วาทะกรรมหนึ่งในกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ของรัฐบาลนั้น ได้กล่าวไว้ว่า “ให้แก้ปัญหาที่ตัวเราเอง” ซึ่งส่วนหนึ่งมีความถูกต้อง แต่ความจริงอีกส่วนที่ภาครัฐไม่เอ่ยปาก คือ ปริมาณฝุ่นพิษอันมหาศาลทั่วประเทศนั้น ผู้ที่ถูกพูดถึงน้อยแต่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดอาจจะเป็นภาคอุตสาหกรรม

เนื้อหาย่อๆ

  1. ไทยไม่มีข้อมูลหรือกฎหมายเพื่อบังคับให้รายงานฝุ่น PM 2.5 ทำให้ไม่สามารถวางแผนป้องกันหรือลดการปล่อย PM 2.5 ได้
  2. ภาครัฐต้องไม่ปฏิเสธปัญหาฝุ่นพิษจากจากอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่เอื้อต่อการก่อมลพิษ และไม่มีมาตรการควบคุมและดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายอย่างรัดกุม
  3. นโยบายประกันราคาสินค้าการเกษตรที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายหลักในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เอื้อให้วิกฤตมลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการเผาในที่โล่ง
  4. ผลพวงตามมาจากเกษตรเชิงอุตสาหกรรมนี้คือ การเผาในที่โล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ข้ามพรมแดนจังหวัด และบ้างอาจข้ามพรมแดนประเทศ ทางออกที่ดูน่าจะสมเหตุสมผลกับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษนี้ คือ กฎหมายที่ระบุให้อุตสาหกรรมเปิดเผยถึงที่มาตลอดห่วงโซ่การผลิตของตน ว่าเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่เกิดการเผาก่อมลพิษ หรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้หรือไม่ หรือเชื่อมโยงกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานหรือไม่
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของวิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020 ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือ ตั้งเป้า GDP อยู่ที่ 2.7 – 3.7% โดยการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคเกษตร โดยต้องขยายอย่างน้อยเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ส่วนภาคบริการและอุตสาหกรรมต้องเพิ่มให้ได้ 4.6% และ 5.4% ตามลำดับ ในปี 2565

   ภาครัฐต้องไม่ปฏิเสธปัญหาฝุ่นพิษจากจากอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่เอื้อต่อการก่อมลพิษ และไม่มีมาตรการควบคุมและดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายอย่างรัดกุม มาตรการแก้ปัญหาขณะนี้ไม่ได้สนใจเรื่องโรงงาน และการเผาจากภาคเกษตรเชิงอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่พูดถึงการจัดการที่ปลายปล่องอุตสาหกรรม ประเทศไทยไม่มีข้อมูลหรือกฎหมายเพื่อบังคับให้รายงานฝุ่น PM 2.5 ทำให้ไม่สามารถวางแผนป้องกันหรือลดการปล่อย PM 2.5 ได้

   เมื่อไม่มีการตรวจวัดและรายงาน จะนำไปสู่ขั้นตอนการลดการปล่อยและแก้ไขได้อย่างไร

   ความเลวร้ายของคุณภาพอากาศในขณะนี้ยังสอดคล้องกับปริมาณจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรและเคลียร์พื้นที่ด้วยการเผา โดยกระจายไปหลายส่วนในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคเหนือ

   นโยบายประกันราคาสินค้าการเกษตรที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายหลักในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เอื้อให้วิกฤตมลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการเผาในที่โล่ง ตัวอย่างเช่น การประกันราคาอ้อยที่ส่งผลให้ดื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3,013,000 ล้านไร่ ระหว่างปี 2557-2562 และกรณีการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อโดย ธ.ก.ส. แก่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและสถาบันเกษตรกรที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ/หรือใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์

   นโยบายดังกล่าวมิได้เป็นการเอื้อต่ออาชีพและวิถีชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืนหรืออย่างแท้จริง แต่เป็นการเอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่มบรรษัทอุตสาหกรรมที่รับซื้อผลผลิตเหล่านี้เพื่อทำกำไรต่อ ในขณะที่ผลพวงตามมาจากเกษตรเชิงอุตสาหกรรมนี้คือ การเผาในที่โล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ข้ามพรมแดนจังหวัด และบ้างอาจข้ามพรมแดนประเทศ

   แม้ว่าเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมจะถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทอุตสาหกรรมอาหารใดที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เพาะปลูกเหล่านั้น และเมื่อขาดข้อมูลนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถเอาผิดบริษัทอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ว่าใครควรรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากเผาและเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า

   บางทีประเด็นที่สำคัญกว่าคำถามที่ว่า “ต้นตอของหมอกควันพิษมาจากไหน” คือการถามว่า “ใคร” คือผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง และเหตุใดจึงไม่มีกฎหมายใดเอาผิดผู้ได้รับผลประโยชน์จากมลพิษที่ก่อขึ้นได้

   ทางออกที่ดูน่าจะสมเหตุสมผลกับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษนี้ คือ กฎหมายที่ระบุให้อุตสาหกรรมเปิดเผยถึงที่มาตลอดห่วงโซ่การผลิตของตน ว่าเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่เกิดการเผาก่อมลพิษ หรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้หรือไม่ หรือเชื่อมโยงกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งหากเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ก็จะสามารถระบุลงฉลากของตนได้อย่างภาคภูมิใจเช่นกันว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอะไรกับวิกฤตสุขภาพของประชาชน

   สิทธิในการรับรู้ข้อมูลการก่อมลพิษของบรรษัทอุตสาหกรรม และสิทธิในการมีอากาศบริสุทธิ์หายใจนั้นคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี แต่ขณะนี้วิกฤตมลพิษทางอากาศกำลังส่งสัญญาณเตือนที่เด่นชัดว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และสุขภาพของประชาชน ก่อนผลประโยชน์เพียงกลุ่มอุตสาหกรรมการลงทุน และหยุดผลักภาระด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนเสียที
เกี่ยวกับผู้เขียน
รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม ผู้เชื่อในพลังการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของทุกคนจากการเลือกกิน เลือกซื้อ เลือกใช้ และการลงมือทำ เพื่อสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด