Coronavirus: Why You Must Act Now Politicians, Community Leaders and Business Leaders: What Should You Do and When? : Thomas Pueyo


  1. บทนำ
  2. มี coronavirus ในพื้นที่ของคุณกี่ราย ?
    1. ประเทศทางตะวันออก
    2. รัฐวอชิงตัน
    3. อ่าวในซานฟรานซิสโก
    4. ฝรั่งเศสและปารีส
    5. สเปนและแมดริก
  3. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการระบาดของ COVID-19 มากอย่างมีนัยสำคัญ
    1. อะไรคือสิ่งที่จะต้องเตรียมตัว
    2. ภาพของผู้ป่วย COVID-19 ที่มาโรงพยาบาลอย่างล้นหลาม เป็นอย่างไร
  4. คุณควรทำอะไร?
    1. จะทำอย่างไร เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ (Social Distancing)
    2. เรียนรู้การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 1918
    3. นักการเมืองจะมีส่วนสนับสนุน Social Distancing อย่างไร
    4. มาตรการควบคุมการติดเชื้อให้อยู่ในวงจำกัด (Containment)
    5. มาตรการบรรเทาปัญหา (Mitigation)
    6. ภาคธุรกิจมีส่วนสนับสนุนอะไร
  5. ทำเมื่อไหร่?

บทนำ

แปลจาก https://medium.com/@tomaspueyo/coronavirus-act-today-or-people-will-die-f4d3d9cd99ca
บทความนี้มีผู้เข้าอ่านแล้ว 28 ล้าน views เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ Coronavirus อาจเป็นเรื่องยากมากที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรในวันนี้ คุณควรจะรอข้อมูลเพิ่มเติม หรือไม่ก็ทำอะไรเสียตั้งแต่วันนี้ และจะทำอะไร? นี่คือสิ่งผู้เขียนจะกล่าวถึงในบทความนี้ โดยมีแผนภูมิข้อมูลและแบบจำลองมากมาย อัปเดตเมื่อ 3/13/2020 เพื่อสะท้อนให้เห็นการจัดการ COVID-19 ด้วย 2 กลยุทธ์
  1. กลยุทธ์ที่ 1 คือ ควบคุมเพื่อจำกัดจำนวนการเพิ่มของผู้ป่วยให้อยู่ในวงจำกัด (Containment)
  2. กลยุทธ์ที่ 2 คือ การบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 เมื่อการจำกัดวงล้มเหลว (Mitigation)
coronavirus กำลังมาหาคุณ มันเพิ่มด้วยความเร็วแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล: เริ่มจากค่อยๆแล้วก็เพิ่มแบบก้าวกระโดดโดยทันใด มันจะเป็นวัน อาจจะเป็นหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เมื่อไรระบบการดูแลสุขภาพของคุณเกิดความโกหาหลที่ไม่สามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยที่มากมาย พลเมืองเพื่อนของคุณจะได้รับการปฏิบัติที่โถงทางเดิน เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพที่เหนื่อยล้าและจะหมดแรง และบุคลากรทางการแพทย์บางคนตายเนื่องจากติดเชื้อ มันเป็นเรื่องยากและลำบากใจของพวกเขาจะต้องตัดสินใจว่าคนไข้คนใดจะได้รับออกซิเจนและคนใดจะตาย วิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้คือ ต้องเว้นระยะหาสงทางสังคม (Social Distancing) ในเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ แต่ต้องเป็นในวันนี้ นั่นหมายถึงการรักษาบ้านรักษาเมือง ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ในฐานะนักการเมืองผู้นำชุมชนหรือผู้นำธุรกิจคุณมีอำนาจและความรับผิดชอบในการป้องกันปัญหานี้ คุณอาจมีความกลัวในวันนี้ว่า : แต่ใน 2-4 สัปดาห์เมื่อโลกทั้งโลกอยู่ในช่วงวิกฤตจาก COVID-19 จนไม่รู้จะทำอะไร เกิดคำใหม่ขึ้นในชื่อว่า การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) มันสำเร็จมาแล้วที่หูเป่ย ถ้าคุณตัดสินใจ คุณสามารถช่วยชีวิตผู้คนไว้มากมาย ประชาชนจะไม่วิจารณ์คุณอีกต่อไปพวกเขาจะขอบคุณสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้อง ตกลงมาทำสิ่งนี้กัน

มี coronavirus ในพื้นที่/ประเทศ ของคุณกี่ราย ?

จำนวนรายของ COVID-19 เพิ่มแบบยกกำลัง (Exponential) จนกระทั่งประเทศจีนสามารรถควบคุมการเพิ่มจำนวแบบยกกำลังได้ แต่ผู้ป่วยได้แพร่กระจายออกไปนอกประเทศจีน และมันได้ระบาดไปทั่วโลก (pandemic) แล้วในตอนนี้ โดยไม่มีใครสามารถที่จะหยุดยั้งมันได้
จำนวนรายของ COVID-19 นอกประเทศจีน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ อิตาลี อิหร่าน และเกาหลัใต้
COVID-19 ของประเทศต่างๆนอกประเทศจีน ซึ่งจำนวนรายส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ เกาหลีใต้ อิตาลี และอิหร่าน ส่วนประเทศที่เหลืออื่นๆ ยังพบจำนวนรายน้อยมาก สามารถ Zoom เข้าไปไดูได้ที่มุมขวาล่าง
การเพิ่มจำนวนของหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป จะเพิ่มแบบยกกำลัง (Exponential)
ถ้าเราติดตามการเพิ่มจำนวนรายของ COVID-19 ภายใน 1 อาทิตย์ของประเทศต่างๆ จะพบว่า ประเทศที่จำนวนรายเกินขีดสีแดง จำนวนจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในทุกๆ 2 วัน
จากข้อมูลที่ได้มาสามารถนำมาทำนายจำนวนรายของ COVID-19 ในอนาคต จะเห็นว่ามันเพิ่มขั้นอย่างมาก ถ้าคุณอยากเข้าใจสิ่งที่มันเกิดขึ้น หรือวิธีในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น คุณต้องศึกษาสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อเกิดการระบาดของโรค SARS ในประเทศจีนและประเทศทางตะวีนออก และสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ประเทศอิตาลี
นี่เป็นภาพที่สำคัญที่สุด กราฟแท่งสีส้ม แสดงจำนวนรายของ COVID-19 ของมณฑลหูเป่ย สีส้มเป็นจำนวนรายของ COVID-19 ที่ได้รับการวินิจฉัยในแต่ละวัน ส่วนกราฟแท่งสีเทา แสดงจำนวนรายที่เกิดขึ้นจริง โดยการซัก ถามย้อนกลับไปว่า เริ่มมีอาการในวันที่เท่าไร ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะไม่ทรายว่ามีจำนวนรายที่เกิดขึ้นจริงๆในวันนั้นว่ามีกี่ราย โดยสามารถทราบได้จากการซักประวิติย้อนหลัง เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคจะไม่ทราบจำนวนรายที่แท้จริงในแต่ละวันว่ามีเท่าไร เนื่องจากวันที่เริ่มมีอาการส่วนใหญ่ผู้ป่วยยังไม่ไปพบแพทย์ แต่จะมาพบแพทย์ในอีก 2-3 วันต่อมา เมื่อมีอาการมากขึ้น จำนวนที่ผู้ป่วยจริงในแต่ละวันจึงต้องรู้ย้อนหลัง ไม่สามารถรู้ในวันนั้นได้
ประเด็นที่สำคัญคือที่จะชี้ให้เห็นคือ กราฟแท่งสีส้มคือ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคทราบ แต่กราฟแท่งสีเทา คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคไม่ทราบ สรุปคือ สิ่งที่รู้นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเราดูกราฟ ในวันที่ 21 มค. กราฟแท่งสีส่้ม จะมีจำนวนรายเท่ากับ 100 ราย (เราทราบจจากคนไข้ที่มีอาการมาหาแพทย์และแพทย์ทำการวินิจฉัยว่าเป็น COVID-19) และจำนวนรายที่เกิดขึ้นจริงจากกราฟสีเทาในวันนั้นคือ 1500 ราย กราฟสีเทาได้เพิ่มจำนวนแบบยกกำลัง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทราบคือ มีผู้ป่วยที่วินิจฉัยในวันนั้นเพีบง 100 ราย และ 2 วันต่อมา คือวันที่ 23 มค 63 เป็นวันที่ทางการของจีนปิดเมืองอูฮั่น ในวันนั้น มีผู้ป่วยรายใหม่เพียง 400 ราย (กราฟแท่งสีส้ม) แต่มีจำนวนที่เกิดขึ้นจริงในวันนั้นถีง 2500 ราย (กราฟแท่งสีเทา) แต่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบ
หลังจากนั้นอีก 1 วัน ทางการจีนได้ปิดอีก 15 เมือง ในมณฑลหูเป่ย จากกราฟแท่งสีเทา จะเห็นว่า ก่อนที่จะปิดเมืองอู่อั่นนั้น จำนวนรายที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้นแบบยกกำลัง 1 วันหลังจากปิดเมืองอูฮั่น จำนวนผู้ป่วยรายใหม่เริ่มคงที่ และหลังจากปิดอีก 15 เมืองในมณฑลหูเป่ย ในวันที่ 24 มค 63 จำนวนรายใหม่คงที่ หลังจากนั้นอีก 2 วัน จำนวนรายใหม่ขึ้นสูงสุด (peak) แล้วค่อยๆลดลงหลังจากนั้น

   ถ้าพิจารณากราฟแท่งสีส้ม จะเห็นว่า จำนวนรายที่วินิจฉัย เพิ่มขึ้นแบบยกกำลัง โดยขึ้นสูงสุดในวันที่ 4 กพ.63 (12 วันหลังจากปิดเมืองอูฮั่นในวันที่ 23 มค 63) สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทราบคือ จำนวนรายที่วินิจฉัยได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้น หลังจากปิดเมือง จำนวนรายใหม่จริงลดลง แต่จำนวนรายที่มีอาการและเข้ามาให้เราวินิจฉัยเพิ่มมากขึ้น นี่เป็น Concept ที่สำคัญที่ควรเรียนรู้จากแผนภาพนี้ คือ ถ้าเรารอให้มีอาการแล้วมาหาเราเพื่อวินิจฉัย สิ่งที่เราทราบไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเราเรียนรู้จากกราฟนี้ วันที่ 21 มค จำนวนรายใหม่ที่วินิจฉัยเท่ากับ 100 ราย แต่ที่เกิดจริงเท่ากับ 1500 ราย นั่นหมายถึง จำนวนรายที่เกิดขึ้นจริง เท่ากับ 1500/100 หรือ 15 เท่า ส่วนในวันที่ 23 มค จำนวนรายใหม่ที่วินิจฉัยเท่ากับ 400 ราย จำนวนรายที่เกิดขึ้นจริงเท่ากับ 2500 ราย หรือจำนวนรายที่เกิดขึ้นจริงเท่ากัย 2500/400 =6.2 เท่า หรือจะกล่าวได้ว่า ถ้าพบจำนวนรายใหม่ที่วินิจฉัยเท่ากับเท่าไรแล้ว จำนวนรายที่เกิดขึ้นจริงจะเป็น 6-15 เท่าของจำนวนรายใหม่ที่วินิจฉัย
ทั้งมณฑลหูเป่ย และ พื้นที่อื่นๆของประเทศจีนที่ไม่ใช่มณฑลหูเป่ย ได้รับการควบคุมโรคอย่างจริงจัง และอย่างรวดเร็ว ทำให้ จำนวนผู้ป่วยสะสมของมณฑลอื่นๆที่ไม่ใช่มณฑลหูเป่ยเพิ่มน้อยมาก ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ อิตาลี และหร่าน ที่มีเวลาเรียนรู้จากประเทศจีนนานถึง 1 เดือน แทนที่จะได้เรียนรู้กลับไม่ได้เรียนรู้ ทำให้จำนวนรายเพิมขึ้นแบบก้าวกระโดดแบบยกกำลัง (Exponential)

ประเทศทางตะวันออก

ประเทศต่างๆทางตะวันออก เคยประสบเหตุการณ์การระบาดของ SARS ในปี 2003 ทำให้เห็นความน่ากลัวของการระบาด และการเสียชีวิต จึงค่อนข้างจริงจังในการจัดการการระบาดให้ยุติลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย ไม่เป็นแบบยกกำลัง เนื่องจากมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมโรค มีหลากหลายตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง บางประเทศรัฐบาลเห็นภัยคุกคามจากโรคระบาดในระบบทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงแบบฉับพลัน (Severe Acute Respiratory Syndrom) และทำการควบคุมโรคอย่างจริงจัง ทำให้หนังจบแบบหนึ่ง แต่บางประทศที่รัฐบาลไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งหนังก็จบอีกแบบหนึ่ง

   ประเทศในภาคพื้นตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย นั้นเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการระบาดของ SARS ทำให้สามารถควบคุมโรคได้เป็นอย่างดี ทำให้การเพิ่มขึ้นไม่เป็นแบบยกกำลัง (Exponential) ซึ่งผิดกับประเทศตะวันตก หรือตะวันออกกลาง ที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรค SARS ทำให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรงในขณนี้ โดยเฉพาะที่อิตาลี และ อิหร่าน

   ขอยกตัวอย่างประทศเกาหลีใต้ ที่สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด (contain) ได้ถึง 30 ราย แต่ในรายที่ 31 ซึ่งเป็น Super spreader ที่มีผู้สัมผัสสูงถึง หลายพันรายภายในโบสถ์แห่งหนึ่ง เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนที่จะเริ่มมีอาการ เพียงแค่เหตุการณ์เดียวทำให้จำนวนรายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงสามารถควบคุมสถานการณ์กลับมาได้ (นี้เป็นเหตุผลที่แนะนำให้งดจัดงานที่มีคนร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพราะถ้ามีคนเป็นโรคเพียง 1 คน จะเป็น super spreader ดังเช่นกรณีศึกษาที่เกาหลีใต้ )

จำนวนผู้ติดเชื้อใน รัฐวอชิงตัน

   พวกเราได้เห็น การระบาดที่ควบคุมไม่ได้ในประเทศตะวันตก (ยุโรป) มาแล้ว ถ้าหลับตานึกภาพว่าถ้าประเทศทางตะวันออก ไม่ทำการควบคุมอย่างจริงจังแล้ว ในวันนี้ภาพจะเป็นอย่างไร ให้มาดูการระบาดที่เริ่มจากเพียง 2-3 รายใน ใน 4 แห่งคือ แห่งแรกที่รัฐวิชิงตัน แหล่งที่ 2 บริเวณอ่าวของซานฟรานซิสโก แห่งที่ 3 คือ ปารีส และแห่งสุดท้ายคือ แมดริก สเปน

   รัฐวอชิงตัน เปรียบเสมือน เมืองอู่ฮั่นของ USA โดยการเพิ่มของผู้ป่วยเป็นแบบยังกำลัง โดยผู้ป่วยปัจจุบันเท่ากับ 140 ราย มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในเบื้องต้นนั้น พบจำนวนผู้ป่วย 3 รายและเสียชีวิต 1 ราย แต่จากข้อมูลอัตราการป่วยตายจากโรค COVID-19 นั้นอยู่ระหว่าง 0.5 - 5.0 % จะเป็นได้อย่างไรที่อัตราการป่วยตายสูงถึง 33% (ตาย 1 ใน ราย) โดยที่จริง การแพร่กระจายเชื้อไวรัสนั้นเกิดก่อนหน้านั้นมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่ไม่สามารถที่จะค้นพบจำนวนรายที่แท้จริงได้ ทราบเพียงว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการและวินิจฉัยได้เพียง 3 ราย และใน 3 รายนั้นเสียชีวิต 1 ราย เหมือนกับ กราฟแท่งสีส้มในรูปที่ 7 ซึ่งที่จำนวนรายที่จริงแล้ว (กราฟแท่งสีเทา) จะมีจำนวนรายมากกว่านั้น อาจเป็น หลักร้อยหรือหลักพันก็ได้ ถ้าเราทราบจำนวนผู้ป่วย สามารถทราบจำนวนรายที่ติดเชื้อจริงมีจำนวนเท่าไร มีสูตรในการประมาณการ ดังนี้
  1. คำนวณจากจำนวนที่เสียชีวิตในพื้นที่ จากข้อมูลพบว่า ระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อไวรัสจนถึงเสียชีวิตเฉลี่ยเท่ากับ 17.3 วัน ผู้ป่วยในรัฐวอชิงตันเสียชีวิตเมื่อวีนที่ 29 กพ.63 แสดงว่า ได้รับเชื้อเมื่อวีนที่ 12 กพ 63 เราทราบว่าอัตราการป่วยตายเท่ากับ 0.5-5.0 % ถ้าคิดที่ 1 % หรือ เสียชีวิต 1 ราย แสดงว่ามีผู้ป่วยในวันที่ 12 กพ.63 เท่ากับ 100 ราย จากนั้นก็ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับ จำนวนวันที่ จำนวนรายเพิ่มขึ้นเท่าตัว เท่ากับ 6.2 วัน เพื่อนำมาคิดจำนวนรอบ ที่ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งเท่ากับ 17.3/6.2 เท่ากับ 3 รอบ ( 23) หรือจำนวนรายทั้งหมด เท่ากับ 100 * 23 =100 * 8 = 800 หรือจะกล่าวได้ว่า ถ้ามีผู้ป่วยตายใน 1 ราย ณ.วันนั้น แสดงว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อจาก COVID-19 ในวันนั้นจริง 800 ราย
    1. รัฐวอชิงตันมีผู้เสียชีวิต 22 ราย คิดคร่าวๆจากสูตรนี้ จะมีผู้ป่วยจริงเท่ากับ 800 * 22 = 17,600 ราย
    2. แต่ผู้เสียชีวิต 22 ราย นั้น 19 รายมาจาก Cluster เดียวกัน หรือ คิดผู้เสียชีวิต 4 ราย จะมีผู้ป่วยจริงเท่ากับ 800 * 4 = 3,200 ราย
    3. จากการประมาณการ จำนวนรายที่ติดว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือมีจำนวนรายจริงประมาณ 1,100 ราย
    4. จำนวนรายที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งมีหลายสูตรในการคำนวณ โดยแต่ละสูตรก็ได้ตัวเลขที่แตกต่างกัน แต่ที่แน่คือ จำนวนรายป่วยที่แท้จริงในวันนั้น ต้องมากกว่าจำนวนรายที่วินิจฉัยในวันนั้นไม่น่าจะเป็นหลักร้อย แต่น่าจะมากถึงหลักพัน

จำนวนผู้ติดเชื้อในอ่าวซานฟรานซิสโก

จนกระทั้งถึงวันที่ 8 มีค.63 พื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ทำให้ยากต่อการประมาณการว่ามีจำนวนผู้ป่วยจริงทั้งหมดกี่ราย ในการรายงานจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยพบเพียง 86 ราย แต่ในสหรัฐนั้นทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการน้อย เนื่องจากไม่มีชุดตรวจ และสหรัฐตัดสินใจที่จะทำชุดตรวจด้วยตัวเอง แต่ชุดตรวจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือ ตรวจไม่พบเชื้อไวรัวโคโรนา ทั้งๆที่มีการติดเชื้อ
ข้อมูลจำนวนการตรวจทางห้อง Lab ของประเทศต่างๆ พบว่าการตรวจในสหรัฐต่อล้านคนของประชากรมีสัดส่วนที่น้อยมาก (ข้อมูลของวันที่ 3 มีค 63 ) ตุรกีที่ยังไม่พบผู้ป่วย มีการตรวจ Lab ต่อล้านของประชากร มากกว่า USA ถึง 11 เท่า จำนวนการตรวจ lab ใน USA เท่ากับ 8000 test หรือสามารถตรวจโดย 1 คนต้องตรวจ 2 ครั้งหรือทำการตรวจได้เพียง 4000 คนเท่านั้น ถึงจุดนี้เราจำเป็นต้องหาวิธีที่จะประมาณการจำนวนรายที่แท้จริง เนื่องจากที่อ่าวซานฟรานซิสโก ทำการตรวจเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ไม่ได้ตรวจประชาชนในชุมชน (เนื่องจากความจำกัดของชุดตรวจ) จากตัวเลขจากประเทศเกาหลีใต้ที่มีข้อมูลการตรวจที่ดีมากที่สุด เนื่องจากทำการตรวจ Lab เป็นจำนวนมาก พบว่าสัดส่วนของการแพร่กระจายไปยังชุมชน เท่ากับ 86% หรือในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยวเท่ากับ 14% ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางค์กลับไป จำนวนรายที่เป็นจริงเท่ากับ 86/0.14 = 614 ราย

จำนวนผู้ติดเชื้อใน ฝรั่งเศลและปารีส

ผู้ป่วยที่มีอาการและได้รับการวินิจฉัย COVID-19 เท่ากับ 1400 ราย และเสียชีวิต30 ราย ถ้าใช้สูตรในการประมาณการ เป็นดังนี้
  1. คิดจากจำนวนการตาย จำนวนรายจริง เท่ากับ 800*30 ราย = 24,000 ราย
  2. คิดจากจำนวนป่วย 1400 ราย จำนวนรายป่วยจริงเท่ากับ 1400 *100=140,000 ราย
  3. จำนวนรายที่ป่วยจริงอยู่ในช่วง 24,000-140,000 ราย
อย่าเพิ่งเชื่อผู้เขียนในขณะนี้ ให้กลับไปดูกราฟที่เกิดขึ้นที่ อู่ฮั่น คุณจะเข้าใจเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น จากกราฟ ถ้าบวกแท่งกราฟสีส้มจนกระทั่งถึงวันที่ 22 มค.63 จะมีจำนวนรายที่วินิจฉัยว่าเป็น COVID-19 เท่ากับ 444 ราย แต่ถ้าบวกแท่งกราฟสีเทา ซึ่งเป็นจำนวนรายที่ป่วยจริง จนถึงวันที่ 22 มค.63 จะเท่ากับ 12,000 ราย หรือจำนวนรายที่เป็นจริงเท่ากับ 27 เท่าของจำนวนรายที่วินิจฉัย (12,000/444) ฉะนัเนวันที่เมืองอู่ฮั้นมีผู้ป่วย COVID-19 สะสมเท่ากับ 444 รายในวันที่ 22 มค.63 นั้น มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อจริงเท่ากับ 12,000 รายแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ปรเทศฝรั่งเศส มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย 1400 คน จำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจจะเป็นหลายหมื่นคนไปแล่ว ถ้าใช้สูตรการคำนวณเช่นเดียวกันนี้ การที่ตัวเมืองปารีส วินิจฉัย COVID-19 จำนวน 30 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงควรจะหลายร้อยหรืออาจจะเป็นพัน ไปแล้ว และที่ Ile-de-France ที่มีผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัย 300 รายก็น่าจะมีผู้ติดเชื้อเป็นหมื่นคนไปแล้ว

จำนวนผู้ติดเชื่อใน สเปน และ แมดริก

สเปนมีผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 1200 คนใกล้เคียงกับฝรั่งเศส และมีผู้เสียชีวิต 30 คนเท่ากับฝรั่งเศส ถ้าใช้สูตรเดิมในการคำนวณ สเปนก็ควรมีผู้ติดเชื้อจริง ประมาณ 20,000 ราย ที่เมืองแมดริก มีจำนวนผู้ป่วย 600 รายและเสียชีวิต 17 คน จึงควรมีผู้ติดเชื้อจริงเท่ากับ ระหว่าง 10,000-60,000 ราย

   ถ้าคุณได้อ่านบทความมาถึงตอนนี้แล้วบอกกับตัวเองว่า "เป็นไปไม่ได้ ที่เรื่องนี้จะเป็นจริง" ถ้าคิดเฉพาะตัวเลขผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัย ทำไมอู่ฮั่นถึงต้องปิดเมือง ทั้งๆที่มีจำนวนน้อยกว่าเมืองอื่นๆที่มีการระบาดในตอนนี้ด้วยซ้ำ คุณอาจจะบอกว่า มณฑลหูเป่ย นั้นปิดได้ เนื่องจากเป็นเพียงเค่มณฑลเล็กๆ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า ประชากรในมณฑลหูเป่ยนั้น เท่ากับ 60 ล้านคน ซึ่งมากกว่าประชากรทั้งประเทศของสเปน และประชากรใกล้เคียงกับประเทศฝรั่งเศส

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการระบาดของ COVID-19 มากอย่างมีนัยสำคัญ

โคโรนา ไวรัสที่ชื่อ SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค COVID-19 นั้นแอบซ่อนอยู่โดยที่คุณไม่รู้ว่ามันมีอยู่เป็นจำนวนมาก และกำลังแพร่ขยายตัวแบบยกกำลัง (Exponential) ตัวอย่างที่เห็นคือที่ มณฑลหูเป่ย และที่อิตาลี แล้วมันอันตรายอย่างไร

   อัตราการป่วยตาย องค์การอนามัยโลกระบุว่าอัตราการป่วยตายประมาณ 3.4 % หาได้จาก จำนวนรายที่เสียชีวิต หาร ด้วย จำนวนป่วยทั้งหมด ตัวเลขอัตราป่วยตาย เป็นตัวเลขที่ต้องพิจารณาบริบทต่างๆด้วย ซึ่งจะขออธิบายดังนี้ อัตราป่วยตาย มีความแตกต่างกันขึ้นกับประเทศ และขึ้นช่วงเวลา เช่น เกาหลีใต้ อัตราป่วยตายเท่ากับ 0.6 % ส่วนประเทศ อิหร่านเท่ากับ 4.4 % สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขมีความแตกต่างกันมาก เนื่องจากมี 2 วิธีในหา อัตราการป่วยตาย โดย
  1. วิธีแรก คือ จำนวนรายที่ตาย หารด้วย จำนวนรายทั้งหมด (Total Cases หรือ Open Cases) วิธีนี้จะได้อัตราป่วยตายที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจาก ตัวหารที่เป็นจำนวนรายทั้งหมด ณ.ตอนนั้น เมื่อติดตามไป จะมีจำนวนรายที่เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตัวตั้งน้อยกว่าความเป็นจริง
  2. จำนวนรายที่ตาย หารด้วย จำนวนรายแบบปิด (Closed Cases) จำนวนรายแบบปิด คือ จำนวนรายที่ทราบผลว่า หายจากโรค (Recover) + เสียชีวิต (Death) วิธีนี้จะได้ตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจาก รายที่ตายนั้นจะปิดการนับเร็วกว่ารายที่หายจากโรค ทำให้ตัวหารต่ำกว่าความเป็นจริง
วิธีการในการหาอัตราการป่วยตาย คือ ใช้ทั้ง 2 วิธี ประกอบกัน แล้ว Project เส้นไปในอนาคต กราฟทั้ง 2 เส้น จะเบนเข้ามาหากัน (convergence) ทำให้เราสามารถหาอัตราป่วยตายได้ เช่่น ในประเทศจีน อัตราการป่วยตายอยู่ระหว่าง 3.6 % - 6.1 % ถ้าทำการ Project ไปข้างหน้าระพบว่าอัตราป่วยตาย อยู่ระหว่าง 3.8 % - 4.0 % ซึ่งค่าดังกล่าว มากเป็น 2 เท่าของค่าประมาณการ และ อัตราป่วยตาย เป็น 30 เท่าของอัตราป่วยตายจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
อัตราป่วยตายของมณฑลหูเป่ย เท่ากับ 3.8 % ซึ่งแตกต่างจากมณฑลอื่นๆในประเทศจีน ซึ่งเท่ากับ 0.9 % อัตราการป่วยตายของมลฑลหูเป่ย เมื่อ Project ไปในระยะยาวจะประมาณ 3.8 %
อัตราการป่วยตายของมลฑลอื่นๆ ที่ไม่ใช่หูเป่ย เมื่อ Project ไปในระยะยาวจะประมาณ 0.9 %



อัตราป่วยตายของ อิหร่านและอิตาลี (จำนวนรายที่เสียชีวิต หาร ด้วยจำนวนรายทั้งหมด) จะเบนเข้าหาค่า 3%-4% ส่วนเกาหลีใต้เป็นประเทศที่น่าสนใจ ถ้าดูจาก อัตราป่วยตายที่หาจาก Closed Cases และ Total Case แล้วทั้ง 2 ค่าไม่ได้ไปด้วยกัน และเส้นไม่ได้ติดต่อกัน โดยถ้าหารด้วย Total Cases อัตรป่วยตายเท่ากับ 0.6 % แต่ถ้าหารด้วย Closed Case อัตราป่วยตายจะสูงขึ้นเรื่อยจนไปถึง 48% ซึ่งสาเหตุที่เป็นไปได้น่าจะเกิดจาก
  1. เกาหลีใต้ทำการตรวจ lab เกือบทุกรายที่สงสัย ทำให้มี Open cases เป็นจำนวนมาก จึงทำให้อัตราป่วยตายต่ำกว่าความเป็นจริง (Under estimate)
  2. เกาหลัใต้มีจำนวนเตียงต่อประชากรสูง (ภาพ 17b) คุณภาพการรักษาจึงดี ส่งผลให้อัตราการตายต่ำ ซึ่งตัวเลขอัตราป่วยตายอยู่ที่ 0.6 %
ตัวอย่างสุดท้าย คือ จำนวนผู้ป่วยในเรือ Diamond Princess ที่มีจำนวนป่วย 605 ราย ที่หายจำนวน 100 ราย เสียชีวิต 6 ราย อัตราป่วยตาย เมื่อหารด้วย จำนวนรายทั้งหมด เท่ากับ 6 /605 = 1% อัตราป่วยตายเมื่อหารด้วยจำนวนรายที่ทราบผล (Closed Cases) = 6 / (100+6) = 6%

หมายเหตุ การกระจายของอายุของแต่ละประเทศ ก็มีผลต่ออัตราป่วยตาย เนื่องจากอัตราการตายจะสูงในผู้สูงอายุ ประเทศที่มีผู้สูงอายุในสัดส่วนที่สูงเช่นประเทศญี่ปุ่น จะมีอัตราป่วยตายที่สูงกว่าประเทศที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุน้อยกว่า (ถ้าตัวแปรอื่นๆนอกเหนือจากอายุเหมือนกัน) นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลของอุณหภูมิแลความชื้น แต่ยังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงของปัจจัยดังกล่าวซึ่งส่งผลต่อการกระจายเชื้อและการตาย
สรุป
  1. ประเทศที่มีการควบคุมการระบาดที่ดี มีอัตราการป่วยตายประมาณ 0.5% (เกาหลีใต้) ถึง 0.9 % (มณฑลอื่นๆของจีนยกเว้นมณฑลหูเป่ย)
  2. ประเทศที่ควบคุมการระบาดไม่ดี ทำให้มีจำนวนผู้ป่วย COVID-19 เป็นจำนวนมาก อัตาป่วยตาย เท่ากับ 3% -5 % เหตุที่อัตราการตายสูงกว่า เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมากจนระบบบริการไม่สามารถรองรับได้ จึงส่งผลต่อคุณภาพการบริการ
  3. ประเทศที่ทำการควบคุมอย่างรวดเร็ว จะสามารถลดอัตรการตายไปได้ 10 เท่าตัว และนอกจากจะลดจำนวนตายแล้ว ทำให้สามารถลดจำนวนผู้ป่วย COVID-19 และสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายจนระบบบริการเกิดโกลาหล

อะไรคือสิ่งที่จะต้องเตรียมตัว

สิ่งที่จะเป็นตัวที่กดดันระบบ ได้แก่
  1. ประมาณ 20 % ของผู้ป่วยจำเป็นต้องรับเข้ารักษาตัวใน รพ. มี 80% ที่มีอาการไม่หนัก
  2. 5% ของผุ้ป่วยจำเป็นต้องเข้าห้อง ICU
  3. 2.5% ของผู้ป่วยจำนวนต้องได้รับการดูแลด้วยเครื่องช่วยหายใจ หรือ ใช่ ECMO (Extra Corporeal Membrane Oxygenation)

ปัญหา คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือ ECMO นั้นเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ไม่ง่าย และจำเป็นต้องใช้แพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะใช้เครื่องมือดังกล่าว เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา USA มีเครื่อง ECMO เพียง 200 เครื่อง เท่านั้น ถ้ามีผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 100,000 ราย สิ่งที่จะกดดันระบบคือ
  1. จะต้องส่ง Lab ถึง 200,000 Test
  2. จำเป็นต้องรับเข้ารักษาตัวใน รพ. 20,000 ราย
  3. ต้องรับเข้ารักษาตัวใน ICU 5,000 ราย
  4. จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 1,000 ราย
  5. อุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย มีการประมาณการว่า ถ้าจำนวนรายของ COVID-19 เพิ่มข้นเป็นจำนวนมากแล้ว หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ใน USA จะสามารถใช้ได้นานแค่ 2 อาทิตย์ เท่านั้น ประเทศทางตะวันออกได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ได้เตรียมพร้อมให้กับผู้ป่วย แต่ประเทศทางตะวันตก ที่คิดว่าจะประสบปัญหาการระบาดของ COVID-19 เหมือนมณฑลหูเป่ย และอิตาลี ด้วยการเตรียมความพร้อมเท่าที่เป็นอยู่ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ภาพของผู้ป่วย COVID-19 ที่มาโรงพยาบาลอย่างล้นหลาม เป็นอย่างไร

ภาพของการบริการของมณฑลหูเป่ย และ อิตาลี ที่จะเหมือนกับหูเป่ยในไม่ช้า แม้หูเป่ยได้สร้างโรงพยาบาล 2 แห่งภายใน 10 วันก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้มารับบริการได้ ผู้ป่วยยังต้องให้การรักษาบนทางเดิน หรือห้องรอคอย สำหรับแพทย์หรือพยาบาลที่ให้บริการผู้ป่วย ก็เกิดการขาดอุปกรณ์ในการป้องกันการติดเชื้อ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องป้องกันอันเดิมเป็นเวลายาวนานหลายชั่วโมง เ และต้องอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความเครียด อ่อนล้า และร่างกายขาดน้ำ รวมถึงไม่สามารถออกเวรตามกำหนดเวลาได้ เนื่องจากไม่มีผู้ผลัดเปลี่ยน บุคลากรทางการแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว ถูกเรียกกลับมาช่วยงาน และเตรียมพร้อมที่จะถูกเรียกมาทำหน้าที่ การที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้อเป็นเวลานาน ประกอบกับการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน ทำให้บุคลการทางการแพทย์เหล่านั้นติดเชื้อ และเมื่อติดเชื้อ ก็ต้องถูกกักกันเป็นเวลา 14 วัน ทำให้ผู้ให้บริการน้อยลงไปอีก และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ บุคลากรการแพทย์บางท่านได้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 และที่น่าสังเวชใจกว่านั้นคือ ผู้ป่วยที่อยู่ใน ICU และมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หริอ ECMO แต่มีเครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอที่จะแบ่งปันได้ทุกคน ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจว่าใครจะได้ใช้ และใครไม่ได้ใช้ ซึ่งหมายถึง การตัดใจสินว่า ใครจะอยู่ และใครจะตาย ซึ่งเป็นเรื่องยากที่แพทย์ที่จะตัดสินใจในสถานการณ์เหล่านั้น
" 2-3 วันผ่าน ฉันจำเป็นต้องเลือกว่าใครจะได้ใส่หรือไม่ได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ โดยพิจารณาจากอายุ และสภาวะของผู้ป่วย " - Christian Salaroli, Italian MD.
ภาพถ่ายดาวเทียม สุสานแห่งหนึ่งในอิหร่าน ที่พบมีการฝังศพมากขึ้น

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาทั้งหมด เป็นตัวกดดันระบบบริการทางการแพทย์ ทำให้อัตราป่วยตาย เพิ่มเป็น 4-5% แทนที่จะเป็น 0.5% (เพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว) ถ้าคุณต้องการให้อัตราป่วตาย COVID-19 เป็น 4 -5 % ก็ให้คุณอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรในตอนนี้

สิ่งที่ควรทำคืออะไร

ทำให้ความสูงของกราฟเตี้ยลง (Flatten the curve)
ขณะนี้การระบาดของ COVID-19 เป็นแบบ Pandemic คือระบาดไปทั่วโลก ซึ่งการจัดการให้หมดไป เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ทำได้เพียงลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น มีตัวอย่างบางประเทศที่สามารถที่จะควบคุมโรคได้ดี เช่น ไต้หวัน ที่อยู่ติดกับประเทศจีน แต่สามารถควบคุมได้ดี จนมีผู้ป่วยสะสมไปถึง 50 ราย (ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าในภานหลังว่าทำได้อย่างไร) ไต้หวันเขาใช้มาตรการอะไรในการควบคุมการระบาดอยู่วงจำกัด (Containment) ที่จริงการควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ก็ไม่ทำแต่แรก เนื่องจากขาดประสบการณ์ หรือมัวแต่รีรอจนมันสายเกินควบคุม จนถูกต้อนเข้ามุมจนเหลือแต่มาตรการที่ 2 ให้ใช้ คือมาตรการลดผลกระทบ (mitigation) แทนที่เป็นฝ่ายรุก เพื่อไม่ให้เชื้อโคโรนาไวรัสสามารถรุกไล่เราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด จะทำให้ระบบสุขภาพสามารถที่จะดูแลผู้ป่วยได้ ทำให้อัตราการป่วยตายไม่สูง ซึ่งถ้่าสามารถซื้อเวลาออกไปได้นานเท่าไร จะทำให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ที่จะป้องกันการติดต่อ (COVID-19 Literacy) รวมถึงมีโอกาสที่จะค้นพบวัคซีนหรือการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ สรุป เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่จะกวาดล้างให้โรคติดต่อหมดไป แต่ซื้อเวลาให้นานที่สุด

จะทำอย่างไร เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ : Socail Distancing

Social Distancing การเว้นระยะห่างทางสังคม วิธีการที่สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพในการควบคุม COVID-19 เรียกว่า การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ถ้าเรากลับไปดูกราฟการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น จะพบว่าหลังจากที่ปิดเมืองแล้ว การระบาดลดลง เนื่องจาก เมื่อประชาชนไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน การแพร่กระจายโรคก็ลดลง

   มีข้อมูลที่ไดรับการพิสูจน์เชิงประจักษ์แล้วว่า เชื้อโคโรนา ถ้าผู้ติดเชื้อไอ สามารถแพร่กระจายเชื้อจากคนหนึ่งไปได้ไกลอย่างมาก็แค่ 2 เมตร หรือ 6 ฟุต จากนั้นละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสอยู่จะตกลงสู่พื้น โดยเชื้อโรคก็สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้น ซึ่งอาจจะได้นานถึง 9 วัน ขึ้นกับพื้นนั้นเป็นวัสดุอะไร เข่น โลหะ เซเรมิค หรือพลาสติก นั้นหมายถึง ถ้าไปจับ ลูกบิดประตู กิดลิฟท็ หรือจับราวบันไดเลื่อน ก็มีโอากาสที่เชื้อโรคจะติดไปที่มือ เมื่อเอามือไปสัมผัสที่ใบหน้าก็มีโอกาศที่จะนำเชื้อเช้าสู่ร่างกายได้

   วิธีที่จะทำการควบคุมก็คือ การเว้นระยะห่างทางสังคม โดยให้อยู่ที่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งวิธีการนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลเมื่อปี 1918 ที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่

เรียนรู้การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 1918

เราจะเห็นว่า Philadelphia ไม่ได้ทำการควบคุมอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอัตรการตายสูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ St Louis ที่ทำการควบคุมอย่างรวดเร็ว ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าที่ Denver นั้นเข้มงวดกับมาตรการควบคุม จากนั้นก็ละเลยลดความเข้มข้นลง ทำให้เกิดการระบาดเป็น 2 peaks กราฟแสดงความสัมพันธ์ของระยะเวลาหรือความเร็วในการควบคุมโรคไข้ใหญ่ในปี 1918 ในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่าง เช่น St Louis ได้ทำการควบคุม ก่อนหน้า Pittsburgh เป็นเวลา 6 วัน ส่งผลให้อัตราการตายต่อประชากร น้อยกว่า เท่าตัว โดยเฉลี่ยแล้ว ถ้ามีการควบคุมเร็วขึ้น 20 วัน จะทำให้สามารถลดการตายได้มากกว่าครึ่ง
อิตาลี เห็นด้วยกับมาตรการ Social Distancing จึงทำการปิด Lombardy ในวันอาทิตย์ (8 มีค 63) ไม่ได้ปิดทั้งประเทศ ต่อมาเปลี่ยนใจในวันรุ่งขึ้น โดยทำการปิดทั้งประเทศในวันจันทร์ (9 มีค 63)

นักการเมืองจะมีส่วนสนับสนุน Social Distancing อย่างไร

นักการเมืองต้องไม่ทำแค่ถามตนเองว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะแก้ปัญหา COVID-19 แต่ต้องตอบตัวเอง สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คืออะไร และรีบลงมือทำวันนี้
ณ.เวลานี้ที่การระบาดไปทั้วโลก (Pandemic) ไปแล้ว มันเหลือทางเลือก 2 ทางที่นักการเมื่องจะทำคือ
  1. มาตรการควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด (Containment)
  2. มาตรการบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 (Mitigation)

มาตรการควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด (Containment)

มาตรการนี้คือการทำให้มั่นใจว่า ทุกคนที่ติดเชื้อจะได้รับการบ่งชี้ (identified) ควบคุม (Control) และแยกผู้ป่วย (isolate) ซึ่งเป็นมาตรการที่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่นทำได้ดี ต้องวินิฉัยผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว แล้วแยกผู้ป่วยออกจากคนปกติ บุคลากรทางการแทพย์ที่ให้การรักษาใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอ ติดตามผู้สัมผัสโรคแล้วกักกันโรคเป็นเวลา 14 วัน การดำเนินการดังกล่าวจะทำได้ดี ต้องมีการเตรียมแผนไว้ก่อน และทำอย่างรวดเร็ว ถ้าสามารถทำมาตรการควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้ จะไม่เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ จนหยุดชะงัด ถ้าเกิดการระบาดอย่างควบคุมไม่ได้

   วิธีการที่ไต้หวันใช้คือ มีทีมงาน 1800 ทีม ๆละ 5 คน โดยแต่ละทีมจะติดตามผู้ป่วย และผู้สัมผัสโรคทุกคน ทำให้สามารถควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง
นี่เป็นสิ่งที่ประเทศทางโลกตะวันตกไม่ได้ทำ มาถึงตอนนี้ก็สายเกินไปที่จะทำแล้ว เมื่อไม่กี่วันที่ผ่นมา สหรัฐอเมริกาห้ามไม่ให้คนในประเทศยุโรป ยกเว้นอังกฤษเข้าประเทศ เนื่องจากวันที่ USA ประกาศไม่ให้คนจากยุโรปเข้าอเมริกา นั้น จำนวนผู้ติดเชื้อของ USA มากกว่าวันที่จีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่นถึง 3 เท่า แล้วลำพังการจำกัดคนเข้าเมืองอย่างเดียว (Travel Restriction) มันมีประสิทธิภาพหรือไม่ ภาพ 2 ภาพด้านล่างจะไขปริศนาดังกล่าว

ภาพนี้ แสดงเห็นว่าการจำกัดการเดินทางเข้าเมือง (Travel Restriction) เพียงอย่างเดียวนั้น ไมว่าไม่จำกัด (0%) หรือจำกัด 40% หรือ 90% พบว่าอุบัติการณ์การติดเชื้อไม่ได้แตกต่างกันมาก
ภาพนี้ แสดงเห็นว่าการจำกัดการเดินทางเข้าเมือง (Travel Restriction) ร่วมกับ Social Distancing เพื่อลด Transmission rate ลง 25% และ 50% จะพบว่าอุบัติการณ์การเกิด COVID-19 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การที่ USA ห้ามไม่ให้ประชาชนที่มาจากยุโรปเข้า USA นั้น ในหลักการน่าจะส่งผลดี แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่อู่ฮั่น เราจะพบว่า การควบคุมไม่ให้เข้าเมือง ส่งผลต่อการลดอุบัติการณ์การเกิดโรคไม่มากนัก ซึ่งจะให้ผลดีต้องทำเรื่อง Social Distancing ร่วมด้วย

มาตรการบรรเทาปัญหา (Mitigation)

มาตรการนี้จำเป็นต้องทำ Social Distancing อย่างเข้มงวด ประชาชนต้องร่วมกันลดอัตรการแพร่กระจายเชื้อ (R0) ซึ่งเท่ากับ 2-3 โดยต้องทำให้ค่า R0 น้อยกว่า 1 การระบาดถึงจะลดลงหรือหมดไป

   มาตรการนี้จำเป็นต้องปิดห้างร้านต่างๆ ปิดระบบขนส่งมวลชน โรงเรียน และประกาศการปิดเมือง (lockdown) ถ้าทำเรื่อง social Distracing ได้ไม่ดี สถานการณ์ของการระบาดก็ยิ่งแย่ลงตามไปด้วย ยิ่งใช้มาตรการที่เข้มงวดรุนแรงเร็วแค่ไหน สถานการณ์ก็จะกลับมาดีขึ้นเร็วเท่านั้น เพราะการลดจำนวนรายได้มากเท่าไร สถานการณ์ก็ดีขึ้นเร็วเท่านั้น ไม่ใช่เฉพาะสถานการณ์ด้านสุขภาพ แต่เป็นสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจด้วย
และนี้เป็นสิ่งที่เมืองอู่ฮั่นตัดสินใจในการปิดเมืองเร็ว และนี่เป็นสาเหตุที่บีบบังคับให้อิตาลีต่องยอมรับวิธีการ Social Distancing เนื้องจากถ้าการระบาดได้แพร่กระจายไปจนไร้การควบคุมแล้ว ไม่มีวิธีการอื่นๆให้เลือก นอกจากการทำ Social Distancing ในระดับเข้มข้นคือต้องปิดเมืองหรือปิดประเทศ เพื่อจำกัดพื้นที่ระบาด เพื่อยุติการแพร่กระจายอย่างทันที ยิ่งตัดสินช้า ยิ่งเสียหายมาก ทั้งระบบสุขภาพและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ถ้ามีจำนวนรายที่ได้รับการวินิจฉัยอยู่ในหลีกพันแล้ว นั้นแสดงว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจริง น่าจะเป็น หลักหมื่อนหรือหลายหมื่นราย และนี้เป็นเหตุผลที่ว่า อิหร่าน ฝรั่งเศส เยอรมัน สวิซเซอร์แลนด์ และ สหรัฐอเมริกาต้องตัดสินใจในการเลือกวิธีนี้ในการควบคุมการระบาด

การกระทำแบบครึ่งๆกลางๆแบบไม่เข้มข้นจะไม่สำเร็จ เช่่น ยังให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือสามารถออกนอกบ้านได้โดยไม่มีเหตุอันสมควร นั้น สามารถที่จะลดการแพร่กระจายเชื้อลงได้บ้าง แต่ไม่สามารถลดจนทำให้อัตรการแพร่กระจายเชื้อ ( R0<1 ได้ ) ซึ่งเป็นแค่การชะลอปัญหาแต่ไม่ใช่่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การระบาดจะยืดยื้ออย่างไม่สิ้นสุด ถ้าไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคได้ มาดูมาตรการที่ประเทศอิตาลี ทำ
  1. ห้ามไม่ให้เข้าหรือออกจากพื้นที่ได้ประกาศให้ปิดเมือง ยกเว้นจะสามารถพิสูจน์ว่าจำเป็นในเรื่องครอบครัวหรือการทำงาน
  2. ห้ามทำกิจกรรมต่างๆภายในเมืองที่ประกาศปิด นอกจากมีเหตุผลที่เหมาะสม เช่นเป็นความจำเป็นเร่งด่วน และไม่สามารถที่จะเลื่อนกิจกรรมนั้นได้
  3. ผู้ป่วยที่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ ให้อยู่ในบ้าน ถ้ามีอาการหนักให้เรียกรถพยาบาล
  4. ปิดโรงเรียน โรงภาพยนต์ สถานบันเทิง สนามกีฬา
  5. ร้านอาหารให้เปิดในช่วง 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น และให้เว้นระยะห่างระหว่่างคนไม่น้อยกว่า 1 เมตรหรือ 3 ฟุต
  6. ปิดบาร์หรือผับ
  7. ร้านค้าต่างๆ ต้องบริหารจัดการเพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการมีระยะห่างระหว่างกันไม่น้อยกว่า 1 เมตร ร้านไหนไม่สามารถทำได้ จะถูกปิด โบสถ์สามารถเปิดได้ แต่ต้องจัดระยะหว่างระหว่างคนไม่น้อยกว่า 1 เมตรเช่นกัน
  8. การนัดพบระหว่างเพื่อน หรือนัดหมายของ รพ.เพื่อรักษาเรื่องอื่นๆที่ไม่ฉุกเฉิน ให้งดเว้นไปก่อน
  9. ให้ทำงานที่บ้านแทนการไปทำงานในที่ทำงาน
  10. งดการแข่งขันกีฬาทุกประเภท
  11. หลังจากนั้นอีก 2 วัน ได้ประกาศให้ปิดธุรกิจเกือบทุกประเภทที่ไม่จำเป็น ยกเว้น ขนส่งมวลชน ร้านขายยา และร้านชำ
การปิดเมืองแบบครึ่งๆกลางๆ แล้วค่อยๆประกาศมาตรการต่างๆเพิ่มขึ้นตามมา เป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อโรคแพร่กระจายโรคมากขึ้น ถ้าจะให้เกิดประสิทธิภาพสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อได้ ต้องทำแบบเข้มข้นแบบที่เมืองอู่ฮั่นทำ

ภาคธุรกิจมีส่วนสนับสนุนมาตรการอย่างไร

สิ่งที่ภาคธุรกิจสามารถสนับสนุนได้ คือ
  1. ให้พนักงานทำงานที่บ้านแทน
  2. จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค และมีอุปกรณ์ในการป้องกันให้พนักงานอย่างเพียงพอ
  3. ถ้าบุคลากรป่วยด้วยโรค COVID-19 ต้องยินยอมให้บุคลากรกักกันตัวที่บ้าน 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา โดยให้ทำงานที่บ้านแทน
  4. ถ้าลูกค้าที่มารับบริการและทราบภายหลังว่าเป็น COVID-19 จำเป็นต้องปิดสำนักงาน 14 วัน และทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคด้วย

จะดำเนินการเมื่อไหร่

ต้นทุนของการรอคอยนั้นสูงมาก ภาพนี้ ทำการเปรียบเทียบระหว่างเมือง 3 เมือง คือ เมืองแรกไม่มีการทำ Social Distancing เมืองที่ 2 ทำการควบคุมโดยการทำ Social Distancing ในวันที่ n+20 ส่วนอีกเมือง ทำ socail distancing หลังจากเมืองที่สอง 1 วัน คือ วันที่ n+21 ส่วนตัวเลขนั้นเป็นตัวเลขสมมุติโดยจำนวนรายใหม่ และระยะเวลานั้น ปรับปรุงให้ใกล้เคียงกับตัวเลขและระยะเวลาของมณฑลหูเป่ย ซึ่งพบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่สูงสุดเกือบ 6 พันคน ซึ่งถ้าทำ Social Distancing แล้วจะทำให้จำนวนรายค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนไม่พบผู้ป่วยในที่สุด การดำเนินการแม้เร็วกว่า 1 วันก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำ Social Distancing การเพิ่มของจำนวนจะเป็นแบบยกกำลัง (Exponential)
ในกรณีเดียวกัน ถ้าเป็นจำนวนผู้ป่วยสะสม โดยเอาข้อมูลที่ได้จากประเทศจีน มณฑลหูเป่ย ปิดเมืองหลังจาก เมืองอูฮั่น 1 วัน ทำให้ผู้ป่วยสะสมมากกว่าถีงร้อยละ 40 นั้นแสดงว่า ยิ่งตัดสินใจปิดเมืองได้เร็วเท่าไร จำนวนรายก็ลดลงได้มากเท่านั้น สำหรับอัตราการตายนั่น คาดว่า การตัดสินใจเร็วขึ้น 1 วัน จะสามารถลดการตายได้อย่างน้อย 40% (ลดอัตราป่วยได้ 40% ก็น่าจะลดอัตราตายในจำนวนที่เท่ากัน) แต่ในความเป็นจริงแล้ว อัตราการตายควรมากกว่า 40 % เนื่องจากถ้าจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นแล้ว จะกระทบกับคุณภาพของการบริการ ทำให้เพิ่มอัตราการตาย