สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จึงได้จัดการเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย : ฝ่าวิกฤตโควิด -19 สู่ชีวิตวิถีใหม่” ขึ้น โดยเชิญนักคิด และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองน่าสนใจบนเวทีออนไลน์ในครั้งนี้

รู้ทันความกลัวและหยุดมันได้ ด้วยหลักพุทธศาสนา (พระไพศาล วิสาโล)

“ก่อนจะก้าวไปสู่ ‘ฐานวิถีชีวิตใหม่’ หรือ นิวนอร์มอล สิ่งที่ทุกคนต้องก้าวข้ามไปให้ได้ก่อนนั่นคือ ความกลัว” นี่คือสาส์นแรกที่วิทยากรท่านแรกในงานเสวนาออนไลน์ครั้งนี้ได้สื่อสาร พระไพศาล วิสาโล พระสงฆ์ผู้เผยแพร่แนวคิดพุทธศาสนา ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดย เว็บไซต์สาลิกาเคยนำเสนอ แนวคิดของ พระไพศาล ที่สามารถนำไปใช้ในการปรับตัวปรับใจสู้วิกฤตนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ทว่า ในการเสวนาครั้งนี้ เหมือนเป็นการเน้นย้ำ และอัปเดตแนวคิดนี้อีกครั้งเมื่อวิกฤตนี้ได้ผ่านพ้นมาสักระยะแล้ว
“คนไทยหลายคนตอนนี้ไม่ได้ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคโควิด-19 กัน แต่ว่ากลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ไปแล้ว เพราะเกิดความกลัว ความกังวล ในจิตใจ ซึ่งบั่นทอนจิตใจของผู้คนในตอนนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นหลักความจริงว่า ถ้าเรายังไม่ดูแลสุขภาพใจ ปรับใจ ของเราให้ดี แม้กายไม่ป่วย จิตใจเราก็จะทุกข์ไม่หยุด พอทุกข์มากๆ กายก็จะป่วยได้ในที่สุด” “วิธีการดูแลใจที่ทำได้ในตอนนี้ อาตมาว่าคือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ก่อน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่โรคระบาดแต่หมายความถึงมาตรการต่างๆที่มันมาส่งผลให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนเมื่อก่อน เช่น การต้องทำงานอยู่บ้าน กักตัวอยู่ในบ้าน หรือรวมถึงการไม่มีงานทำ หรือรายได้ที่หดหายลงไปด้วย”

   “ตราบใดที่เราไม่ยอมรับ เราผลักไส สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เราก็จะเกิดความโกรธ ความคับแค้น และเกิดความห่อเหี่ยว สิ้นเรี่ยวแรง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ มันก็เหมือนกับการซ้ำเติมตัวเองให้ย่ำแย่ลงไปอีกในภาวะวิกฤต และถึงจะตีโพยตีพายหรือไม่ยอมรับไป ปัญหาก็ไม่ได้หายไปในเร็ววัน มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่จะเพิ่มขึ้น” “ไม่มีประโยชน์ที่เราจะมัวอาลัย ความปกติ ที่มันหายไปในช่วงนี้ และจริงๆแล้ว ความปกติก็ใช่ว่าจะสูญหายไปในช่วงวิกฤตนี้เสียหมด ความปกติที่ดีที่ยังอยู่กับเราก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย” “เช่น ถ้าเรายังมีสุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วย หรือเรายังหายใจได้ปกติ นั่นคือดีกว่าคนที่ติดเชื้อโควิดที่ป่วยและมีอาการหายใจลำบาก ทรมาน เพราะโรคโควิด-19 เล่นงานปอด ยิ่งบางคนที่ยังมีงานทำ มีที่พักอาศัย กินอิ่มนอนอุ่น นี่คือความปกติสุขที่ยังอยู่กับเราไม่ได้สูญหายไปไหนเลย” “อยากให้ลองมอง เปิดใจ ชื่นชมสิ่งที่ปกติที่ยังอยู่กับเรา อย่ามัวแต่ไปมองสิ่งที่สูญไปเพราะวิกฤต เพราะมันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆเลย” “นอกจากนั้น ควรรู้ทันอารมณ์ที่เราอยู่นิ่งๆ แล้วอาจจะเกิดความคิดในทางหดหู่ คิดไปในทางลบ ทางร้าย ทำให้เกิดความคับแค้น ห่อเหี่ยว สิ้นเรี่ยวแรง ตามมา ทางออกของภาวะนี้ คือ การหาอะไรทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และเห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น จัดบ้าน ซ่อมแซมบ้าน ทำงานฝีมือ ปลูกผักสวนครัว วาดรูป” “การเอาเวลามาทำสิ่งเหล่านี้ หนึ่ง จะทำให้เราหลุดออกจากอารมณ์ความห่อเหี่ยว สอง ทำให้เรามีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า สาม เมื่อเราได้ทำสิงที่สร้างสรรค์ เห็นผลขึ้นมา ก็ถือเป็นการเติมพลังบวกให้จิตใจ เพราะในช่วงเวลาแห่งวิกฤตนี้ ถ้าเราวางใจไม่เป็น จะมีแต่พลังลบที่เข้ามา” “และจะดียิ่งขึ้นอีก ถ้าสิ่งที่เราทำมีประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น ที่ผ่านมา ที่มีการรวมกลุ่มกันทำหน้ากากผ้าเพื่อบริจาค ทำ face shield ส่งไปตามโรงพยาบาล หรือในตอนนี้ ก็มีการทำ ตู้ปันสุข วางไว้แถวบ้าน ในชุมชน ซึ่งเมื่อเราเห็นผู้ที่ลำบาก เดือดร้อน ได้มาอาศัยหยิบของที่เราวางไว้ไปใช้จริง เราก็ย่อมมีความสุขในจิตใจ เป็นความสุขง่ายๆที่หาได้ในตอนนี้”

เตรียมตัวให้พร้อมกับเศรษฐศาสตร์ ยุค ฐานวิถีชีวิตใหม่ (รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ)

“อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปิดประเทศ และสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย” นี่คือสิ่งที่ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จั่วหัวมาว่า ขอเวลาแค่ 7 นาที ในการตอบคำถามสองประเด็นนี้

   “ขณะนี้ ผมนิยามว่ามันคือสงครามโลก สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ผ่านมา คนตายไป 50 ล้านคน วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม ที่นับจากการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ไม่เคยมีวิกฤตใดเลยที่จะทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งพร้อมกันหมดทั้งโลกได้แบบนี้” “ไม่มีการผลิต ไม่มีการบริโภค ทุกคนอยู่ในบ้านหมด เรียกว่าปั่นป่วนที่สุด เป็นสงครามที่เรากำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น ที่ทำให้คนทั้งโลกเกิดความหวาดผวา ความกลัว เพราะไม่รู้ว่าศัตรูตัวนี้จะมาถึงตัวเมื่อไร จึงมีผลทางจิตวิทยาอย่างมาก”

   “ถ้าพิจารณาตามกรอบของ Mckinsey Global Institute ที่ระบุว่ามีอยู่ 5 ขั้นตอนด้วยกันที่จะนำเราไปสู่ชีวิตวิถีใหม่
  1. Resolve การคิดค้นหาคำตอบว่าจะมีวิถีทางที่ทำให้หลุดพ้นจากสภาวะวิกฤตของประเทศไปได้อย่างไร
  2. Resilience ความสามารถที่จะกลับไปอยู่ในสภาพเดิม พ้นจากภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิกฤต
  3. Return การพยายามกลับมาสู่สถานการณ์เก่า
  4. Reimagination การวางกลยุทธ์ป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นกลับมาอีก
  5. Reform การปฏิรูปในระยะยาว
“ณ จุดเวลาที่เราอยู่ในตอนนี้ ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยที่สภาพเศรษฐกิจจะกลลับมา เพราะเศรษฐกิจทั้งโลกหยุดลงเพราะวิกฤนี้เพียงวิกฤตเดียว แม้ว่าในตอนนี้ จีน เปิดประเทศ เป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว มีกิจกรรมในประเทศพอสมควรแต่ก็ยังไม่ได้เจริญเติบโตมากมาย เพราะมันต้องมีอำนาจซื้อขนาดใหญ่ที่จะทำให้เกิดธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้น แทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะแก้วิกฤตนี้ได้จบภายในปี 2563”

   “มีการพยากรณ์ว่า ในส่วนของประเทศไทย จะมีแนวโน้มที่สภาวะเศรษฐกิจจะมีสัญญาณดีขึ้นและกลับมาได้ภายในไตรมาศแรกของปีหน้า แต่ในความเป็นจริงเราจะค่อยๆออกจากวิกฤตนี้ได้เมื่อไรนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับยารักษาโรคและวัคซีนอยู่ดี และเมื่อคิดค้นวัคซีนได้แล้ว ก็ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 6-7 เดือนกว่าจะผลิตและกระจายไปใช้ได้ทั้งโลก เพราะฉะนั้นสถานการณ์นี้ ก็ต้องยืดออกไปอย่างน้อยก็ในปลายปีหน้าพร้อมกับการที่ผู้คนจะได้รับวัคซีนตัวนี้” “ที่ผ่านมา มีการเผยผลสำรวจว่า คนหนุ่มสาวชาวจีน ต้องการออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยากออกมาไกลมาก มีแนวโน้มที่จะเดินทางไปในประเทศใกล้ๆเท่านั้น และไม่ต้องการเดินทางเพื่อไปพบเจอสิ่งที่ตนไม่รู้จัก เพราะไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยนั่นเอง” “เพราะฉะนั้น สถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญหลังวิกฤตโควิด-19 มีปัจจัยต่างๆประกอบกันดังนี้
  1. ความจำเป็นที่ต้อง Kick-start เศรษฐกิจ ด้วยเงินจำนวนมหาศาลของทุกประเทศ
  2. การจัดการ หนี้สาธารณะ เพราะในขณะนี้ ประเทศใหญ่ๆทั่วโลกมีความจำเป็นต้องกู้เงินมหาศาล เพื่อใช้ในการฟื้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และปัญหาที่ตามมาจากการสร้างหนี้สาธารณะ คือ เป็นหนี้ก็ต้องหาเงินมาใช้หนี้ และส่งผลกระทบให้เงินงบประมาณที่จะใช้พัฒนาประเทศต่างๆจะลดน้อยลง เพราะต้องกันมาใช้หนี้ และมีการแย่งชิงทรัพยากรที่ภาคเอกชนใช้ในการลงทุนมาเป้นของภาครัฐเพิ่มขึ้น ตลอดจนสุดท้าย ย่อมกลายเป็นภาระหนี้แก่คนรุ่นใหม่ในประเทศต่อไป
  3. พฤติกรรมของมนุษย์จะเปลี่ยนไป นำสู่การดำเนินชีวิตแบบใหม่ หรือนิวนอร์มอล ที่ผู้คนจะสนใจเรื่องของสุขภาพมาเป็นอันดับแรก
  4. การว่างงานเพิ่มขึ้นมาก มีการคาดการณ์ว่าในประเทศไทย จะมีการว่างงานกว่า 7 ล้านคน ณ ตอนนี้ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3 แสนคน ไม่เคยมีการว่างงานเยอะมากขนาดนี้มาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม คำจำกัดความของการว่างงาน ก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปด้วย เพราะในภาคการเกษตร การว่างงาน อาจหมายถึงการรอทำการเกษตรในฤดูกาลต่อไปก็ได้
  5. สงครามการค้า ทวีความรุนแรงขึ้นอีก เพราะจีดีพีของแค่ 2 ประเทศมหาอำนาจ ที่ทำสงครามการค้ากันอยู่ก่อนหน้าเกิดวิกฤตโควิด นั่นคือ สหรัฐอเมริกาและจีน มีจีดีพีรวมกันถึงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ของโลก ส่งผลให้ประเทศเล็กๆที่เป็นซัพพลายเชนก็เดือดร้อนไปด้วย อย่างประเทศเรา เพราะอำนาจซื้อจะหายไปพร้อมกับการขึ้นภาษีเรื่อยๆ ราคาน้ำมันตก เกิดจากซาอุดิอาระเบียกับรัสเซียขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ควบคุมราคาน้ำมัน ปล่อยให้ราคาขึ้นลงตามสบาย เมื่อเกิดวิกฤตโควิดขึ้น ก็ไม่มีดีมานด์ของน้ำมัน เพราะคนไม่เดินทาง ราคาน้ำมันก็ตก นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา แต่เหตุผลที่กังวลกัน ก็สืบเนื่องจากความจริงที่ว่า โลกที่แน่นอนด้วยราคาน้ำมันย่อมดีกว่าโลกที่ไม่แน่นอนด้วยราคาน้ำมัน เพราะเงินจากราคาน้ำมันเป็นเงินก้อนใหญ่ ดังนั้น เมื่อเงินจำนวนนี้หายไป ก็กระทบโลกทั้งโลกด้วย
  6. ตลาดทุนผันผวน ที่ผ่านมา ตลาดทุนผู้อยู่กับความมั่นใจ และความแน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่เกิดความไม่มั่นใจ ความผันผวนของตลาดทุนก็เกิดขึ้นด้วยตามมา ดังนั้น คนที่ต้องลงทุนในตลาดทุนจากนี้ไป ก็ต้องมีความระวังเป็นพิเศษ
  7. ความขัดแย้งของประเทศมหหาอำนาจ อย่างที่รู้กันว่า สหรัฐอเมริการกับจีน เกิดความขัดแย้งกันอย่างหนัก ซึ่งไม่เป็นผลดีกับโลกเราแน่นอน

วิถีโลกตะวันออกอันดีงาม คือ New norm ช่วยทุกคนในสังคมรอดจากวิกฤตโควิดได้(วิวัฒน์ ศัลยกำธร)

เศรษฐกิจจะแย่ลง คนตกงานมหาศาล แถมจะเกิดสงครามเศรษฐกิจขึ้นทั่วโลก ไม้ต่อที่ได้รับการส่งมาให้กับ วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมกับคำถามว่าในภาคสังคมไทย จะรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตนี้อย่างไร ทำให้อาจารย์ท่านนี้สารภาพตามตรงว่าหนักใจ แต่ก็ได้เตรียมคำตอบที่นำเสนอทางออกที่เหมาะสมกับสังคมไทยไว้แล้ว “ขอมองปัญหานี้แบบคนในโลกตะวันออก ที่ยึดหลักพุทธ มนุษย์จะอยู่กันได้ทั้งในภวะปกติและวิกฤต จะมี สัปปายะ อยู่ 4 อย่าง ที่จะทำให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและสบาย นั่นคือ
  1. อาหาร ต้องหาง่าย สะดวกสบาย ไม่เป็นอาหารขยะ หรือ โภชนสัปปายะ”
  2. สถานที่ ต้องไม่แออัดกันจนเกินไป หรือ เทศนสัปปายะ ทำให้เราได้รับความสะดวกสบาย อากาศไม่ร้อนจนเกินไป”
  3. เราต้องมี มนุษย์ดี สังคมดี บุคยสัปปายะ คืออยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกัน ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน”
  4. ความคิด ความสุขของมนุษย์ ที่มาจากการมี ธรรมะสัปปายะ”
“โดยจุดเด่นของบ้านเรา นั่นคือ ความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารการกินที่ดีอยู่ตลาด ยามวิกฤตก็ไม่ขาดแคลน ตอนนี้ทั่วโลกรู้จักชื่อเสียงของประเทศไทยในด้านนี้ดี การที่ประเทศยังคงรักษาชื่อเสียงด้านนี้ไว้ได้ เป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงวางแนวทางไว้ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาดิน พัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ประเทศไทยยังทำการเกษตร ปลูกพืชพันธุ์เลี้ยงคนในชาติอยู่ได้ จนที่ผ่านมา องค์กร FAO ได้มอบหน้าที่ให้ไทย เป็นผู้นำด้านการจัดการดิน น้ำ และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร”

   “เพราะทันทีที่เกิดวิกฤตโควิดนี้ขึ้น เรื่องของความมั่นคงทางอาหาร และความวิตกกังวลเรื่องวิกฤตนี้จะยิ่งทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร ภาวะอดอยากขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลกเพิ่มขึ้น เพราะอาหารในภาพรวมของทั่วโลก จะค่อยๆหายากขึ้น คนจะอดตายกันทั่วโลก”

   “ต่อมา เราคาดเห็นได้ว่า เมื่อรัฐบาลทุกประเทศทั่วโลก เปิดประเทศ อาจเกิดภาวะการระบาดระลอกสองได้ เพราะสภาพพื้นที่มันไม่เอื้อ คนแออัดกันมาก ยิ่งในโลกตะวันตกที่ยังคงการทักทายกันในแบบกอด จูบ กัน ที่ทำให้เชื้อโรคแพร่ถึงกันได้ ขณะที่บ้านเรา และในโลกตะวันออกหลายชาติ เป็นการทักทายกันแบบยกมือไหว้ ทั้งยังมีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามกำกับ ไม่ให้ใกล้ชิดกันเกินไป ทั้งหมดนี้ มันป้องกันเราจากการโรคระบาดได้” “ขอข้ามมาที่เรื่อง ความคิดของคน ที่เป็น ธรรมะสัปปายะ ที่ทำให้เราเป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือ แบ่งปันกัน มาช้านาน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ทุกคนในสังคมสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ขณะที่ ในประเทศเจริญแล้วอีกฝากฝั่งโลก สอนให้เด็กแข่งขันกัน ต้องเรียนให้เก่ง เพื่อได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ดี แนวคิดแบบนี้มันไม่ สัปปายะ”

   “จากที่ได้ฟัง นักระบาดวิทยาวิเคราะห์ หลังจากเชื้อไวรัสโคโรนา ที่ก่อโรคโควิด-19 ในตอนนี้ ต่อไปอาจจะมีเชื้อไวรัสอีกตัวหนึ่งระบาดอีกก็ได้ แลระลอก 2 ระลอก 3 ก็จะน่ากลัวกว่าระลอกแรก ปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้มนุษย์กลับมาสู่วัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบเดิม ซึ่งเราเรียกว่า นอร์มแบบใหม่ หรือ New norm ซึ่งจะว่าไปมันคือสิ่งที่ผมพูดมา คือ วิถีแบบเดิมๆที่ดีงามอยู่แล้ว ก็จะกลับมา ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น”

ถ้าอยากจบวิกฤตโรคระบาดแบบ Happy ending คนไทยต้องเขียนบทเองในซีรีส์วิกฤตเรื่องยาวนี้ (นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ )

“หลังจากฟังเรื่องราวของแต่ละด้านแล้ว อาจสร้างความหนักใจให้ผู้ฟังไม่มากก็น้อย แต่ผมอยากให้ฟังต่อไป เพราะตอนจบ มันจะเป็น Happy Ending” นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ อดีตนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ) เริ่มการอภิปรายในส่วนของการแพทย์ที่ได้รับมอบหมายมาแชร์บนเวทีนี้ ด้วยคำกล่าวที่ทำให้ผู้ฟังอยากรู้ว่า เรื่องนี้มันจะจบในแบบแฮปปี้เอนดิ้งได้อย่างไร “จากที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้ โรคคโควิด-19 เป็น Pandemic ซึ่งมีความหมายว่า เป็นโรคที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เพราะมันกระจายไปทั่วโลก ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์โลก เรามี Pandemic สามครั้งใหญ่ ครั้งแรก คือ HIV Aids ครั้งที่สอง คือ เรามี ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้ง 2 โรคนี้ก็ยังคงอยู่ และ โรคโควิด-19 ก็จะดำเนินตามรอยเดิมนี้”

   “ผ่านไป 5 เดือน เรามีผู้ติดเชื้อทุกประเทศ และเพิ่มขึ้นทุกวัน และสถานการณ์ในซีกโลกตะวันตกรุนแรงกว่าซีกโลกตะวันออก ตอนนี้รุกลามไปถึงป่าอะเมซอนแล้ว หลายประเทศตอบโต้กับการระบาดนี้ด้วยมาตรการล็อคดาวน์ โดยอีกมุมมาตรการนี้ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล ทุกประเทศกำลังหาคำตอบกันอย่างหนักว่าจะหลุดออกจากปัญหานี้อย่างไร”

   “สำหรับประเทศไทยเราใช้มาตรการกึ่งล็อคดาวน์ คือ เปิด-ปิด ตามสถานการณ์ ส่งผลกระทบให้มีคนตกงาน ธุรกิจขาดสภาพคล่อง มีหนี้สินครัวเรือนเพิ่ม แต่ถ้าถามต่อว่า วิกฤตโควิด-19 นี้จะจบลงเมื่อไร ขอตอบแบบเข้าใจง่ายๆว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่หนังสั้น แต่เป็นซีรีส์ยาว แนวคิดที่ว่ายอมเจ็บ ยอดอดทนในตอนนี้ แล้วเดือนกันยายนเราจะได้ออกไปใช้ชีวิตกัน บอกได้เลยว่าไม่เป็นแบบนั้นแน่ๆ เพราะวิกฤตนี้มีแนวโน้มว่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 12 เดือนแน่นอน ต้องรอให้มียา มีวัคซีน และปล่อยให้มีการติดเชื้อตามธรรมชาติ สัก 60 เปอร์เซ็นต์ จากนั้น คนจะค่อยๆหายตกใจ หายกลัว ทุกคนคือผู้แสดงในซีรีส์เรื่องยาวนี้ เราทุกคนต้องมาเขียนบทและกำกับเอง แต่การจะเขียนบทและแสดงให้ประเทศไทยปลอดจากเชื้อโควิด 100 เปอร์เซ็นต์ ซีรีส์เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด สิ่งที่จะทำได้ในฐานะนักแสดงเรื่องนี้คือ การเล่นตามบทให้การแพร่เชื้อนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ คือ จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นนั้นต้องอยู๋ในระดับที่ระบบสาธารณสุขของเรารับได้

   การระบาดเป็นกลุ่มก้อนจะเกิดขึ้นได้ในบางเดือน บางพื้นที่ บางจังหวัด ถ้าเกิดสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต้องตื่นตระหนก ยืนยันว่าเราสามารถควบคุมได้ หากทุกคนมีสติและรู้ว่าจะจัดการมันได้อย่างไร

   “ที่สุดแล้ว ฉากหวาดเสียวในช่วง 12 เดือนข้างหน้า อาจเกิดขึ้นได้ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดฉากหวาดเสียวที่ว่านี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะยังมีพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในต่างประเทศอยากกลับมาที่ประเทศไทย แต่รัฐบาลให้โควต้าแค่วันละ 200 คน”

   “ในมุมมองของผมอยากให้ค่อยๆเพิ่มจำนวนรับชาวไทยกลับบ้านขึ้นอย่างรัดกุม เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นลูกหลานชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นบทพิสูจน์แล้วว่ามาตรการการกักตัวของเรามีประสิทธิภาพในระดับที่น่าพึงพอใจ”

   “มาถึง ตัวผู้ร้าย ที่ไม่มีใครอยากให้เขามา แต่เขาอาจจะมา นั่นคือ ไข้หวัดใหญ่ โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไปที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ก็เป็นช่วงพีคของการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว นี่จึงต้องเฝ้าระวังด้วย”

   “ที่ผ่านมา ที่มีมาตรการผ่อนปรน เปิดกิจการหลายอย่าง ผมไม่มีความกังวลอะไร แต่ที่จะกังวลคือในระยะที่ 4 ที่เรียกว่า ระยะสีแดง ที่หมายถึงการเปิดสถานบันเทิง สถานพนัน ต่างๆ อันนี้รัฐบาลต้องคิดหนักหน่อย”

   “มุมมองของผมต่อเรื่องนี้มองว่า เราต้องคุยและหาทางเยียวยาคนที่อยู่ในธุรกิจเหล่านี้ ด้วยการสื่อสารตามตรงว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดได้ ต้องให้การช่วยเหลือและนำเสนอให้เขาไปทำธุรกิจอื่น เพราะในกิจการเหล่านี้จะควบคุมยากให้มีมาตรการเว้นระยะห่าง ใส่แมส ถ้าเปิด อาจจะเกิด Super spreader แบบประเทศเกาหลีแน่นอน”
ที่มา : เรียบเรียงจาก เสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย : ฝ่าวิกฤตโควิด -19 สู่ชีวิตวิถีใหม่” จัดโดย สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เผยแพร่ใน Facebook LIVE : สสส.