Contents:

  • ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy คืออะไร
  • COVID-19 Literacy อธิบายด้วย Health Believe Model
  • ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพื้นฐาน(Functional Health Litreacy)
  • ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับปฏิสัมพันธ์ (Interactive Health Litreacy)
  • ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับวิพากษ์ (Critical Health Litreacy)
  • การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ

  • ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy คืออะไร

    1. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือ ทักษะ ทางด้านปัญญาหรือ สังคม ในการสร้างแรงจูงใจ หรือความสามารถในการ เข้าถึง Access เข้าใจ Understand ประเมิน Assess และ นำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับมา ไปสู่การปฏิบัติ Applyและผลการปฏิบัตินั้นเกิดผลดีต่อสุขภาพ
    2. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ มี 3 ระดับ ได้แก่
      1. Functional Health Litreacy ระดับพื้นฐานที่จะพอที่จะนำไปใช้งานได้ เช่นรู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรค หรืออะไรเป็นความเสี่ยง รู้ว่าโรคนั้นมีอาการอย่างไร และถ้าเป็นโรคนั้นแล้วเมื่อไหร่จะไปรักษา และไปรักษาที่ไหน และเมื่อไปรับการรักษา มีความเข้าใจในการปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์
      2. Interactive Health Litreacy เป็นความรอบรู้ที่เพิ่มมากขึ้นจากความรู้ด้านสุขภาพระดับพื้นฐาน คือ เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยประสบมาก่อน มีทักษะในด้านปัญหาในการสังเคราะห์ความรู้เดิมมาเป็นความรู้ใหม่ หรือใช้ทักษะทางสังคมในการสอบถาม หรือฝึกฝนจนเกิดทักษะที่สามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเผชิญก่อนหน้านี้ได้อย่างเหมาะสม
        (Key word ที่จะบ่งบอกว่ามี ความรอบรู้ในระดับ Interactive คือ เจอสถานการณ์ใหม่ก็มีทักษะที่จะจัดการปัญหาใหม่นั้นได้อย่างเหมาะสม)
      3. Critical Health Literacy คือมีความรอบรู้ที่เพิ่มจากระดับ Interactive คือ นอกจากทราบถึงสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคแล้ว ยังรู้ลึกไปถึงความเชื่อมโยงของปัจจัยทางเศรษบกิจและสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพ การจะจัดการปัญหาด้านสาธารณสุขนั้น จำเป็นต้องยกระดับปัจจัยกำหนดสุขภาพเหล่านั้นควบคูกันไปด้วยถึงจะสามารถแก้ปัญหาในระดับราก (Root Cause) ได้ นอกจากตนจะรอบรู้แล้ว ยังมีความสามารถหรือทักษะในการเคลื่อนไหวทางสังคมให้กลุ่มต่างๆเกิดความรอบรู้ ทั้งกลุ่มประชาสังคม และผู้กำหนดนโนบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมมาตัดสินใจร่วมกันเพื่อเลือกแนวทางปฏิบัติที่ส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งต่อระดับบุคคลและระดับครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ
        (key word คือ รู้ถึง Determinant of Health และมีทักษะในการทำ Social Mobilization เพื่อรวมพลังทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้เกิดความยุ่งยืน)

      COVID-19 Literacy อธิบายด้วย Health Believe Model

      การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ หรือ COVID-19 นั้น ทำให้สังคมไทย เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเด็นเกี่ยวกับ COVID-19 ได้อย่างดี ถ้าถามว่า อะไรทำให้เกิดความตระหนักถึงภัยที่จะเกิดจาก COVID-19 ก็ต้องยก Health Belief Model มาอธิบายดังนี้

      1. ตัวแปรด้านประชากรและสังคมจิตวิทยา (Demographic and pyschosocial Variable) ได้แก่ อายุ เพศ การศึกษา เชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งจะส่งผลต่อการรับรู้ในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การรับรู้ส่วนบุคคล การรับรู้ภัยคุกคาม การรับรู้ประโยชน์ หักลบด้วย อุปสรรคในการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน
      2. การรับรู้ส่วนบุคคล (Individual Perception) ประชาชนรับทราบว่า COVID-19 ติดต่อง่าย และระบาดไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่มีนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมาเที่ยวมากที่สุด จึงมีโอกาสเสี่ยงมากที่สุด (Percieved Susceptability to disease) และรับทราบว่า COVID-19 เป็นแล้วมีความรุนแรงจนเสียชีวิตได้ (Perceived Severity of disease)
      3. การรับรู้ภัยคุกคามจาก COVID-19 (Perceived Threat of disease) ประชาชนรับทราบถึงภัยคุกคามของ COVID19 ไม่เฉพาะต่อสุขภาพเท่านั้น ยังกระทบต่อเศรษฐกิจ ปากท้องและความเป็นอยู่ของตนเอง ดังนี้
        1. COVID-19 ติดต่อได้ง่าย ถ้าเป็นแล้วมีโอกาสปอดอักเสบรุนแรงจนเสียชีวิตได้ และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และยาที่ใช้ในการรักษา ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาว่าวิธีการใดเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผล/li>
        2. เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างทันตาเห็น ทำให้เห็นภัยคุกคามมากกว่าทางสุขภาพ ตัวอย่างเช่น
          1. นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมากทันทีที่ประเทศจีนปิดเมือง ทั้ง กทม. พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต เงียบเหงา สนามบินที่เคยเนืองแน่นก็ลดลงอย่างมาก และส่งกระทบต่อการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวและภารบิน
          2. จีนปิดเมืองเพื่อจัดการโรคระบาด เกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ภาคการผลิตอื่นๆ มีปัญหาตามไปด้วย รวมถึงการส่งผลไม้หรืออาหารต่างๆ ไปประเทศจีนลดน้อบไปด้วย ทำให้กระทบต่อภาคการเกษตรด้วย
          3. การคาดการณ์ GDP ของทั่วโลกลดลง รวมทั้งประเทศไทยด้วย เกือบทุกภาคอุตสาหกรรมไม่กล้าลงทุนในสภานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การเห็นแนวโน้มการระบาดของ COVID-19 เพิ่มมากขึ้น นอกจาก Asia ตะวันออก คือ จีน เกาหลี ญี่ป่น ไปยังยุโรป ตะวีนออกกลาง ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดัชนีลดลง ช่วง 4 วันคือวันที่ 24-26 กพ.63 ดัชนีหลักทรัพย์ของประเทศไทย 120 จุด มูลค่าตลาดลดลงถึง 2 ล้าน ล้าน หรือเป็น 2 ใน 3 ของงบประมาณแผ่นดิน ภายใน 4 วัน
          4. ถ้าสัมผัสกับผู้เป็นโรคหรือกลุ่มเสี่ยงต้องถูกกักกัน (Quranteen) 14 วันเพื่อดูว่ามีอาการหรือไม่ การถูกกักกันอยู่ที่บ้าน 14 วันจะทำให้เกิดความยากลำบาก เนื่องจากไปทำงานไม่ได้ และถ้าไม่กักตัวเองไว้อยู่ที่บ้าน ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น จะผิดกฎหมาย และมีโทษปรับสูงสุดถึง 20,000 บาท หรือถูกลงโทษทางสังคม (Social Sanction)
      4. Cues to action หมายถึง Actions ที่ส่งสัญญาณที่เป็นนัย ทำให้ประชาชนรับรู้ถึงภัยคุกคามจาก COVID-19 มากขึ้น นอกจากนั้นยังส่งผลต่อโอากาสที่จะเกิดพฤติกรรมตามมาตรการป้องกันมากขึ้นด้วย ได่แก่
        1. การเสนอข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากสื่อกระแสหลัก และ Social Media ทั้งข่าวสารของการระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลก การเสียชีวิต ทั้ง ประชาชนทั่วไป บุคลากรทางการแพทย์ และนักการเมือง และการเสนอข่าวเรื่องการถูกกักกันตัวนานถึง 14 วัน ถ้าสัมผัสผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง
        2. การได้รับคำแนะนำจาก กระทรวงสาธารณสุข หรือจากโลก social ในการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้โรคแพร่กระจายไปถึง phase 3 ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจ
        3. ข้อมูลข่าวสารในเรื่อง COVID-19 นั้นท่วมทะลัก ทุกวงการสนทนา พูดเรื่อง COVID-19 เกิดการหาข้อมูลเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร จริงบ้างเท็จบ้าง แต่สิ่งที่เป็นเท็จมักจะได้รับการแก้ไขให้ถูกในท้ายทึ่สุด
      5. การรับรู้ประโยชน์ที่ได้รับหักลบด้วยความยากในการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน (Perceived Benefit minus barrier to preventive measure) ถ้าประโยชน์มากกว่าความยากที่จะดำเนินการป้องกัน ร่วมกับ การรับรู้ภัยคุกคาม จาก COVID-19 จะส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสที่จะดำเนินการตามมาตการป้องกัน
      6. การรับรู้ว่าตนเองสามารถปฏิบัติตามมาตรการป้องกันนั้นได้ (Perceived Self Efficacy) ส่วนนี้คือส่วนที่เพิ่มเติมจาก Health Believed Model ดั้งเดิม เนื่องจากเห็นว่า ถ้ามาตรการในการป้องกันนั้นยาก เช่น ต้องคุมอาหาร ต้องมีวินัยในการออกกำลัง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ โอกาสจะเกิดพฤติกรรมตามมาตรการป้องกันก็จะยาก ถ้าเพียงใส่ Mask เวลาออกนอกบ้าน อยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชาติ ล้างมือบ่อย เป็นเรื่องที่ไม่ยากโอากาสจะเกิดพฤติกรรมตามมาตรการป้องกันก็จะมาก
      7. ความน่าจะเป็นที่จะดำเนินการตามมาตรการป้องกัน (Likelihood of taking recommened Preventive Action COVID-19 นั้นเป็นตัวอย่างที่ทุกปัจจัยที่ได้กล่าวมา ส่งผลทำให้ประชาชนร่วมมือ

      ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพื้นฐาน(Functional Health Litreacy)

      ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพื้นฐาน Key word คือ รู้จักโรคและอาการของโรค อะไรคือความเสี่ยง จะป้องกันตัวเองอย่างไร ถ้าป่วยจะไปรับการรักษาที่ไหน และสามารถปฏิบัติตัวตามแผนการรักษาได้ ในกรณีของ COVID-19 ระดับ Functional Health Literacy ได้แก่
      1. โรคโคโรนาสายพันธ์ใหม่ที่ชื่อ COVID-19 เป็นโรคระบาดที่เกิดจากเชื้อไวรัสตระกูลโคดรนา ระบาดไปทั่วโลก ติดต่อง่าย และผู้ที่เป็นบางรายอาการหนัก จนเสียชีวิต
      2. การติดต่อมาสู่คน ด้วย 2 วิธีคือการสูดเอาเชื้อไวรัสที่ปนมากับละอองฝอยของน้ำมูกน้ำลาย (Droplet Borne) หรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีไวรัสนั้นอยู่ (Contact born)
      3. วิธีป้องกันคือ สวมหน้าการอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ
      4. อาการที่สงสัยจะเป็น คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ และสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยงได้แก่ นักท่องเที่ยวในประเทศที่มีการระบาดของโรค เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ป่น สิงคโปร์ หรือคนที่ทำงานใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว เช่น ไกด์นำเที่ยวหรือแทกซี่ หรือไปในประเทศที่เป็นประเทศเสี่ยง
      5. ถ้าสงสัยว่าตนติดโรคโควิดหรือไม่ เมื่อมีอาการดังกล่าว (ไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูกหรือมีน้ำมูก ) ร่วมกับมีประวัติสัมผัสกลุ่มเสี่ยง หรือไปในที่ชุมชนหนาแน่น หรือไปในสถานที่เสี่ยงให้ไปพบแพทย์

      การวัด Helath Literacy ในเรื่อง Covid-19 ของประชาชน ในระดับ Function Health Literacy

      1. สามารถตอบคำถาม (Frequece Ask Question) ของ WHO ในเรื่อง Covid-19 ได้ Link ไปดูคำถาม
      2. แสดงพฤติกรรมในภาวะปกติที่ไม่ใช่สถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยประสบ ได้แก่ ใส่ Mask กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ และ Social Distancing
      3. เมื่อมีอาการหวัด แยกตัวเองอยู่ที่บ้่าน และเมื่อสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย Covid-19 กักกันตัวเองที่บ้าน

      ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Health Litreacy)

      ความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับปฏิสัมพันธ์ คือความรอบรู้ที่เพิ่มเติมจากระดับพื้นฐานคือ มีทักษะที่จะนำความรู้จากแหล่งต่างๆ มาสังเคราะห์ความรู้ใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเผชิญก่อนหน้านี้ได้ ความรู้ที่ได้นั้นได้มาจากหลายวิธี ทั้งใช้ทักษะทางปัญหา (Cognitive skill) ในการค้นหาข้อมูลแล้วนำมาคิดเชิงสัมพันธ์ด้วยหลักตรรกะทางเหตุและผล รวมทั้งการใช้ทักษะทางสังคม (social skill) ในการสอบถามหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้รู้ต่างๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า นักข่าวที่ทำการบ้านมาดี มี Health Literacy ถึงระดับนี้มากกว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางคนเสียอีก Interactive หรือ Communicative Health Literacy เช่น
      ความรู้เดิม บูรณาการความรู้ใหม่ ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่
      โคโรนาไวรัสรวมกับ Droplet มีขนาด 5 ไมครอน ไวรัสออกมาเวลาไอ จามหรือพูด และไปได้ไกลประมาณ 1 เมตร (3 ฟุต) ก็จะตกลงสู่พื้น หน้ากากอนามัยกรองได้ขนาด 3 ไมครอนได้เกือบหมด ส่วนหน้ากากผ้ากรองขนาด 5 ไมครอนไดมากกว่า 50% คนที่เป็นหวัดควรใส่หน้ากากอนามัยมัย คนไม่ป่วยสามารถใช้หน้ากากผ้าได้ แม้จะกรองไม่ได้ 100% แต่เว้นระยะห่าง 1 เมตรร่วมด้วยก็น่าจะกันได้ 100%
      ไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่ในพื้นผิวได้ระยะเวลาขึ้นกับ อุณหภูมิ ความชิ้น และลักษณะของพื้นผิวว่าเรียบหรือขรุขระ หรือประเภทของพื้นผิว เช่น ไม้ กระดาษ พลาสติก หรือโลหะ แอลกอฮอร์กำจัดไวรัสได้ น้ำและสบู่กำจัดไวรัสได้แต่ต้องใช้เวลา 20-40 วินาที มือเป็นอวัยวะที่นำไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทาง จมูก ปาก ตา ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ระยะเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าหาน้ำและสบู่ไม่ได้ ใช้เจลแอลกอฮอร์ 70% พยายามไม่เอามือไปสัมผัสพื้นผิวต่างๆ ได้แก่ ที่จับประตู ลิพท์ ราวบันได ลูกบิดประตู รวมถึงหน้ากากอนามัย และไม่ใช้มือสัมผัส ปาก จมูก ตา และใบหน้า
      คนที่ติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 80 อาการไม่หนัก (ไม่มีอาการ 20%+มีอาการ แต่ไม่หนัก 60 %) ร้อยละ 20 อาการหนัก (15% หนัก +5% หนักมากต้องเข้า ICU) ( ระยะหลังพบกลุ่มที่ไม่มีอาการมากขึ้น และผู้ติดเชื้อสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ก่อนที่จะมีอาการ และกลุ่มที่ไม่มีอาการก็สามารถที่จะแพร่เชื้อได้เหมือนกัน เมื่อรับเชื้อแล้วส่วนใหญ่มีอาการหลังจากรับเชื้อ 5-6 วัน แต่อาจจะนานได้ถึง 14 วัน ระยะฟักตัวจึงต้องใช้ 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ถ้ามีอาการไข้หวัดโดยไม่มีประวัติสัมผัสความแยกตัวเอง 14 วัน (Self Isolation) แต่ถ้ามีประวัติสัมผัส ควรกักกันตัวเอง (Self quarantine) 14 วัน ถ้ามีอาการให้ไปพบแพทย์ โดยไม่ปกปิดว่ามีประวัติสัมผัส
      ควรใส่ mask เวลาออกนอกบ้าน รวมถึงการไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะก็ควรใส่ Mask ด้วย การใส่ mask ออกกำลังกายจะทำให้อึดอัด เนื่องจากเมื่อเวลาหายใจเข้าจะสูดเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ขังอยู่ใน Mask เข้าไปด้วย และมีปริมาณออกซิเจนจะต่ำลง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนัก ชีพจรเต้นเร็วขึ้น หน้ากากอนามัยเวลาเปียกเหงื่อจะทำให้การระบายอาการแย่ลง และประสิทธิภาพในการกรองก็จะลดลงไปด้วย เวลาป่วยไม่ไปออกกำลังกาย เวลาไปออกกำลังกายเตรียม mask ไปมากกว่า 1 อัน ไม่ออกกำลังกายที่มีความหนักมากเมื่อเวลาใส่ mask เวลารู้สึกเหนื่อยให้ลดความแรงของการออกกำลังกาย ในช่วงที่ห่างคนมากกว่า 10 เมตร ให้ขยับ mask เพื่อระบายระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไชด็ใน mask ออก เวลา mask เปียกมากให้เปลี่ยนใหม่ หรือถ้าจะให้ดี ให้ไปหาสถานที่วิ่งที่ห่างไกลผู้คน เพื่อไม่ต้องใส่ mask และรีบใส่เมื่อพบคนในระยะ 20 เมตร เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง และไม่แพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น ถ้าเว้นระยะห่างถึง 20 เมตรแล้ว
      เวลาไม่ป่วย ใส่หน้ากากผ้าก็เพียงพอ เพื่อที่จะมีหน้าการอนามัยและหน้ากาก N-95 ให้แพทย์ นิยามของการสัมผัสอย่างใกล้ชิด หรือ Closed contact คือ การอยู่บ้านเดียวกันกับผู้ป่วยโควิด-19 หรือ อยู่ห่างจากผุ้ป่วยดควิด-19 ไม่เกิน 1 เมตรถือว่าสัมผัสใกล้ชิด เมื่อต้องขึ้นรถไฟฟ้า BTS จะพบว่าผู้โดยสารหน้าแน่น ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ 1 เมตร และก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า คนรอบข้างเรามีผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่ เพราะว่าเชื้อสามารถที่จะแพร่ได้ก่อนจะมีอาการ หรือมีบางรายไม่มีอาการ เพราะฉะนั้นในสถานการณ์อย่างนี้ ควรใช้หน้ากากอนามัยมากกว่า และเมื่อไปถึงที่หมายต้องถอดหน้ากากออก ล้างมือ ถ้าเป็นไปได้ควรอาบน้ำ สระผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย
      Communcative หรือ Interactive Health Litercy นั้น จำเป็นต้องใช้ทักษะทางสังคม ร่วมกับทักษะทางปัญญา เพื่อให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และนำสู่การปฏิบัติได้ โควิด-19 ระบาดมาเป็นเวลา 4 เดือน สังคมไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับโควิด-19 จาก Web site ทีวี หนังสือพิมพ์ รวมถึงระบบการสื่อสา หรือ Social Media ทำให้ได้เห็นตัวอย่างที่รูปธรรมของการนำศัพท์ยากๆ ไปสู่การปฏิบัติ เช่น Social Distancing , Self Isolation , quaratine ทั้ง State quarantine ,Local quarantine ,Self quaratine ,stay at home ทำให้การครอบคลุมของการใส่ mask การล้างมือ การใช้ gel alcohol ,การวัดอุณหภูมิ การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆที่มีโอกาสที่มือจะไปสัมผัสสูง และการทำ social Distancing นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องสอน แต่รู้จากการเห็นตัวอย่าง จึงส่งผลต่อการนำสู่การปฏิบัติ นี่คือจุดต่างของ Health Literacy (คือทักษะที่จะทำให้เกิดการนำไปใช้จริง ซึ่งอาจจะทำพฤติกรรมนั้นโดยรู้จริงจากมีทักษะทางปัญญาร่วมกับกระบวนการทางสังคม หรือไม่รู้แต่เห็นเขาทำก็ทำตามเกิดผลดีเลยทำต่อเนื่อง ภือเป็นกระบวนการทางสังคม ) กับ Health Education (ความรู้ แต่จะเหนี่ยวนำให้เกิดการกระทำหรือไม่ ไม่ทราบ)

      การวัด Helath Literacy ในเรื่อง Covid-19 ของประชาชน ในระดับ Interactive Health Literacy (เน้นที่ Key word คือ เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ สามารถสังเคราะห์ความรู้ และตัดสินใจเลือกทางเลือกได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์)

      1. ผ่านการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในเรื่อง Covid-19 ในระดับพื้นฐาน
      2. เจอสถานการณ์ใหม่ที่เป็นทาง 2 แพร่ง สามารถประเมินผลดี ผลเสียของแต่ละทางเลือกและให้คะแนนแต่ละทางเลือก จากนั้นประเมินทางเลือก และตัดสินใจเลือกทางเลือกได้อย่างเหมาะสม ทันเวลาและเข้าได้กับสถานการณ์ เช่น สวม mask ขณะออกกำลังกาย ผลดี คือป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ผลเสีย อาจจะเกิดการขาดออกซิเจน หรือคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ในสถานการณ์ดังกล่าว ต้องมี Interactive Health Literay ถึงจะสามารถตัดสินใจหาทางเลือก หรือจะเดินสายกลาง คือ ใส่ Mask เมื่อวิ่งผ่านคน และขยับ Mask เพื่อให้มีอากาศหายใจ หรือลดการคั่งคาร์บอนไดออกไซด์ใน Mask เป็นต้น
      3. รู้จัก apply เรื่อง ทำความสะอาด , ใส่ Mask ,ล้างมือ ,และ Social Distancing ได้อย่างเหมาะสม สร้างสรรค์ หรือบางครั้งมีอารมณืขัน ดังรูปด้านล่าง

      การทำความสะอาด (ภาพจาก Web site)

      การใส่ Mask (ภาพจาก Web site)

      Face Shield (ภาพจาก Web site)

      Gel Alcohol (ภาพจาก Web site)

      Social Distancing (ภาพจาก Web site)

      ความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับวิพากษ์ (Critical Health Litreacy)

      เป็นความรอบรู้ด้านสขภาพระดับกูรู โดย
      1. รู้ทั้งปัญหา (ทุกข์) และสาเหตุของปัญหา (สมุทัย) เป้าหมายหรือจุดหมายปลายทางที่ (นิโรธ) และวิธีปฏิบัติที่สามารถทำได้จริงในการแก้ปัญหา (มรรค)
      2. รู้แบบแผนของการระบาด และกลยุทธ์ในการจัดการในแต่ละระยะ ดังรูปที่ A-1
      3. รู้ผลกระทบจากโรครวมกระทั่งมาตรการในการแก้ปัญหา ว่ามีกี่ phase และจะจัดการในแต่ละ Phase อย่างไร (ดังรูปที่ A-2) เช่น เมื่อ lock down แล้วจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมอย่างไร กลุ่มไหนเป็นกลุ่มอ่อนไหวที่จะต้องเยียวยาเป็นลำดับแรก
      4. สามารถออกข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือเชิงมาตรการ และสามารถเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Mobilization) เพื่อให้ทุก Actors ทำบทบาทของแต่ละ Actors เช่น
        1. ผู้กำหนดนโยบาย ควรออกนโยบายอะไร
        2. ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมและป้องกันโรค ต้องทำอะไร
        3. ผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ ต้องทำอะไร
        4. ผู้ให้บริการ หรือ Provider ต้องทำอะไร
        5. ผู้ที่ต้องปกป้องประชาชน เช่น อย.หรือตำรวจ ต้องปกป้องปรชาชนอย่างไร
        6. ประชาชนและประชาสังคมต้องตื่นรู้และทำอะไร เป็นต้น

        การวัด Helath Literacy ในเรื่อง Covid-19 ในระดับ Critical Health Literacy (เน้นที่การมององค์รวมทั้งมิติสุขภาพ และมิติชองเสรษฐกิจสังคม และสามารถที่จะเคลื่อนไหวทางสังคมหรือชี้นำทางออกให้สติแก่สังคมได้

        1. มีความรอบรู้ด้านสุขในระดับ Interactive Health Literacy
        2. เห็นความเชื่อมโยง บูรณาการ และมีทักษะที่ครอบคลุมทั้ง 3 Health Promotion Action ได้แก่
          1. Health Education & Communications เพื่อให้เกิด Health Promotion output คือ Health Literacy ซึ่งจะส่งผลให้เกิด Healthy Behaviors ที่จะป้องกัน COVID-19 ได้แก่ ใส่ Mask กินร้อน ข้อนกลาง ล้างมือ และ Social & Physical Distancing
          2. Social Mobilization คือสามารถเคลื่อนไหวทางสังคม จนทำให้เกิด Health Promotion Output คือ Social Action ที่จะรวมพลังให้ทุกภาคส่วนของสังคม เกิดพฤติกรรมทางสุขภาพระดับชุมชน และขยายไปกว้างขวางทั้งประเทศ รวมถึงการเกิด All Social Services ที่จะสนับสนุนการเอาชนะ COVID-19 (Healht Promotion Outcome)
          3. Advocacy คือการให้ข้อเสนอเชิงนโยบายหรือมาตรการ แก่ผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้เกิด Health Promotion Output คือ นโบาย กฏระเบียบหรือกฎหมายต่างๆ เป็นต้น
        3. บูรณาการมิติของสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้ง Health Buden และ Social Economic Burden เป็น Total Burden เป็น End Point of Evaluation (ดังภาพ

        การระบาดของ COVID-19 ครั้งนี้ ได้ยกระดับ Health Literacy ในทุกระดับ

        การระบาดของ COVID-19 ได้ยกระดับ Health Literacy ของคนไทยดังนี้
        1. คนไทยมี COVID-19 Liteacy อย่างน้อยในระดับ Functional Health Literacy
        2. การแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งจากสื่อกระแสหลัก หรือสื่อ Social ทีเป็นแบบ Interactive ทำให้สามารถยกระดับ Health Liteacy จากระดับ Functional ไปสู่ Interactive Health Literacy คือสามารถ Combine ความรู้จากแหล่งต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในสภานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อยได้
        3. ได้เพิ่มคนที่มี Health Literacy ระดับกูรูเพิ่มจากเดิมมาก ซึ่งเดิมมีผู้รู้ระดับนี้ไม่กี่คน จากข้อมูล ความรู้และงานวิจัยที่แพร่หลายมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีผู้รู้ระดับกูรูเพิ่มขึ้น