Content :

  1. สถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดในประเทศจีน
  2. สรุปสถานการณ์ COVID-19 (จนถึงวันที่ 19 กพ.63)
  3. The Epidemiological Characteristics of an Outbreak of 2019 Novel Coronavirus Diseases (COVID-19) — China, 2020
  4. ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเมื่อพิจารณาจากตัวแปรต่างๆ
  5. การป่วยและการเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศจีน
  6. สรุปความรู้จากหลักฐานทางวิชาการ
  7. เอกสารอ้างอิง

  8. Link ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ COVID-19

    1. กราฟสถานการณ์ของโคโรนาไวรัส (COVID-19) ตั้งแต่ ธ.ค.62 จนถึงปัจจุบัน
    2. สรุปความเป็นมารายวันของโคโรนาไวรัส (COVID-19) ตั้งแต่เริ่มระบาดที่อู่ฮั้นจนถึงปัจจุบัน
    3. รวบรวมความรู้เกี่ยวกับโคโรนาไวรัส (COVID-19)
    4. Click เพื่อดู Clip สอนการใส่หน้ากากอนามัย

    การระบาดของ COVID-19 ในประเทศจีน (ธ.ค.62-11 กพ.63)

    ประมาณกลางเดือนธันวาคม 2562 พบจำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบมากขึ้นผิดสังเกตที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เมื่อทำการสอบสวนโรค พบว่าผู้ป่วยปอดอักเสบมีประวัติสัมผัสโรคจากตลาดหัวหนาน ซึ่งเป็นตลาดขายอาหารทะเล และมีการขายสัตว์ป่านานาชนิดที่ตลาดแห่งนี้ด้วย  NHC (National Health Commission) ,China CDC ,WHC (Wuhan Health Commission) ได้ทำการสอบสวนและควบคุมโรค ได้ทำการปิดตลาดแห่งนี้เมื่อ 1 มกราคม 2563   ต่อมา และวันที่ 8 มกราคม 2563  China CDC ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า สาเหตุของปอดอักเสบเกิดจาก Corona Virus ตัวใหม่ที่ไม่ใช่ SARS และ MERS  จึงตั้งชื่อในตอนแรกว่า 2019-Novel Corona Virus (2019-nCoV)  และประกาศ Gene Sequencing ในวันที่ 10 มค.63 เพื่อให้สาธารณะและประเทศอื่นๆได้รับทราบ  การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว จาก 14 ชุมชนในมณฑลหูเป่ยในวันที่ 31 ธ.ค.62 เป็น 113 ชุมชนใน 20 มณฑล (Province) ในวันที่ 10 มค.63  ( Figure 2 B)

    &&bnsp&bnsp สำหรับประเทศไทยนั้นได้พบผู้ป่วยปอดอักเสบ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวประเทศไทย ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี  รพ.จุฬาฯ ได้ทำ Gene Sequencing ในวันที่ 8 มค.63 พบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไร  และเมื่อเทียบกับ gene sequencing ที่ประเทศจีนส่งมา พบว่าตรงกัน 100%  จึงแน่ใจว่าเป็น Corona virus ตัวเดียวกัน ประเทศไทยจึงรายงานผู้ป่วย 2019-nCoV ในวันที่ 12 มค.63 ซึ่งนับเป็นรายแรกของโลกที่รายงานนอกประเทศจีน  การระบาดได้แพร่ระบาดในมณฑลต่างๆของประเทศจีน แม้จีนจะมีมาตรการต่างๆจนถึงปิดเมืองอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยที่เป็นต้นตอของการระบาดและเป็นมณฑลที่มีการระบาดอย่างหนักในวันที่ 23 มค.63  และปิดมณฑอื่นๆตามมา แต่การระบาดก็ยังแพร่กระจาย ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวที่ประเทศนั้นๆ   โดยถึงวันที่ 11 กพ.2563 นั้น พบผู้ป่วยทั่วโลก 43,103 ราย (ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศจีน )  เสียชีวิต 1,018 ราย  (เสียชีวิตนอกประเทศจีนเพียง 1 ราย) และในวันที่ 11 กพ.63 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตั้งชื่อโรคอย่างเป็นทางการ เป็น COVID-2019 (Corona Virus Disease 2019)และตั้งชื่อ Virus ใหม่ที่พบว่า SARS-COV-2 (Severe Acute Respiratory Syndrome - Corona Virus 2)   

    สรุปสถานการณ์ COVID-19 (จนถึงวันที่ 19 กพ.63)(ธ.ค.62-11 กพ.63)

    1. แนวโน้มของการระบาด ผู้ติดเชื้อสะสมของ COVID-19 ยังเพิ่มขึ้น ก่อนวันที่ 13 กพ.63 ผู้ติดเชื้อคิดเฉพาะ confirmed Cases (ผลตรวจ RT-PCR ให้ผลบวก) แต่ตั้งแต่วันที่ 13 กพ.63 เป็นต้นได้รายงานทั้ง Confirmed Cases+Clinical Diagnosis Cases ด้วยทำให้จำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นเป็นหมื่นรายในชั่วข้ามคืน
    2. ผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในจีนเริ่มลดลง โดย Peak สูงสุดเมื่อ 7 กพ.63 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4,821 ราย และลดต่ำสุดในวันที่ 16 กพ.63 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,121 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น โดยเพิ่มจากรายใหม่ที่อยู่ในเรือสำราญที่อยู่ในทะเลของญี่ปุ่น
    3. ผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยเท่ากับ 32 รายในวันที่ 6 กพ.63 และเพิ่มเป็น 35 รายในวันที่ 19 กพ.63 โดยไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มา 3 วันติดต่อกันแล้ว แต่ผู้ติดเชื้อสะสมของประเทศอื่นๆ (นอกประเทศจีนและไทย) เพิ่มจำนวนมากขึ้น แสดงว่าประเทศไทยมีการควบคุม COVID-19 ได้ดีมาก
    4. ในประเทศจีน (รวมฮ่องกงและไต้หวัน) ณ.วันที่ 19 กพ.63 จำนวนผู้ป่วยสะสมเท่ากับ 74,280 ราย (อยู่ที่มณฑล Hubei  61,682 ราย) เสียชีวิต 2,006 ราย (อยู่ที่มณฑล Hubei  1921 ราย) โดยอัตราป่วยตายในมณฑล Hubei เท่ากับ ร้อยละ 3.1 ส่วนมณฑลอื่นๆเท่ากับร้อยละ 0.7 ภาพรวมของทั้งประเทศจีน อัตราป่วยตายเท่ากับ ร้อยละ 2.7
    5. สถานการณ์นอกประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ณ.วันที่ 19 กพ.63 พบ 924 ราย (ในเรือสำราญที่ทะเลญี่ปุ่น 542 ราย) เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.3  โดยผู้ป่วยในช่วงแรกจะเป็นแบบ Imported Cases ต่อมาจะเกิดการแพร่กระจายเชื้อจาก Imported Cases มาสู่คนในประเทศนั้น (Local Man to Man Trasmission)
    6. ภาพรวมระดับโลก ณ.วันที่ 19 กพ.63 มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด  75,204 ราย เสียชีวิต 2009 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายเท่ากับ 2.7 % ซึ่งจำแนกอัตราป่วยตายได้เป็น 3 ระดับคือ ในมณฑล Hubei, China Outside Hubei,Outside China เท่ากับ ร้อยละ 3.1 ,0.7 และ 0.3 ตามลำดับ

    The Epidemiological Characteristics of an Outbreak of 2019 Novel Coronavirus Diseases (COVID-19) — China, 2020

    Paper ดังกล่าวทำการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 72,314 ราย โดยแบ่งเป็น
    1. Confirmed Cases (ผลตรวจ Virus Nucleic Test หรือ RT-PCR ให้ผลบวก) จำนวน 44,672 รายคิดเป็นร้อยละ 61.8
    2. Suspected Cases (อาการ/อาการแสดงทางคลินิกเข้าได้กับ COVID-19 ร่วมกับประวัติการสัมผัสผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง หรือ Exposure) จำนวน 16,186 รายคิดเป็นร้อยละ 22.4
    3. Clinical Diagnosis (Suspected Cases + ภาพถ่ายทางรังสีเข้าได้กับ COVID-19) จำนวน 10,567 รายคิดเป็นร้อยละ 17.6
    4. Asymptomatic (ไม่มีอาการ/อาการแสดง แต่ผลตรวจ Virus Nucleic Acid ให้ผลบวก ) จำนวน 889 รายคิดเป็นร้อยละ 1.2



    การกระจายของผู้ป่วย จำแนกตามวันที่มีอาการ ในแต่ละกลุ่มเป็นดังภาพ
    กราฟแสดงจำนวนผู้ป่วยที่นอกมณฑลหูเป่ย โดยจะพบว่าในช่วงแรกสัดส่วนที่มีไปสัมผัสอู่ฮั่นนั้นสูง และค่อยลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แสดงว่ามีการติดต่อจากคนที่มีประวัติ Expose ต่อเมืองอู่ฮั่น ไปสู่คนที่ไม่ได้ไปที่เมืองอู่ฮั่น


    ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเมื่อพิจารณาจากตัวแปรต่างๆ

    (ข้อมูลผู้ป่วยจำนวนป่วยที่ได้จาก Confirmed cases จำนวน 44,672 ราย และจำนวนเสียชีวิตเท่ากับ 1,023 ราย )
    1. อายุ  สัมพันธ์กับการป่วยและการเสียชีวิต ดังนี้ (Table  1.1)
      1. การป่วย กลุ่มอายุที่พบการป่วยน้อยคือกลุ่มเด็ก โดยกลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี พบเพียงร้อยละ 2.1 และมากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไป จะพบในช่วงอายุ 30-79 ปี  
      2. การเสียชีวิต ไม่พบการเสียชีวิตในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ช่วง 10-19 ปีมีเสียชีวิตเพียง 1 คน (ร้อยละ 0.1 )  ร้อยละ 81 ของจำนวนผู้เสียชีวิตคือผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และอัตราป่วยตาย (Case Fatality Rate หรือ CFR) จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น  โดยรวมทุกกลุ่มอายุแล้วอัตราป่วยตายเท่ากับร้อยละ 2.3  
      3. อัตราการตาย (mortality rate per 10 patient days หรือ MR)  ในทางระบาดวิทยานั้น วัดอัตราการตายจากจำนวนตาย หารด้วยประชากรกลุ่มเสี่ยง ในกรณีที่ช่วงเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น แทนที่จะนับจำนวนคนเท่านั้น ก็ใช้จำนวนคนคูณกับช่วงเวลา เป็น Patient Days (PD) เนื่องจากระยะเวลายิ่งนานโอกาสที่จะ Expose ก็ยิ่งมากตามไปด้วย ในการศึกษานี้ใช้ อัตราการตาย ต่อ 10 Patient days (PD) (สันนิษฐานว่าระยะเวลาการดำเนินของโรคน่าจะประมาณ 10 วัน จึงใช้ 10 PD)  จะพบว่าอัตราการตายจะเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และอัตราการตายเฉลี่ยทุกกลุ่มอายุคือ 0.015 รายต่อ 10 PD  และผู้สูงอายุ (60ปี ขึ้นไป) อัตราตาย เป็น 18.6 – 85.9 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 20-29 ปี
    2. เพศ  เพศชายมีอัตราป่วยตาย  (ร้อยละ 2.8 ) สูงกว่าเพศหญิง  (ร้อยละ 1.7 ) หรือชายเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็น 1.6 เท่าของผู้หญิง (Table 1.2)
    3. อาชีพ ผู้เกษียณอายุมีอัตราป่วยตาย (CFR) และอัตราการตายสูงสุด (MR) รองลงมือคือชาวนาและกรรมการ  ซึ่งคิดว่าอายุน่าจะเป็นตัวกวน (Confouding Factor) มากกว่าปัจจัยเรื่องอาชีพ (Table 1.2)
    4. มณฑล (Province)  มณฑล Hubei มีอัตราป่วยตาย  (ร้อยละ 2.9 ) สูงกว่ามณฑลอื่นๆ  (ร้อยละ 0.4 ) หรือผู้ที่เป็น COVID-19 ที่อยู่ในมณฑล Hubei เสี่ยงต่อการเสียชีวิต เป็น 7.4 เท่า เมื่อเทียบกับมณฑลอื่นๆ  และอัตราการป่วยตาย (CFR) ของมณฑลอื่นๆ ใกล้เคียงกับอัตราป่วยตาย (CFR) ของผู้ป่วยนอกประเทศจีน   ซึ่งสาเหตุที่มณฑล Hubei มีอัตราตาย (MR) ที่สูงกว่าน่าจะเกิดจาก จำนวนผู้ป่วยที่ Hubei ที่มากเกินกว่าระบบบริการสาธารณสุขของ Hubei จะรองรับได้ ทำให้ส่งต่อคุณภาพการบริการ หรือมีคนไข้ COVID-19 ที่อาการไม่หนัก หรือไม่มีอาการเป็นจำนวนมาก ที่ไม่ได้มาโรงพยาบาลจึงไม่ได้รับการวินิจฉัย (ตัวหารน้อยกว่าความเป็นจริง)  กลุ่มที่มาโรงพยาบาลจึงเป็นกลุ่มที่มีอาการหนัก ทำให้อัตราป่วยตายสูง เนื่องจากมี Selective Bias (Table 1.2)
    5. มีความสัมพันธ์กับการสัมผัส (Expose) กับเมืองอู่ฮั่น (Wuhan Related exposure) มีอัตราป่วย ตาย (ร้อยละ 2.7) สูงกว่าไม่มีประวัติการ Expose  (ร้อยละ 1.2) หรือเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเป็น 1.9 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มไม่มีประวัติ Exposue กับเมืองอู่ฮั่น (Table 1.2)
    6. การมีโรคประจำตัว (Comorbidity) จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต มากกว่า ไม่มีโรคประจำตัว โดยเรียงลำดับตั้งแต่เสี่ยงมากไปหาน้อยได้แก่ เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (12.4 เท่า)  เบาหวาน (8.1 เท่า) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (7.2 เท่า)  ความดันโลหิตสูง (6.9 เท่า) มะเร็ง (6.5 เท่า) (Table 1.3)
    7. ระดับความรุนแรงของโรค โดย (Table 1.3)
      1. กลุ่มอาการรุนแรงน้อย (ไม่เป็นปอดอักเสบ หรือเป็นปอดอักเสบเล็กน้อย)  พบร้อยละ 80.9 กลุ่มนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต
      2. อาการรุนแรง (มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็วมากกว่า 30 ครั้งต่อนาที Oxygen saturation <93%) PaO2 / FiO2 >300 หรือ lung infiltration >50% ใน 24-48 ชั่วโมง) พบร้อยละ 13.8 กลุ่มนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต
      3. อาการอยู่ในขั้นวิกฤต (ระบบหายใจล้มเหลว หรือ Septic shock หรือมีหลายอวัยวะล้มเหลว)  พบร้อยละ 4.7 ทุกรายที่เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มนี้ โดยมีอัตรป่วยตายร้อยละ 49
    8. ระยะเวลาของการป่วย ในช่วงแรกที่พบการป่วยในช่วงต้นเดือน มค.62 อัตราป่วยตายจะสูง และจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป  โดยอัตราการตายในวันที่ 1 มค.63 จะสูงเป็น 4 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราตายในวันที่ 1 กพ.63 (Table 1.3)




    การป่วยและการเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์


    การป่วยของบุคลากรทางการแพทย์ โดยรวมทั้งกลุ่ม Confirmed ,Suspected ,Clinical Diagnosed และ Asymtomatic จะพบการกระจายของ Cases เป็นดังภาพ

    Table 2 จะเป็นการสรุปการป่วยและเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ (เฉพาะในส่วนที่ Confirmed Cases เท่านั้น) โดยแยกวิเคราะห์เป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ที่เมืองอู่ฮั่นที่เป็นต้นกำเนิดของ COVID-19 จำนวนป่วย 1,088 (64%) เสียชีวิต 3 ราย   กลุ่มที่ 2 ที่มณฑล Hubei โดยไม่รวมเมืองอู่ฮั่น จำนวนป่วย 394 ราย (23%) เสียชีวิต 2 ราย  กลุ่มที่ 3 ที่มณฑลอื่นๆของจีนไม่รวมมณฑล  Hubei จำนวนป่วย 214 ราย (13%) ไม่มีผู้เสียชีวิต และกลุ่มที่ 4  คือภาพรวมของทั้งประเทศจีน (1+2+3 )   จำแนกตามช่วงเวลาที่พบการป่วย ผลสรุปได้ดังนี้

    1. บุคลากรทางการแพทย์ ป่วยด้วย COVID-19 จนถึงวันที่ 11 กพ.63 รวม 1,688 ราย เสียชีวิต 5 ราย อัตราป่วยตายเท่ากับ ร้อยละ 0.3 ต่ำกว่าอัตราการป่วยตายของผู้ป่วยทั่วไป
    2. จำนวนการป่วยพบมากในช่วงวันที่ 21-31 มค.63 มากที่สุด (เป็นช่วง Peak ของคนไข้รายใหม่ ) และลดลงในช่วงหลังวันที่ 1 กพ.63 (มีข่าวการเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้การเข้มงวดในมาตรการทางแพทย์สูงขึ้น)
    3. ร้อยละของระดับความรุนแรงของการป่วยเท่ากับ Severe + Critical ของ บุคลาการทางการแพทย์เท่ากับร้อยละ 17.7 , 10.4 ,7.0 และ 14.6 ของกลุ่มที่ 1 ,2 ,3 และ 4 ตามลำดับ (Table 2)  น้อยกว่า ร้อยละการป่วยระดับ Severe + Critical ของบุคคลทั่วไป ซึ่งเท่ากับร้อยละ 18.5 (Table 1.3) เล็กน้อย

    สรุปความรู้จากหลักฐานทางวิชาการ

    1. COVID-19 เป็นโรคติดต่อที่ติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลา 1 เดือน จำนวนรายเพิ่มจาก 59 รายใน วันที่ 11 มค.63 เริ่มจากเมืองอู่ฮั่นมณฑลหูเป่ย  เพิ่มเป็น 73,332 รายในวันที่ 18 กพ.63 โดยกระจายไป 25 ประเทศ
    2. สาเหตุ COVID-19 ติดต่อได้อย่างรวดเร็วเนื่องจาก มีความรุนแรงต่ำกว่า SARS และ MERS  โดยมีอัตราป่วยตายเท่ากับร้อยละ 2.7 (1) (นอกประเทศจีนอัตราป่วยตายร้อยละ 0.3 )   ในขณะที่  SARS หรือ MERS ที่มีอัตราป่วยตาย ร้อยละ 10 และ 30 ตามลำดับ  และผู้ป่วยร้อยละ 80.9 มีอาการไม่รุนแรง (2)   และ ร้อยละ 1.2 ที่ไม่มีอาการ/อาการแสดง(2)   ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถที่จะเดินทางออกนอกบ้านได้ จึงยากต่อการคัดกรองและการควบคุม รวมถึงการเดินทางออกนอกประเทศทั้งการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้โรคแพร่กระจายประเทศอื่นอย่างรวดเร็ว
    3. กลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิต (2) ได้แก่ ผู้สูงอายุ (เด็กติดเชื้อน้อยและไม่พบเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีเสียชีวิต)  มีโรคประจำตัวได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบหายใจเรื้อรัง และมะเร็ง)  เพศชายเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิง
    4. ระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน (3) (โดยมีค่ามัธยฐาน 5.2 วัน (4.1-7.0 วัน)  95 Percentile อยู่ที่ 12.5 วัน (3) ระยะฟักตัว อย่างเป็นทางการจึงใช้ 14 วันอยู่)
    5. ผู้ติดเชื้อ 1 คนสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ ประมาณ 2.2 คน  [ค่า R0 = 2.2 (1.4-3.9) ] (3)
    6. สัตว์ที่เป็นพาหนะนำโรคยังไม่ทราบแน่ชัด (สงสัยค้างคาว )  
    7. วิธีการแพร่กระจายเชื้อ คือ ละออลฝอยของเชื้อที่ปนไปกับน้ำมูล น้ำลาย (Droplet borne) และ จากการสัมผัส (Contact Borne)  (จะเป็น Air borned ได้ในกรณียกเว้น เช่นใช้เครื่องละอองฝอย)

    8. วิธีการป้องกันโรคสำหรับบุคคลทั่วไป  การป้องกัน Droplet borne หลีกเลี่ยงไปสถานที่ที่มีคนมาก ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ใส่หน้ากากอนามัย  หน้ากากอนามัยที่แนะนำคือ
      1. คนปกติที่ไม่ป่วย สามารถใส่หน้ากากอนามัยแบบผ้าได้ เพราะสามารถถอดซักได้ และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคที่เป็น Droplet borne
      2. คนป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ให้ใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ โดยล้างมือให้สะอาดก่อนใส่ หันด้านสีฟ้าหรือเขียวออกด้านนอก คล้องสายหน้ากากอนามัยกับใบหู  บีบลวดด้านบนให้กระชับดั้งจมูกและใบหน้า ดึงด้านล่างให้คลุมถึงคาง ปิดช่องด้านบนและด้านข้างให้แนบใบหน้าให้มากที่สุดเพื่อป้องกันการรอดผ่านช่องทั้งรอดเข้าและรอดออก
      3. บุคลากรทางการแพทย์ หรือกรณีที่จะป้องกัน PM 2.5  ใส่หน้ากากอนามัยแบบ N95
    9. วิธีการป้องกันโรคสำหรับบุคคลทั่วไป  ที่เป็น Contact Borne เนื่องจากเชื้อ Corona Virus ที่ลอยตัวอยู่ในอากาศแบบ Droplet จะตกลงสู่พื้นส่วนใหญ่ประมาณไม่เกิน 3 ฟุต และเมื่อตกลงพื้นผิวต่างๆแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ได้อาจจะนานถึง 9 วัน (ขึ้นกับประเภทของพื้นผิว อุณหภูมิและความชื้น ) จึงมีโอกาสที่มือเราจะสัมผัสพื้นผิว แล้วไปสัมผัสบริเวณใบหน้าทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้  สรุป การลทำความสะอาดสถานที่ โดยเฉพาะพื้นผิวที่มีโอกาสสัมผัสมาก เช่น ลิฟท์ บันไดเลื่อน ลูกบิดประตู  ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเช่น 70% แอลกอฮอร์ หรือถ้าไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อก็ต้องใช้สบู่เป็นอย่างน้อย หรือในกรณีที่มีคนเป็นหวัดแล้วกินอาหารร่วมกันโดยไม่ใช้ช้อนกลางก็มีโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้  เพราะฉะนั้น การกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ จึงเป็นวิธีการง่ายๆสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบบ Contact borne. โดย
      1. จำนวนวันที่ corona virus สามารถอยู่ได้บนพื้นผิว อยู่ในช่วง 2-9 วัน ดังตาราง
      2. น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด corona virus ได้แก่ 70% แอลกอฮอร์ (ดูใน column Reduction of viral infectivity)

    เอกสารอ้างอิง

    1. Web site สมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย (THLA)  http://doh.hpc.go.th/bs/index_graph.php?series=COVID-19 โดยข้อมูลดิบนำมาจาก Coronavirus disease (COVID-2019) situation reports  https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/situation-reports
    2. The Epidemiological Characteristics of an Outbreak of 2019 Novel Coronavirus Diseases (COVID-19) — China, 2020) China CDC Weekly.
    3. Early Transmission Dynamics in Wuhan, China, Novel Coronavirus–Infected Pneumonia – New England Journal of Medicine
    4. สรุปสถานการณ์การระบาดของ Corona Virus ธ.ค 62-19 กพ.63