หัวข้อ

  1. โลหิตจางส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
  2. สถานการณ์โลหิตจางในประเทศไทยIron Deficiency Anaemia Assessment, Prevention, and Control A guide for programme managers (WHO) ,Worldwide Prevalence of anemia 1993-2005 WHo Global database of Anemia
  3. จะวินิจฉัยภาวะโลหิตจางอย่างไร Hemoglobin concentrations for diagnosis of Anemia and assessment of Severity (WHO/NMH/NHD/MNM)
  4. กลุ่มเสี่ยงของโรคโลหิตจาง
  5. การป้องกันโลหิตจาง ตามคำแนนำขององค์การอนามัยโลก (ไม่ใช่การรักษาโลหิตจาง ซึ่งจะกล่าวต่อไป)
  6. การป้องกันโลหิตจางแบบรับประทานอาทิตย์ละครั้ง สำหรับเด็ก 0-5 ปี ยาน้ำธาตุเหล็ก FerroKid ขององค์การเภสัชกรรม
  7. การป้องกันโลหิตจางแบบรับประทานอาทิตย์ละครั้ง สำหรับหญิงวัยเจริญพันธ์WEEKLY IRON AND FOLIC ACID SUPPLEMENTATION AS AN ANAEMIA-PREVENTION STRATEGY IN WOMEN AND ADOLESCENT GIRLS (WHO)
  8. การรักษาโลหิตจาง
  9. ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กสำหรับเด็ก

โลหิตจางส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

  1. ส่งผลต่อเชาว์ปัญญา พฤติกรรม และการเจริญเติบโตของเด็กทารก เด็กก่อนวัยเรียน และวัยเรียน
  2. ลดภูมิคุ้มกันในทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ทำให้เสี่ยงต่อการโรคติดเชื้อ
  3. ทำให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อผลิตภาพในการทำงานตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน
  4. ส่งผลต่อหญิงตั้งครรภ์ เพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อหญิงตั้งครรภ์และเด็กทารก รวมถึงการเพิ่มอัตราการตายของทารก

สถานการณ์โลหิตจางในประเทศไทย

  1. องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ใช้ความชุกของโลหิตจางเป็นตัวแบ่งความรุนแรงของภาวะโลหิตจาง ถ้าความชุกมากกว่าหรือเท่ากับ 40% ถือว่ามีปัญหาโลหิตจางอย่างรุแรง ถ้าความชุก ร้อยละ 20 -39.9% อยู่ในระดับปานกลาง
  2. องค์การอนามัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง และพัฒนาโปรแกรมเพื่อ Mapping พื้นที่เสี่ยงของประเทศทั่วโลก ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ไทยอยู่ในกลุ่มโลหิตจางระดับปานกลาง
  3. สถานการณ์ของกลุ่มก่อนวัยเรียน อยู่ในระดับปานกลาง
  4. สถานการณ์ของกลุ่มหญิงเจริญพันธุ์ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ อยู่ในระดับปานกลาง เช่นกัน

จะวินิจฉัยภาวะโลหิตจางอย่างไร

  1. โลหิตจางเป็นโรค วินิจฉัยจากปริมาณของฮีโมโกลบิน หรือ % ความเข้มข้นของเลือด (ฮีมาโตคริต หรือ hct ) ที่ต่ำกว่าจุดตัดที่กำหนด (จุดตัดขึ้นกับ เพศ ช่วงอายุ และขึ้นกับว่าตั้งครรภ์หรือไม่)
  2. โลหิตจางเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ถ้าสูญเสียเลือดจากอุบัติเหตุ แท้งบุตร หรือเลือดออกในอวัยวะภายใน เช่นกระเพาะอาหาร ก็ทำให้เกิดโลหิตจางอย่างเฉียบพลันได้ แต่โลหิตจางจากการเสียเลือดมีไม่มาก สาเหตุส่วนใหญ่ของโลหิตจางเกิดจาก ไม่มีธาตุเหล็กที่เป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการสร้างเม็ดเลือด ภาวะการพร่องธาตุเหล็ก คือปัญหาที่สำคัญที่เป็นสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ของโรคโลหิตจาง
    สรุป โรคโลหิตจางเกิดจากหลายสาเหตุ และสาเหตุที่สำคัญคือเกิดจากการขาดธาตุเหล็กที่เป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสาเหตุที่สามารถป้องกันได้
  3. ธาตุเหล็กจะถูกเก็บสะสมในร่างกาย (Pool) เมื่อร่างกายสร้างเม็ดเลือด ก็จะนำเหล็กที่สะสมมาใช้ และเมื่อรับประทานธาตุเหล็กเข้าไปก็จะนำเหล็กไปสะสมใน Pool ถ้ารับประทานธาตุเหล็กเข้าไปน้อยกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ ธาตุเหล็กที่เก็บไว้ใน Pool ก็จะลดลง ซึ่งถ้าลดลงไม่มาก ก็ยังเพียงพอในการสร้างเม็ดเลือด คือ มีการพร่องธาตุเหล็ก แต่ยังไม่โลหิตจาง แต่ถ้าพร่องลงไปมากจนไม่เพียงพอในการสร้างเม็ดเลือด ก็จะพร่องทั้งเหล็กร่วมกับโลหิตจางด้วย เนื่องจากการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการพร่องธาตุเหล็กนั้นทำได้ยาก และราคาแพง ในทางปฏิบัติทางคลินิก จึงใช้การตรวจเลือดเพื่อหาระดับฮีโมโกลบิน หรือฮีมาโตรคริต ในการวินิจฉัยโรคโลหิตจางมากกว่า
  4. สรุปได้จากแผนภูมิด้านล่าง คือ โรคโลหิตจางจากการพร่องธาตุเหล็ก เป็นส่วนหนึ่ง (sub set) ของโรคโลหิตจาง และ ภาวะการพร่องธาตุเหล็กจนเกิดภาวะโลหิตจางเป็นส่วนหนึ่ง (sub set) ของภาวะการพร่องธาตุเหล็ก

กลุ่มเสี่ยงต่อโรคโลหิตจาง

กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจาง จะใกล้เคียงกับ การขาดสารไอโอดีน และการขาดวิตามมินเอ โดยกลุ่มเสี่ยงต่อโรคโลหิตจางจากการพร่องธาตุเหล็กได้แก่ เด็กทารกแรกเกิด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กน้ำหนักแรกคลอดต่ำ เด็กก่อนวัยเรียน หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และหญิงวัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยก่อนหมดประจำเดือน

การป้องกันโลหิตจาง (ไม่ใช่การรักษาโลหิตจาง ซึ่งจะกล่าวต่อไป)

  1. การป้องกันโรคโลหิตจาง คือการจัดการกลุ่มที่เสี่ยงต่อโลหิตจาง ก่อนที่จะเป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งแนวทางการจัดการนั้นเน้นการให้วิตามินหรือยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กในกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้น เพราะเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์เชิงต้นทุนประสิทธิผลแล้ว
  2. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการป้องกันโดยให้วิตามินหรือยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กแบบถ้วนหน้าทุกคน (Universal) คือ หญิงตั้งครรภ์และภาวะเด็กแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย
  3. แม้สถานการณ์ความรุนแรงโรคโลหิตจางในภาพรวมของประเทศยังไม่เกิน 40% แต่ในบางพื้นที่หรือบางภาคของประเทศไทย น่าจะเกิน 40% ฉะนั้นถ้าพื้นที่ไหนมีข้อมูลความชุกของโลหิตจางมากกว่า 40% แล้ว ก็ควรที่จะให้วิตามินหรือยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กแบบป้องกันให้แก่กลุ่มเสี่ยงเหล่านั้น ด้วยขนาดของยาและระยะเวลา ตามแผนภูมิด้านล่าง

การป้องกันโลหิตจางแบบรับประทานอาทิตย์ละครั้ง สำหรับเด็ก 0-6 ปี

  1. กรมอนามัยร่วมกับ สปสช.ได้จัดทำชุดสิทธิประโยชน์ในการให้ยาน้ำธาตุเหล็กในเด็ก 6 เดือนถึง 6 ปี เพื่อป้องกันโรคโลหิตจางในเด็ก โดยเป็นการให้อาทิตย์ละครั้งหรือ Weekly Dose เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นโรคโลหิตจาง โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าลงทุนสำหรับเด็กไทย เพราะถ้าเป็นโลหิตจาง จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเรียนต่ำ มีผลต่อเชาว์ปัญญาของเด็ก
  2. ขนาดของยาแบ่งเป็น 2 ขนาดคือ
    1. เด็ก 6 เดือนถึง <2 ปี ให้ 12.5 มก.ของธาตุเหล็ก อาทิตย์ละครั้ง (ครึ่งช้อนชา ของ FerroKid ผลิตโดยองค์การเภสัขกรรม)
    2. เด็ก 2-5 ปี ( 5 ปี 11 เดือน 29 วัน) ให้ 25 มก.ของธาตุเหล็ก อาทิตย์ละครั้ง (1 ช้อนชา ของ FerroKid ผลิตโดยองค์การเภสัขกรรม)
  3. แนะนำ FerroKid ขนาด 60 ซีซี เนื่องจาก
    1. เป็นยาที่องค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ผลิต ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ของกระทรวงสาธารณสุข และราคาไม่แพง ขวดละ 30 กว่าบาท
    2. ธาตุเหล็กที่เป็นยาน้ำ ได้ทดสอบความคงตัวของยาแล้วประมาณ 4 เดือน ถ้าเก็บในตู้เย็นที่ 2-8 o ถ้าเด็ก 6 เดือนถึง น้อยกว่า 2 ปี จะกินยาเท่ากับ 2 ช้อนชา x 5 ซีซี x 4 เดือน = 40 ซีซี หรือ ทิ้งแค่ 20 ซีซี ถ้าเป็นเด็ก 2-5 ปี ก็จะกินยา 80 ซีซีใน 4 เดือน หรือไม่มีการเหลือทิ้ง

การป้องกันโลหิตจางแบบรับประทานอาทิตย์ละครั้ง สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (ตามคำแนำนำขององค์การอนามัยโลก)

  1. ได้ทำการศึกษาประสิทธิผลของการให้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กในกลุ่มหญิงเจริญพันธุ์ตั้งแต่หญิงวัยรุ่นตลอดวัยทำงาน เพราะการขาดธาตุเหล็กจนทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งผลต่อผลิตภาพในการทำงาน
  2. การให้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก 1 เม็ด อาทิตย์ละครั้ง เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นไม่ให้ยา 3 เดือน แล้วขึ้นรอบใหม่ไปเรื่อยๆ จนพ้นวัยเจริญพันธุ์ ดังแผนภูมิด้านล่าง

การรักษาโลหิตจาง

การรักษาโลหิตจางแตกต่างจากการป้องกันโลหิตจางที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านั้น แตกต่างทั้งวัตถุประสงค์ ขนาดของยา และระยะเวลาในการรักษา ดังแผนภาพด้านล่าง