องการให้เกิดทักษะหรือพฤติกรรมใหม่
      3. การลดแรงเสริมลงเมื่อเด็กทำได้ สังเกตว่าเด็กมีความพอใจรู้สึกดีในสิ่งที่ตนทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงเสริมจากภายนอก
      4. การให้รางวัล เช่น การแสดงความเอาใจใส่ ยิ้ม กอด ตบมือให้หรือให้ของเมื่อเด็กตั้งใจทำหรือทำสำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาวต่างกับการให้สินบน และการขู่เข็ญบังคับให้ทำ
      5. ควรใช้การสอนโดยอธิบายอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น