แนวทางในการกำหนดว่าที่ไหนเป็นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

การผ่อนคลายการ Lockdown ทำให้เกิดคำถามของการจะกลับไปใช้ชีวิตในสังคม แม้จะไม่เหมือนเดิม แต่เป็น new normal และที่ไหนเป็นที่เสี่ยงที่สุดที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา

   ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความเสี่ยงของแต่ละสถานที่มีความแตกต่างกัน ความรู้จาการวิจัยครั้งนี้ พบว่า สิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงได้แก่
  1. ระยะห่างระหว่างบุคคคล ยิ่งใกล้โอกาสยิ่งมาก
  2. ระยะเวลาของการสัมผัส ยิ่งนานโอกาสยิ่งมาก
  3. สภาพแวดล้อมที่ปิด ที่ปิดภายในอาคารที่ปรับอากาศเสี่ยงมากกว่าที่โล่งภายนอกอาคาร
โดยความเสี่ยงสูงสุด คือ ไม่สามารถเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในสถานที่ปปิดที่ระบายอากาศไม่ดี และระยะเวลาของการสัมผัสนาน

ระหว่างภายในและภายนอกอาคาร (Indoor VS Outdoors)

จาการศึกษาพบว่า ภายในอาคารเสี่ยงมากกว่าภายนอกอาคาร และสิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญอย่างมาก มีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น โดยทำการติดตามผู้สัมผัสผ฿ติดเชื่อโควิด-19 จำนวน 110 คน โดยพบว่า ในกลุ่มที่สัมผัสผู้ติดเชื้อภายนอกอาคารติดเชื้อ ร้อยละ 12.5 ในขณะที่กลุ่มที่สัมผัสที่อยู่ภายในอาคารมีผู้ติดเชื้อร้อยละ 75 หรือ การสัมผัสภายในอาคารมีความเสี่ยงเป็น 6 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่สัมผัสผู้ติดเชื้อภายนอกอาคาร เหตุผลเนื่องจาก เนืองจากเชื้อไวรัสที่ออกมาพร้อมน้ำมูลน้ำลายในรูปละอองฝอย ภายนอกโอกาสมีโอกาสที่ฟุ้งกระจายออกไปได้ง่ายกว่า ยิ่งมีกระแสลมพัดแล้ว ก็จะฟุ้งกระจายออกไปได้ไกล ทำให้ลดโอกาสที่ละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสอยู่จะเข้าไปในระบบทางเดินหายใจของคนที่อยู่นอกอาคาร จากรูปจะเห็นว่า ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 110 คน สัมผัสภายในอาคาร (Indoors) จำนวน 22 คน ไม่ติดเชื้อเพียง 6 คน (17%) ติดเชื้อ 16 คน (83%) แต่กลุ่มที่สัมผัสผู้ติดเชื้อภายนอกอาคาร (Outdoors) จำนวน 88 คน ติดเชื้อ 11 คน (12.5 %) ไม้ติดเชื้อ 77 คน (87.5%) หรือจะกล่าวได้ว่า ถ้าสัมผัสผู้ติดเชื้อภายในอาคารเสี่ยงเป็น 6.64 เท่า ของกลุ่มที่สัมผัสผู้ติดเชื้อภายนอกอาคาร

   เพราะฉะนั้น ในกรณีที่เดินผ่านผู้คนบนถนน ถ้าสามารถเว้นระยะห่างได้ 2 เมตร ความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสมีน้อยมาก เนื่องจาระยะเวลาของการสัมผัสกลุ่มของละอองฝอยของคนที่เดินผ่านสั้นมาก

   อีกประเด็นถกเถึยง คือเกี่ยวกับเรื่องการเดินผ่าน ผู้ที่ขี้จักรยาน หรือวิ่ง ซึ่งการออกกำลังกายจะทำให้มีการหายใจที่แรงขึ้น ถ้าเชื่อในประเด็นเรื่องระยะเวลาที่สัมผัสถ้าสั้นและในที่โล่งมีโอกาสติดเชื้อต่ำ ก็จะทำให้เราไม่ประเมินความเสี่ยงสำหรับเรื่องนี้เกินความเป็นจริง แม้การออกกำลังกายจะทำให้การหายใจแรงขึ้นก็ตาม แต่ความเร็วของการวิ่งและการขี่จักรยานนั้น จะมีระยะเวลาสัมผัสสั้นมาก และการอยู่ในที่โล่งนอกอาคาร จะทำให้ละอองฝอยกระจายออกไปในบริเวณกว้าง ทำให้ลดโอกาสในการสูดเอาละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสอยู่เข้าไปในระบบทางเดินหายใจของเรา

การเว้นระยะห่างและระยะเวลาสัมผัส (proximity an time)

การแพร่กระจายในเรือสำราญ Daimond princcess เมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด โอกาาการติดเชื้อก็จะสูงขึ้น ระยะห่างระหว่างคน เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาก ว่าจะใช้ตัวเลขเท่าไร 1 หรือ 2 เมตร (เนื่องจากการเว้นระยะห่างทำให้เกิดต้นทุนของกิจการต่างๆ ไม่ว่่าจะเป็นเรื่องการบิน การขนส่งมวลชน โรงหนัง ห้องประชุม แรงกดดันต่อต้นทุน ทำให้มีแนวโน้มที่จะลดความห่างให้ห่างน้อยลง เช่นสายการบิน และระบบขนส่งมวลชน มาตรฐานไม่กำหนดให้เว้นระยะห่าง คือสามารถนั่งติดกันได้ โดยต้องไม่เสริมเรื่องระบบกรองอากาศต้องใช้ระบบ HEPA filter เป็นต้น เนื่องจาก load factor (ร้อยละของผู้โดยสารต่อที่นั่งทั้งหมด) ของเครื่องบิน นั้นจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 70% ถ้านั่งที่เว้นที่และต้องสับหว่างหน้าหลัง จะนั้งได้ไม่ถึง 70% ทำให้ไม่คุ้มทุนถ้าค่าโดยสารราคาเดิม ถ้าจะเว้นระยะห่างก็ต้องเพิ่มค่าโดยสาร) การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Lancet สรุปว่า การเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค และการเว้นระยะห่าง 2 เมตร มีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่า

   การศึกษาในจีนเกี่ยวกับผู้สัมผัส เรียงลำดับความเสี่ยงจากมากไปน้อยดังนี้ สัมผัสภายในบ้าน (Houshold) ในรถขนส่งมวลชน ห้องรับประทานอาหาร ในที่ทำงานที่ใช้ที่ทำงานหรือห้องเรียนหรือโต๊ะทำงานร่วมกัน ในโรงเรียน ในสถานบริการสขภาพ และอื่นๆ ซึ่งจะพบว่าการติดเชื้อมากหรือน้อยขึ้น สถานที่ที่เว้นระยะห่างน้อย และระยะเวลาสัมผัสยาวนาน

   การระบายอากาศ พบว่า สถานที่ที่ไม่มีการระบายอากาศจากภายนอกเข้ามาด้านใน จะเพิ่มความเสี่ยง มีการศึกษาพบว่า ห้อระบบปิดที่เปิดเครื่องปรับอากาศ สามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อได้ เนื่องจากลมหายใจที่คนในห้องนั้นหายใจออกมา ถูกดูดกลับเข้าไปในระบบปรับอากาศ ฉะนั้นระบบการกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง ร่วมกับการฆ่าเชื้อของอากาศที่หมุนเวียนเข้าไปในระบบอากาศ สามารถลดการติดเชื้อได้
บทเรียนที่ได้คือ
  1. อย่าโอ้เอ้ในร้าน โดยเฉพาะร้านที่เล็กๆ ให้รีบซื้อรีบออก
  2. รับประทานอาหารภายนอกอาคารปลอดภัยกว่ารับประทานในอาคารที่ติดเครื่องปรับอากาศ ถ้าจำเป็นต้องกินในอาคาร ให้เลือกร้านที่เปิดประตูและหน้าต่างแทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ
  3. ปรับที่ทำงานที่ใช้ที่ทำงานหรือโต๊ะทำงานร่วมกันที่เรียกว่า (Hot desk) เป็นห้องแยก หรือถ้าทำไม่ได้ให้ใช้ partition แยก หรือมีฉากกั้นที่สูงพ้นระดับปากและจมูก หรือเลยหัว

มาตรการใส่หน้ากากอนามัยและมาตรการอื่นๆ

หลายประเทศในยุโรป ทำตามประเทศในเอเซียในการใส่หน้ากากอนามัย และยอมรับว่าการใส่หน้ากากอนามัยมีประโยชน์ในการป้องกันการติดต่อ และเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเช่นภายในอาคาร การใส่หน้ากากอนามัยสามารถลดความเร็วของละอองฝอยที่จะออกมาจากระบบทางเดินหายใจของคนใส่หน้ากากอนามัย นักวิจัยระบุว่า การใส่หน้ากากอนามัยในที่โล่งแจ้งมีประโยชน์น้อย เนื่องจากความเสี่ยงต่ำ และการใส่หน้ากากอนามัยโดยขยับหน้ากากอนามัยหรือถอดเข้าถอดออก ทำให้มีโอกาสที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนมือ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง

   ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ไม่แนะนำให้ใส่ถุงมือ เป็นมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อ แต่แนะนำให้ลดการสัมผัสพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ลูกบิดประตู ปุ่มขึ้นลงลิฟท์ ราวบันไดเลื่อน เป็นต้น รวมถึงมาตรการในการล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสกับผิสสัมผัสที่เสี่ยงสูง

พื้นที่ชุมชนหนาแน่น (Mass gathering)

มีหลักฐานว่า Superspreader เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้สูง ทำให้ผู้กำหนดนโยบาย ทำการปิดกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันมาก ได้แก่ การจัดคอนเสริ์ต การเฉลิมฉลองต่างๆ สนามแข่งกีฬา เช่นฟุตบอล มวย เป็นต้น กิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมากจะเป็นกิจกรรมที่จะผ่อนปรนเป็นลำดับสุดท้าย

   จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น แต่ผู้ติดเชื้อเพียง 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังติดคนเป็นจำนวนมาก เช่นกรณีการแพร่กระจายเชื้อภายในโบสถ์ของประเทศเกาหลี หรือในสนามมวยในประเทศไทย มีงานวิจัยในประเทศจีนและฮ่องกงพบว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 80 ไม่ได้แพร่เชื่อให้กับผู้อื่น มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่แพร่เชื้อให้กับผู้อื่น และผู้ติดเชื้อรายใหม่ ร้อยละ 80 เกิดจากผู้ติดเชื้อเดิมเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น