เนื้อหา (clickที้เนื้อหาแต่ละข้อเพื่อดูรายละเอียด)

  1. ผลการ lockdown ของประเทศต่างใช่ช่วงเดือน มีค.63
  2. ประเมินประสิทธิผลการควบคุมการระบาดของแต่ละประเทศใช้อัตราการเพิ่มของ COVID-19/วัน
  3. ทำไมมาตรการ lockdown ถึงสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง
  4. บูรณาการทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองเพื่อไปสู่ End point คือการลด Total Burden
  5. ตัวอย่าง social Actions and Services
  6. สรุป

ผลการ lockdown ของประเทศต่างใช่ช่วงเดือน มีค.63

จีน Lock down มณฑลหูเป่ย เมื่อ 23 มค.63 พอ 14 วันหลัง lock down ผป.ขึ้นถึงจำนวนผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด (Peak) พบ ผป.ใหม่ประมาณ 5,000 คนต่อวัน หลังจาก Peak ผู้ติดเชื้อต่อวันลดลงเรื่อยๆ ภายใน 1 เดือนหลัง lock down ผู้ป่วยรายใหม่ลดลงเหลือไม่ถึง 500 รายต่อวัน ณ.วันที่ 12 พค.63 จีนพบผู้ป่วยสะสม 84,451 ราย เสียชีวิต 4,644 ราย ความสำเร็จที่ประเทศจีนในการ lock down มณฑลหูเป่ย ถือเป็น Best Practice ที่ประเทศอื่นๆใช้เป็น model Lockdown ควบคู่กับมาตรการ ให้ประชาชน ใส่ mask ล้างมือ และ social Distancing และมาตรการในการควบคุมโรคด้วย ตรวจหาผู้ติดเชื้อ (Test) , ติดตามผู้สัมผัสโรค (Track) ,กักกันผู้สัมผัส (quarantine) หรือ แยกตัวเองผู้ที่มีอาการเข้าได้กับ covid-19 (Isolate) และให้การรักษาผู้ป่วย (Treat) ซึ่งต่อไปจะเรียกย่อๆว่า Test ,Track,Isolate and Treat

   ประเทศในทวีปยุโรปที่เป็นศูนย์กลางการระบาดต่อจากประเทศจีน ในช่วงกลางเดือน มีค.63 ได้นำมาตรการ lockdown ร่วมกับมาตรการอื่นๆที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้น ซึ่งหลังจากใช้มาตรการต่างๆ แล้วปรากฏว่า สามารถลดการระบาดลงได้ก็จริง แต่แบบแผนของการระบาด ไม่ลดลงเร็วเหมือนกับประทศจีน ภาพด้านล่างจะแสดงผู้ป่วย Covid-19 รายใหม่ของวันต่างๆภายหลังจาก lockdown ของ ประเทศ อิตาลี (รูปที่ 2) สเปน (รูปที่ 4) ฝรังเศส (รูปที่ 5) เยอรมัน (รูปที่ 6) และอังกฤษ (รูปที่ 7) ส่วนประเทศสวีเดน (รูปที่ 3) นั้น เชื่อมั่นในความรับผิดชอบของประชาชนของตน ว่าสามารถจัดการตนเองได้ ภาครัฐ จึงไม่เข้าไปแทรกแซงสิทธิส่วนบุคคล จึงไม่ได้ออกกฎเกณฑ์เพื่อบังคับให้ปิดกิจการต่างๆ หรือห้ามประชาชนออกนอกบ้าน แต่ขอความร่วมมือให้อยู่กับบ้าน ลดการเดินทาง ถ้าเป็นไปได้ให้อยู่ที่บ้าน เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ ส่วนในเอเชียประเทศที่ไม่ได้ใช้มาตรการ lockdown คือประเทศเกาหลีใต้ (รูปที่ 12) โดยเน้นการ Test and Track เพื่อควบคุมโรค ทำให้สามารถที่จะควบคุมโรคที่ระบาดมากในช่วงต้นได้ สำหรับประเทศในอาเซียน ก็ใช้มาตรการ lockdown ในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน มีค.63 ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย (รูปที่ 8) ฟิลิปปินส์ (รูปที่ 9) มาเลเซีย (รูปที่ 10) และประเทศไทย (รูปที่ 11)

   จากกราฟทั้ง 12 รูปที่นำมาแสดง จะพบว่า
  1. ประเทศที่นำมาตรการ lockdown ร่วมกับมาตรการอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จได้แก่ประเทศ จีน ไทย และมาเลเซีย
  2. ประเทศ อื่นๆ ที่นำมาตรการ lockdown การควบคุมการระบาดไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนประเทศจีนและไทย
  3. ประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้ใช้มาตรการ lockdown แต่ควบคุมโรคได้ดี อัตราการเพิ่มเท่ากับร้อยละ 5.4 ต่อวัน (โดยนับวันที่ผู้ป่วยสะสมเท่ากับ 100 รายเป็นวันที่ 1) ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทย (ตารางที่ 1)
  4. ประเทศสวีเดน ไม่ได้ใช้มาตรการ lockdown เมื่อดูจากกราฟจะมองไม่เห็นความแตกต่างกับประเทศในยุโรปที่ใช้มาตรการ lockdown แต่ถ้าดู อัตราการเพิ่มต่อวันเท่ากับร้อยละ 8.1 ต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าประเทศต่างในยุโรปเช่น อิตาลี สเปน อังกฤษ เยอรมัน (ตารางที่ 1)

รูปที่ 1 จีน
รูปที่ 2 อิตาลี
รูปที่ 3 สวีเดน (ไม่ Lockdown)

การใช้มาตรการ Lock down และไม่ใช้มาตรการ Lockdown (เกาหลีใต้) ของประเทศต่างๆ

รูปที่ 4 สเปน
รูปที่ 5 ฝรั่งเศส
รูปที่ 6 เยอรมัน

รูปที่ 7 อังกฤษ
รูปที่ 8 อินโดนีเซีย
รูปที่ 9 ฟิลิปินส์

รูปที่ 10 มาเลเซีย
รูปที่ 11 ไทย
รูปที่ 12 เกาหลีใต้ (ไม่ Lockdown)

ประเมินประสิทธิผลการควบคุมการระบาดของแต่ละประเทศใช้อัตราการเพิ่มของ COVID-19/วัน

  1. คิดอัตราการเพิ่มโดยนับวันที่จำนวนรายสะสมของ Covid-19 เท่ากับ 100 ราย เป็นวันที่ 1 จากนั้นนับวันไปเรื่อยๆ แล้วนำจำนวนรายของวันหลังสุดมาคำนวณอัตราการเพิ่ม/วัน
  2. อัตราการเพิ่มของโรคระบาด จะเป็นการเพิ่มแบบยกกำลัง (Exponential) ในช่วงแรก โดยปกติ เมื่อเกิดการระบาดจะมีการควบคุม ทำให้อัตราการเพิ่มไม่เป็นแบบ Exponential
  3. การคิดอัตรการเพิ่ม/วัน บนสมมุติฐานว่าเป็นการเพิ่มแบบ linear (เหตุผลในข้อ 2) โดยใชัสูตรเหมือนการคิดดอกเบี้ยทบต้น โดยใช้วันเริ่มต้นที่จำนวนรายสะสมเท่ากับ 100 เป็นวันแรก โดยจำนวน 100 เปรียบเสมือนเงินต้นที่ฝากธนาคาร )
    N=100 * (1+r )Days
  4. ในทวีปยุโรป ประเทศสวีเดน ไม่ได้ใช้มาตรการ lockdown แต่อัตราการเพิ่มเท่ากับ 8.1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศที่ใช้มาตรการ lockdown
  5. ในทวีปเอเชีย ประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้ใช้มาตรการ lockdown แต่อัตราการเพิ่มเท่ากับ 5.4% ซึ่งเท่ากับประเทศไทย ซึ่งต่ำกว่าประเทศที่ใช้มาตรการ lockdown
ตารางที่ 1 อัตราการเพิ่มต่อวันของประเทศต่างๆ โดยใช้จำนวนวันที่ ผป.สะสมเท่ากับ 100 เป็นวันที่ 1
ประเทศ Days(นับจากวันที่พบ 100 ราย) รายสะสม(N) อัตราเพิ่ม/วัน(r)
อังกฤษ 74 246,410 11.1%
สเปน 77 231,606 10.6%
เยอรมัน 78 175,210 10.0%
ฝรั่งเศส 79 140,497 9.6%
อิตาลี 85 225,886 9.5%
สวีเดน 73 30,777 8.1%
อินโดนีเซีย 65 18,010 8.3%
ฟิลิปปินส์ 65 12,718 7.7%
สิงคโปร์ 79 28,343 7.4%
มาเลเซีย 72 6,941 6.1%
ไทย 65 3,033 5.4%
เกาหลี 89 11,070 5.4%

ทำไมมาตรการ lockdown ถึงสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง

คำตอบที่เป็นไปได้สำหรับคำถามข้างบนคือ
  1. ความเข้มข้นของมาตรการ lockdown ในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน เช่นในประเทศจีนปิดกิจการเกือบทั้งหมดรวมถึงระบบการขนส่งมวลชน นำสิ่งกีดขวางมาปิดถนน มีระบบในการนำอาหารไปส่งถึงที่บ้านเพื่อจะได้อยู่ในบ้านตลอด มีเกณฑ์ในการออกนอกบ้านและมีการกำกับติดตามการปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
  2. ความเข้มช้นในมาตรการในการควบคุมโรค ที่บูรณาการในเรื่อง Test ,Track ,Isolate (Quarantine) และ Treat ต่างกัน ส่วนนี้ประเทศที่ทำได้ดีคือ เกาหลีที่ใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างปูพรม (Test) ตามด้วยการ Track ที่นำ IT มาใช้ในการ Track
  3. ความเข้มข้นของความร่วมมือของประชาชนในการปรับสู่วิถีชีวิตใหม่เพื่อป้องกันและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในช่วงเวลาที่ยังไม่มียาเฉพาะที่รักษา หรือวัคซีนที่ป้องกัน Covid-19 การที่จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัย กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือ Social Distancing และไม่เข้าไปในสถานที่แออัด รวมถึงการแยกตัวเองเมื่อมีอาการอาการเข้าได้กับ COVID-19 ส่วนนี้ก็คือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการควบคุม covid-19 ของประชาสังคม (Health Literacy for control covid-19 outbreak of the society ซึ่งคือตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการควบคุมโรคในยามที่ยังไม่มีวัคซีน ประเด็นเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยนั้น วัฒนธรรมของประเทศตะวันออกและตะวันตกนั้นต่างกัน ประเทศตะวันตก หน้ากากอนามัยจะใส่เฉพาะในคนป่วยที่มีอาการหวัด สำหรับคนที่ไม่ป่วยไม่จำเป็นต้องใส่ เรื่องหน้ากากอนามัยนอกจากเป็นมิติเชิงวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นมิติของการเหยียดชนชั้นด้วย ในช่วงเดือน กพ.63 ที่มีการระบาดในประเทศจีน คนเอเชียที่มีหน้าตาคล้ายคนจีนที่อาศัยอยู่ในประะทศตะวันตกได้ถูกตีตราพอสมควรโดยเฉพาะเวลาใส่หน้ากากอนามัย แม้กระทั่งผู้นำในบางประเทศก็แสดงพฤติกรรมดังกล่าวออกมาอย่างเห็นได้ชัด

Effectiveness of lockdown measure to control COVID-19 outbreak.(Retrospective data analysis)

เนื่องจาก Covid-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มีความรุนแรง (ร้อยละ 5 มีอาการรุนแรงต้องเข้า ICU และประมาณร้อยละ 2 เสียชีวิต) และแพร่กระจายโรคได้อย่างรวดเร็ว ช่วงเดือน กพ.63 ศูนย์กลางการระบาดที่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เดือน มีค.63 ศูนย์กลางการระบาดไปที่ยุโรป และเดือน เมย. 63 ศูนย์กลางการระบาดไปที่ทวีปอเมริกา ช่วง มีค.63 เป็นช่วงที่ยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของ Covid-19 รวมถึงยังไม่มียาเฉพาะในการรักษาและไม่มีวัคซีนในการป้องกัน จึงไม่มีทางเลือกอื่น ทั่วโลกจึงนำมาตรการ lockdown มาใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมการระบาดอื่นๆ เมื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้ป่วยสะสม ผู้ป่วยรายใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มีค.-14 พ.ค.63 มาทำการวิเคราะห์ย้อนหลัง (Retrospective Data analysis) เพื่อที่หาองค์ความรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ โดยไม้ต้องเก็ยเพิ่ม

วิธีการศึกษา

  1. การเก็บรวบรวมข้อมูล
    1. รวมรวมข้อมูล ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยสะสมและรายใหม่ จาก web site WHO. Link
    2. แบ่งประเทศที่ใช้และไม่ใช้มาตรการ lockdown จาก web site wikipedia Link
      (Exclude data from USA ,China and the countries report first case of COVID-19 after 1 Mar-20)
  2. คำนวณ Dialy Growth rate (DGR %) of COVID-19 cases จากสูตร
    DGR (%) = จำนวน ผป.รายใหม่ / (จำนวน ผป.สะสม – ผป.รายใหม่ )
  3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (Mean) ของ DGR (%) ระหว่าง กลุ่มประเทศที่ใช้และไม่ใช้มาตรการ Lockdown ด้วย Independece T-Test

ผลการศึกษา

  1. จำนวนประเทศที่ทำการศึกษา 58 ประเทศ โดยใช้มาตรการ Lockdown ทั้งประเทศ 37 ประเทศ ไม่ใช้มาตรการ Lockdown ทั้งประเทศจำนวน 21 ประเทศ ดัง Fig 1
  2. Average Daily Growth Rate % (ADGR) จะสูงสุดในช่วงแรก (วันที่ 1-13 มีค.63 ) ประมาณ 32% จากนั้นจะค่อยๆลงเหลือ 2.1-3.0% (7-14 พค 63) ดัง Fig-2
  3. ประเทศอิตาลีเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ใช้มาตรการ lockdown เมื่อ 9 มีค.63 ตามด้วย สเปน ฝรั่งเศส UK etc
  4. ความแตกต่างของ ADGR ของกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรการ Lockdown แตกต่างกับประเทศที่ไม่ใช้มาตรการ Lockdown อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในช่วงวันที่ 10 เม.ย.-14 พค.63 โดยมีความแตกต่างกัน 1.8% (1.7-19.%) โดยหลังวันที่ 14 พค.63 ความแตกต่างเหลือเพียง 0.9 % (ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ) ดัง Fig 2
  5. เมื่อแบ่งระดับการระบาด เป็น 4 ระดับ คือ ถ้านับจากวันเริ่มต้นคือวันที่ 1 มีค.63 ไปจนถึงวันที่ 14 พค.63 ถ้าพบผู้ติดเชื้อ COVID-19
    • < 4,300 รายอยู่ในกลุ่ม Low epidemic
    • 4300-19,999 รายอยู่ในกลุ่ม Moderate epdemic
    • 20,000-59,999 รายอยู่ในกลุ่ม High Epidemic
    • >=60,000ราย อยู่ในกลุ่ม Very high epidemic
    จะพบเส้นกราฟของทั้ง 4 กลุ่มมีค่า ADGR ของแต่ละช่วงเวลา แตกต่างกันดัง Fig 3
  6. เมื่อนำช่วงเวลาที่ค่า ADGR แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (10 เมย.-14 พค.63) มาหาความแตกต่างของค่า ADGR ของกลุ่มประเทศที่ใช้และไม่ใช้มาตการ lockdown จำแนกตามระดับความรุนแรงของการระบาดพบว่า ประเทศที่ระดับการระบาดต่ำนั้น ไม่มีความแตกต่างของค่า ADGR ส่วนกลุ่มที่มีการระบาดปานกลาง ถึง สูงมาก มีความแตกต่างของค่า ADGR ดัง Fig 4. แสดงว่า มาตรการ lockdown ที่ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในช่วง 10 เมย.-14 พค.63 นั้น เฉพาะในกลุ่มประเทศที่การระบาดปานกลางถึงสูงมากเท่านั้น ส่วนกลุ่มประเทศที่มีการระบาดระดับต่ำนั้น มาตรการ lockdown ไม่มีความแตกต่างของค่า ADGR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  7. เมื่อนำข้อูลย้อนหลังของ ผู้ป่วยสะสม ของกลุ่มประเทศที่การระบาดอยู่ในระดับต่ำ มาหา Mean+2SD ของผู้ป่วยสะสม ตามช่วงเวลา ตั้งแต่ Day 0 – 75 จะได้กราฟ ดัง Fig-5
  8. เมื่อนำข้อูลย้อนหลังของผู้ป่วยรายใหม่ของกลุ่มประเทศที่การระบาดอยู่ในระดับต่ำ มาหา Mean+2SD ของผู้ป่วยรายใหม่ ตามช่วงเวลา ตั้งแต่ Day 0 – 75 จะได้กราฟ ดัง Fig-6

สรุปและวิจารณ์

  1. การหาอัตราการเพิ่มของผู้ป่วย Covid-19 ไม่ว่าจะใช้วิธีใดต่างก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน การหาอัตราเพิ่มโดยการหาค่าเฉลี่ยของการเพิ่มรายวัน (ADGR) นั้นเป็นวิธีที่ง่าย และเป็นข้อมูลที่มีพร้อม เนื่องจาก WHO รายงาน ข้อมูลจำแนกรายประเทศทุกวัน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปเก็บ primary data
  2. กราฟ ใน Fig 5 ที่เป็นผู้ป่วยสะสม และ Fig 6 ที่เป็นผู้ป่วยรายใหม่ จะไม่มีประโยชน์สำหรับประเทศที่พบการระบาดก่อน 1 มีค.63 แต่ประเทศที่เพิ่งระบาด และยังไม่ได้ใช้มาตรการ lockdown อาจะใช้การ plot การเพิ่มของการติดเชื้อทั้งผู้ป่วยสะสมและผู้ป่วยรายใหม่ ถ้าผู้ป่วยอยู่ใน Zone ที่มาตรการ lockdown ไม่มีผลต่อความแตกต่างของค่า ADGR ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการ lockdown
  3. ถึงแม้จะตกอยู่ใน zone ที่การใช้มาตรการ lockdown ทำให้ ADRG ต่ำกว่าไม่ใช้ประมาณ 2% ก็ควรจะพิจารณาในเรื่อง cost benefit อีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากการ lockdown ทั้งประเทศมีต้นทุนสูงมาก ในประเทศไทยมีผู้คำนวณว่าประมาณ วันละ 18,670 ล้านบาท (คุณสมหมาย ภาษี) สำหรับเครือซีพี ประมาณความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการ lockdown 15,010-16,460 ล้านบาท/วัน

บูรณาการทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองเพื่อไปสู่ End point คือการลด Total Burden

ผลกระทบ Covid-19
  1. Covid-19 จะส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ (Health Impact) เนื่องจาก ติดต่อง่ายและรวดเร็วและมีความรุนแรงเมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่ ร้อยละ 80 มีอาการไม่รุนแรง ร้อยละ 20 มีอาการรุนแรง จำนวนต้องรับเข้ารักษาใน ICU ประมาณร้อยละ 5 และเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2 ถ้าไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ จะทำให้ระบบบริการสุขภาพไม่สามารถที่จะรองรับผู้ป่วยได้ จนส่งผลต่อคุณภาพการบริการ ทำให้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อถึงระดับนี้ Health Impact จะจัดอยู่ในระดับที่เป็นภาระต่อระบบสุขภาพ หรือเรียกว่า Health System Burden
  2. ตัว Covid-19 เองส่งผลต่อระบบสุขภาพ แต่มาตรการในการควบคุม COVID-19 ส่งผลต่อระบบสังคม เศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ทำให้โลกปั่นป่วนในเวลานี้ ในระยะแรกที่พฤติกรรมสุขภาพที่จะป้องกัน COVID-19 ยังไม่ครอบคลุมประชากรชองประเทศในวงกว้าง จำเป็นต้องใช้การ lockdown ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ การ lockdown ประเทศทำให้ต้องปิดกิจการต่างๆ เช่น โรงเรียน ปิดระบบการขนส่ง ปิดห้างร้างที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และส่งผลกระทบเป็นทอดๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน หรือระบบนิเวศทางธุรกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจหยุดชะงัก จนส่งผลต่อ Social and Economic Burden ซึ่งกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ คนยากจน ที่หาเช้ากินค่ำ หรือกลุ่มที่ได้ค่าตอบแทนรายเดือน และมีเงินพอใช้แบบเดือนชนเดือน ไม่มีเหลือเก็บ เมื่อตกงานหรือไม่ตกงานแต่รายรับลดลง ทำให้เกิดภาวะ Income Shock
  3. Total Burden = Health Burden + Social and Economic Burden
  4. ที่ใช้คำว่า Burden คือ ภาระที่ระบบต้องแบกรับทั้งในปัจจุบันและอนาคต และภาระของระบบก็จะกลับมาเป็นภาระของประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยกลุ่มเปราะบางจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด
  5. Covid-19 เป็นปัญหาที่มีความยุ่งยากและท้าทาย เนื่องจาก นอกจากตัว covid-19 จะสร้างปัญหาด้านสุขภาพแล้ว มาตรการในการแก้ปัญหาซึ่งจำเป็นต้องใช้การ lockdown ซึ่งทำให้เกิด Social & Economic Burden
  6. การ optimized total Burden จึงเป็นเรื่องท้าทายของผู้รับผิดชอบว่าจะจัดการอย่างไร
  7. การบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การจัดการจนความเสี่ยงเป็นศูนย์ หรือไม่มีความเสี่ยง แต่เป็นการจัดการเพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งโดยทั่วไป ถ้าต้นทุนในการจัดการความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ในทางปฏิบัติจะยอมให้เกิดอุบัติการณ์ของความเสี่ยงนั้น โดยมีแผนตอบโต้ความเสี่ยงเพื่อให้จำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ร่วมกับมี Business Continuity Plan เพื่อให้การดำเนินการต่างๆสามารถดำเนินการต่อเนื่องไปได้ โดยไม่หยุดชะงัก

การใช้การสาธารณสุข (Public Health ) ในควบคุมการระบาด

นิยามของ การสาธารณสุข (public Health) คือ ศาสตร์และศิลป์ในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยรวมพลังทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อให้ประชาชนทั้งสังคม(ประเทศ) มีชีวิตยืนยาว
ภารกิจของการสาธารณสุข จึงเป็นบทบาทของการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค (การสาธารณสุข เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ ซึ่งระบบสุขภาพ จะเพิ่มเรื่อง การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองสุขภาพ และระบบสนับสนุนเข้าไปด้วย) บทบาทของการสาธารณสุข ในการควบคุมการระบาดของ Covid-19 คือ
  1. การควบคุมโรค เน้น 4 เรื่องหลักคือ Test , Track ,Isolate และ Treat โดยจะให้น้ำหนักของแต่ละเรื่องแตกต่างกันตาม ของ Phase ของการระบาด เช่น ถ้าเป็นการระบาดระยะที่ 1 และ 2 จะให้ความสำคัญด้าน Test , Track , Isolate มากกว่า Treat แต่ถ้าเป็นการระบาดที่เป็นระบาดที่มีการระบาดไปทั่วประเทศ แล้ว จะให้ความสำคัญกับการ Treat มากกว่า Test,Track ,Isolate เนื่องจากต้องถอยลงมาตั้งรับ
  2. การส่งเสริมสุขภาพ คือกระบวนการในการเพิ่มความสามารถให้กับปัจเจกชนหรือชุมชน ในการควบคุมสุขภาพและปัจจัยกำหนดสุขภาพของตนและชุมชนหรือสังคมได้

    โดยการส่งเสริมสุขภาพนั้นประกอบด้วย 3 Health Promotion Actions หลัก (ตามแนวคิดของ Don Nutbean ซึ่งเป็น Authority ด้านการส่งเสริมสุุขภาพของโลก) ได้แก่
    1. Education เพื่อให้เกิด Health Promotion Output คือ Health Literacy ซึ่งคือทักษะที่จะทำให้เกิด Health promotion outcome คือ พฤติกรรมในการควบคุม covid-19 ได้แก่ การใส่ Mask กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ ,Social Distancing ,การไม่เข้าไปในที่คนหนาแน่น รวมถึงการที่จะต้องรู้ว่าต้อง isolate ตัวเองเมื่อมีอาการไช้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูกหรือมีน้ำมูก รู้ว่าต้องกักกันตัวเอง (Quarantine) เมื่อสัมผัสกลุ่มเสี่ยง ถ้ามีอาการต้องไปพบแพทย์โดยไม่ปิดบังข้อมูลของการสัมผัสกลุ่มเสี่ยง
      สรุปในเชิงระบบ (Input -->Output-->Outcome) ได้ดังนี้ Eudcation -->Health Literacy -->Healthy Behavior (Individual level) ที่จะควบคุมการระบาดของ COVID-
    2. Social Mobilization คือการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อรวมพลังทุกภาคส่วนในสังคมทั้ง Health Sector และ Non Health Sectors รวมถึงประชาสังคม ให้เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาโดยไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาคส่วนสุขภาพเท่านั้น เกิดเป็น Social action ที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ดำเนินการโดยภาคประชาสังคม ได้แก่ หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆได้ช่วยกันควบคุมการระบาด ได้แก่ การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัย มีการวัดไข้ แจกเจลอัลกอฮอร์ อสม.เข้าไปคัดกรองความเสี่ยงในชุมชน การตั้งโรงทาน ตู้ปันสุข การบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ต่างๆให้กับสถานบริการสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งผลของ Social Action ทำให้เกิดผลลัพธ์ (Health promotion outcome) ได้แก่ ออกนอกบ้านใส่หน้ากากอนามัย ทุกที่มีเจลแอลกอฮอร์ให้ล้างมือทุกที่ มีการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเตรียมสถานที่ให้ผู้ที่สัมผัสกลุ่มเสี่ยงหรือไปประเทศเสี่ยงกักกันตัว เป็นต้น
      สรุปในเชิงระบบ (Input -->Output-->Outcome) ได้ดังนี้ Social Mobilization -->Socail Action -->social Services ที่จะไปลดการระบาด และผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ
    3. Advocacy การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยยาย ให้กับผู้กำหนดนโยบายในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับกระทรวง ระดับกรมฯ รวมไปถึงระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น นโยบายจะแปลงมาเป็นมาตรการในการควบคุม covid-19 มาตรการทางสาธารณสุขในการส่งเสริมสุขภาพและการควบคุมโรค รวมถึงการรักษา ซึ่งสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าการระบาดกระจายเป็นวงกว้างต่อไป ลำพังเพียงมาตรการทางสาธารณสุข ไม่เพียงพอ จำนวนต้องใช้มาตรการอื่นๆ ได้แก่ การ lockdown ประเทศหรือจังหวัด เพื่อควบคุมการเดินทางเข้าประเทศหรือข้ามจังหวัด คำสั่งในการปิดกิจการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน หรือการปิดโรงเรียน ปิดสถานประกอบการต่างๆ ต้องใช้อำนาจทางการเมืองทั้งในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น รวมถึงการนำมาตรการไปสู่การปฏิบัติก็เกินอำนาจภาคส่วนสาธารณสุขจำเป็นต้องบูรณการทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมดำเนินการ ฉะนั้น Advocacy จึงเป็น Actions ที่สำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ จะเห็นว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ล้วนเกิดจากผู้นำประเทศ เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะจาก Health Sectors จึงนำไปสู่การบูรณาการให้ทุกนโยบายและมาตรการนำไปสู่ผลลัพธ์คือการควบคุมการระบาดของ Covid-19 จาก Advocacy ที่เป็น Input จะได้ นโยบายและมาตรการ ที่เป็น output ซึ่งจะนำไปสู่ Outcome คือ เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการควบคุม covid-19 (Supportive Environement) ซึ่งสิ่งแวดล้อมดังกล่าวเป็นตัวสนับสนุนให้ คนในประเทศสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่างทางสังคม มีการปิดกิจกรรมเสี่ยง หรือจำกัดการเดินทางเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงระบบการสนับสนุนตลอด supply chain ได้แก่ งบประมาณ ,หน้ากากอนามัย เจลอัลกอฮอร์ล้างมือ และ PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ยาและเครื่องมืออุปกรณ์ในการรักษาเช่น เครื่องตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือเครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น
      สรุปในเชิงระบบ (Input -->Output-->Outcome) ได้ดังนี้ Advocacy -->Policy & Measure -->Supportive Environment เพื่อสนับสนุนให้การควบคุมการระบาดและการลดผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ขับเคลื่อนไปอย่างมีเอกภาพทั้งประเทศ
      ปัจจัยนำเข้าที่สำคัญในการออกข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการ คือ ข้อมูลสารสนเทศ ที่มีความถูกต้อง และทันเวลา และครอบคลุมประเด็นที่จะตัดสิน ทั้งด้านสาธารณสุข เศรฐกิจ สังคม ทั้งผลระยะสั้นและระยาว และความรู้ทางวิชาการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่มีอคติ

สรุป

  1. การ lockdown เป็นยาแรงที่มีต้นทุนสูงมาก (มีผู้ประเมินว่าต้นทุนต่อวันประเมาณ 15,000-18,000 ล้านบาท ต่อวัน) แต่จำเป็นต้องทำในระยะแรก และต้องค่อยๆคลายล็อค ภายหลังจากที่มั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ภายในประเทศมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อควบคุม Covid-19 และระบบสุขภาพสามารถจัดการ covid-19 อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้าน Test ,Track ,Isolate & Treat ซึ่งควรใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน
  2. ความเปราะบางในการรับผลกระทบจาก covid-19 ของกลุ่มต่างๆในสังคมไม่เท่ากัน กลุ่มหาเช้ากินค่ำ หรือกลุ่มที่เงินพอใช้เดือนชนเดือน เมื่อไม่สามารถจะออกไปทำงานได้ ก็จะอยากให้คลายล๊อค ส่วนกลุ่มที่สายป่านยาว กลัวผลจากการคลายล๊อคจะตามมาด้วยความเสี่ยงที่จะควบคุมโรคไม่อยู่ ก็ไม่อยากให้คลายล๊อค จึงส่งผลต่อความเห็นต่างของสังคม ซึ่งเห็นต่างได้แต่ต้องไม่นำไปสุ่ความขัดแย้งในชาติ จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารประเทศที่จะ Optimized Total Burden ซึ่งผลกระทบจาก Covid-19 นั้นมีถึง 4 wave ซึ่งขณะนี้เพิ่งผ่านไปแค่ Wave ที่ 1 การรวมพลังของคนในชาติ อย่างเป็นเอกภาพ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังคือภาระกิจที่ท้าทายสำหรับทุกคนเพื่อเอาชนะ covid-19 และมรดก (legacy) ที่ covid-19 ทิ้งไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งจะกลายเป็น new normal สังคมไทยและของโลกต่อไป

ตัวอย่าง social Actions and Services

อสม ไปทำการคัดกรอง หรือเยี่ยมผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างกักตัว
การช่วยการทำ หน้ากากผ้าเพื่อแจก
การช่วยการทำ เจลล้างมือเพื่อแจก
โรงทาน แจกอาหาร
ตู้ปันสุข
ให้ใช้สถานที่หรือโรงแรมเป็นที่กักกัน หรือทำ Hospitel