พื้นที่ตรงนี้ คือ 1 ใน “ชุมชน” ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์…มีปริศนา-มหัศจรรย์-เสน่ห์ ที่คนทั่วโลกต้องการให้สำรวจ ขุดค้น ล่าความจริง เป็น “พื้นที่แย่งชิง” นับพันปี …ที่ต้องสังเวยกันด้วยชีวิต ที่นี่คือ ขุมทรัพย์ทางศาสนาและวัฒนธรรมอายุหลายพันปีที่ชาวยิวยืนยันความเป็นเจ้าของหนักแน่น

   เรื่องของ “พระผู้เป็นเจ้า-สถานที่” มีจริงมั้ย เนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิล และคำสอนของพระศาสดา คือ โจทย์ที่ต้องพิสูจน์ให้รู้แจ้ง เคยบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า… เยรูซาเลม เป็นเมืองเก่าแก่มากกว่า 5 พันปี ผูกพันกับ 3 ศาสดา/ศาสนา ..จริงหรือ ?

   ประวัติศาสตร์ของเมืองเยรูซาเลมสลับซับซ้อน เปลี่ยนการครอบครองไม่หยุด เป็นสนามรบที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมืองแห่งนี้ เคยถูกทำลายแบบย่อยยับไปอย่างน้อย 2 ครั้ง ถูกปิดล้อม 23 ครั้ง ถูกโจมตี 52 ครั้ง ถูกยึดและเอาคืนถึง 44 ครั้ง ….นี่คือ เสน่ห์ ความลึกลับ ปริศนา ที่ต้องพิสูจน์ทราบ…

  

ภาพเก่า..เล่าตำนาน …ขอเจาะประวัติของเมืองเยรูซาเลม

ศตวรรษที่ 19 ชาวคริสเตียนในยุโรป โดยนักโบราณคดีและปราชญ์ชาวฝรั่งเศส 2 คน และชาวอังกฤษ 1 คน มีแรงบันดาลใจที่จะไปตามหาหลักฐานทุกสรรพสิ่งที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์

   พ.ศ.2408 ชาวคริสต์ในยุโรประดมทุนจัดตั้งกองทุนเพื่อสำรวจเมืองเยรูซาเลม ในเวลานั้นคณะสำรวจทางโบราณคดียังไม่มีเครื่องมือทันสมัยในการตรวจพิสูจน์

   ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 แคทธลีน เคนยอน (Kathleen Kenyon) นักโบราณคดี เป็นผู้ที่นำเครื่องมือทันสมัยทางวิทยาศาสตร์มาใช้ทำงานขุดค้น ตรวจสอบ มีการขุดค้นตามหลักการทำงานในพื้นที่บริเวณกำแพงเมืองและรอบๆ เมืองเก่า สถาบันโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู หน่วยงานโบราณวัตถุของอิสราเอลและสมาคมสำรวจอิสราเอล เข้ามาร่วมทำงาน…ทุกฝ่ายตื่นเต้น ระทึกใจ ที่จะได้พบอะไรบางอย่าง….

   การขุดค้นตามลายแทง…ไม่ผิดหวัง…ดังเปรี้ยง รอบกำแพงด้านใต้และด้านตะวันตกตก “ชั้นใต้ดิน” ของ เทมเปิลเมาท์ (Temple Mount) พบ “เส้นทาง” ที่นำไปสู่พระวิหาร มนุษย์สร้างสิ่งซ่อนเร้นไว้ใต้ดิน สร้างทางส่งน้ำ มีอุโมงค์ของชาวยูดาย และเหมืองหินของชาวโรมัน พร้อมซากอาคาร นี่คือ เมืองโบราณของจริง มีความเกี่ยวข้องกับกิจการศาสนา เกิดการปะติดปะต่อเรื่องเล่า.. มีหลักฐานประจักษ์ชัด

   นักโบราณคดีใช้เครื่องมือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตรวจพบการเผาไหม้และการทำลายเมืองโดยชาวโรมัน ค้นพบ “ร่างมนุษย์ที่ถูกตรึง” ตั้งแต่สมัยโรมัน โดยมีตะปูตอกติดอยู่ที่ข้อเท้าในหลุมฝังศพที่ Givat Ha-Mivtar การขุดค้นในบริเวณ Citadel ค้นพบโครงสร้างชุมชนของชนเผ่ายุคต่างๆ ที่เข้ามายึดครองดินแดนตรงนี้… เป็นไปตามที่บอกเล่ากันมา…

   นักสำรวจ พบหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ย้อนไปกว่า 4 พันปี ก่อนคริสตศักราช พร้อมเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน การค้นพบที่สำคัญที่สุดคือ “แนวถนน” ที่สร้างโดยชาวโรมัน (นักโบราณคดีบอกได้จากสไตล์ การก่อสร้าง วัสดุ ฯลฯ) ผลการตรวจสอบที่เอะอะ-ตูมตาม คือ การพบโบสถ์สมัยศตวรรษที่ 5 ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ตรงบริเวณที่กล่าวกันว่า….พระเยซูทรงรักษาคนตาบอด ใกล้สระสิโลอัม ซากโบสถ์แห่งนี้ ถูกซ่อนอยู่ใต้ดินนครเยรูซาเลม

   โบสถ์แห่งนี้ คือ รางวัลใหญ่ ราคาแพง ที่ค้นพบ หากต่อมากลับกลายเป็นความขัดแย้ง ยุ่งยากซับซ้อน ที่ทุกฝ่ายต้องการแย่งชิง ซากถนนที่พบ…มีอิฐมาวางเรียง อายุราว 2,000 ปี ยาว 600 เมตร ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเส้นทางสัญจรของผู้จาริกแสวงบุญ พ่อค้าวาณิช และผู้มาเยือน “วิหารยิว” (Jewish Temple)

   ตามประวัติศาสตร์….ถนนเส้นนี้ถูกกองทัพโรมันเผาทำลายไปพร้อมเมืองเมื่อปี ค.ศ.70 ยิ่งค้นพบ..ยิ่งสร้าง “ความกระหาย” ที่จะครอบครอง… ข้อมูลที่น่าอัศจรรย์ …เป็นพลังให้ศาสนิกชนทั้ง 3 ศาสนาทั้งหลายสนใจ ประสงค์ที่จะเข้ามา “มีส่วนร่วม” ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

   การค้นพบเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกแบบใจจด ใจจ่อ เรื่องของ พระผู้เป็นเจ้า เรื่องชาวยิว เรื่องกำเนิดมนุษย์ พระศาสดา สถานที่สำคัญของ 3 ศาสนา…ปรากฏให้เห็น จับต้องได้… (ขอแถมเป็นข้อมูลครับ…พีระมิด ในดินแดนอียิปต์ที่มีอายุราว 6 พันปี …ผู้ไขปริศนาหาคำตอบเป็นชาวฝรั่งเศส และอังกฤษ ที่ทุ่มเท รักการสำรวจ ทำให้มีข้อมูลมาบอกเล่าให้ชาวโลกทราบ) หลักฐานที่ค้นพบ ยิ่งเพิ่มเติม ตอกย้ำถึงรากเหง้า ความเป็นมาอันเก่าแก่ของ “ชาวยิว-วิถียิว” ที่มีอยู่จริงในเยรูซาเลม

   พ.ศ.2510 ยิวทำสงคราม 6 วัน แบบช็อกโลก (Six day War) ยิวนำกำลังทหารบุกตะลุย 4 ประเทศ ยึดพื้นที่ ขยายอาณาเขตประเทศออกไปราว 3 เท่า แปลว่าจะไม่ยอมให้ใครมาครอบครองดินแดนที่ยิวเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้า ประทานให้ชาวยิว

   ชาวปาเลสไตน์เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่าวาดีฮิลเวห์ (Wadi Hilweh) ส่วนชาวยิวเรียกว่านครแห่งดาวิด (City of David) หรือสถานที่ที่กษัตริย์เดวิดทรงสร้างเมืองหลวงแห่งแรกของอิสราเอลขึ้น ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ก็ยืนยันในการครอบครองมาช้านาน ทีมนักสำรวจ วิศวกรขุดพื้นที่กำแพงตะวันตก กลายเป็นการ “จุดชนวนความกลัว” ของชาวมุสลิม….การขุดค้นอาจทำลายโครงสร้างของศาสนาอิสลามบนเทมเปิลเมาท์ ชาวยิวทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ก็ไม่สบายใจกับการจุดเจาะ อาจเป็นอันตรายต่อสมบัติทางวัฒนธรรมของชาวยิว

   การขุดสำรวจในพื้นที่ชุมชน ต้องระมัดระวังการพังทลาย การศึกษา-ค้นหาแบบเอาจริงเอาจังในเยรูซาเลม เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ท้าทาย… ทำให้ทราบว่า….มนุษย์ในศตวรรษที่ 6 ขุดอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งนำน้ำจาก “กีฮอนสปริง” ไปยัง “สระสิโลอัม” ในเมือง ในระหว่างการปิดล้อมของชาวบาบิโลน

   โดมแห่งศิลา (Dome of the Rock) อันเปล่งประกายแวววาวกลางนครเยรูซาเลม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 เป็นเครื่อง บ่งบอกความยิ่งใหญ่ของมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ ถือว่ายิ่งใหญ่นะครับ…. สำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้น

   นับพันปีที่ผ่านมา นครเยรูซาเลมผ่านการแย่งชิง ยึดครอง โดยใช้กำลังเข้าสู้รบ จากหลายเผ่าพันธุ์ ทุกฝ่ายมีความเชื่อ มีศาสนาเป็นตัวเหนี่ยวนำ ทำสงครามต่อเนื่องนับพันปี เยรูซาเลม คือ วัตถุพยาน ทางจิตวิญญาณและอารมณ์ของศาสนาเชิงเดี่ยวที่สำคัญ 3 ศาสนา

   สำหรับชาวยิว เชื่อว่าเมืองนี้ คือ จุดกำเนิดของ “ชาติพันธุ์ของตน” ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้กลุ่มของตน

   สำหรับชาวคริสเตียน พื้นที่ตรงนี้ คือ ความเจ็บปวดและชัยชนะของพระเยซู ที่นี่เป็นสถานที่ตรึงกางเขนพระเยซู

   สำหรับชาวมุสลิม เมืองนี้ คือ เป้าหมายของการเดินทางยามค่ำคืนอันลึกลับของศาสดามูฮัมหมัด และเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของศาสนาอิสลาม

   (ปี ค.ศ.614 ชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย เข้าตีเมืองเยรูซาเลมตกไปอยู่ในการครอบครองของชาวอาหรับมุสลิม)

   3 ความเชื่อนี้ ทำให้เยรูซาเลมมีคุณค่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางของการแสวงบุญและปรากฏสิ่งก่อสร้างแห่งความจงรักภักดี

   “กายภาพ” ของเยรูซาเลม ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่ความสูง 2,575 ฟุต (785 เมตร)

   พื้นที่ “เมืองเก่า” มีกำแพงล้อมรอบในยุคกลางที่มีขนาดไม่ถึงครึ่งตารางไมล์ (ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร)

   ทางทิศตะวันออกมองลงไปที่ทะเลเดดซีและข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยังภูเขาที่แห้งแล้งทางตะวันออกของจอร์แดน (ภูเขาในพระคัมภีร์ไบเบิลของโมอับ)

   ทางทิศตะวันตกหันหน้าไปทางที่ราบชายฝั่งและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 35 ไมล์ (60 กม.)

   เยรูซาเลมมีสภาพอากาศกึ่งร้อนผสมกับฤดูร้อนที่แห้งและอบอุ่นและฤดูหนาวที่มีฝนตกชุก ดินแดนแห่งนี้มีฝนตก….ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 24 นิ้ว (600 มม.) บางปีจะมีหิมะตก ช่วงเดือนสิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน 24 องศา ในเดือนมกราคม อุณหภูมิราว 10 องศา ลมทะเลทรายอันร้อนระอุ เรียกว่าชาราฟ (sharav) จะพัดมาให้ได้สัมผัสราว 50 วันต่อปี ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ แสงอาทิตย์ในเยรูซาเลมนั้น จัดจ้านเอาเรื่อง แดดแรงเนื่องจากไม่มีเมฆและความชื้นต่ำ พื้นที่ศูนย์รวมจิตใจตรงนี้ ตั้งอยู่บนแหล่งต้นน้ำระหว่าง Hare Yehuda (เนินเขายูเดีย) ที่มีฝนตกและทะเลทรายยูเดียอันแห้งแล้ง หินปูนชนิดต่างๆ ที่ปกคลุมเนินเขารองรับพืชได้มากถึง 1,000 ชนิด ในฤดูใบไม้ผลิมวลดอกไม้ป่าจะงอกงามบนเนินเขาและพื้นที่รกร้าง เป็นเมืองที่มีนกนานาชนิด มากที่สุดคือ นกเหยี่ยวน้อย

   ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมของเยรูซาเลมคือ การอยู่ร่วมกันของทั้งเก่าและใหม่และเป็นโลกในรูปแบบที่หลากหลาย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเลม ทั้ง 3 ศาสนา …..

   Dome of the Rock หรือมัสยิดอัลอักซอ หรือโดมแห่งศิลา เป็นศาสนสถานของศาสนาอิสลาม เป็นที่ตั้งของศิลาฤกษ์ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เด่นที่สุดบนเนินพระวิหารในกรุงเยรูซาเลม โดมทองก่อสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ.685 จนถึง ค.ศ.691 ผู้สร้างตั้งใจจะให้เป็นสถานที่ “พำนักของมุสลิมทั้งยามหนาวและร้อน” และสำหรับนักแสวงบุญในรูปแบบของมัสยิด
นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาท่านหนึ่งมีความเห็นว่า การก่อสร้างโดมทองเป็นการแข่งขันกับสิ่งก่อสร้างทางศาสนาอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในเยรูซาเลมในขณะนั้น ซึ่งก็ยิ่งใหญ่อลังการ สง่างาม สุลต่านสุลัยมานแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ส่งกลุ่มของคนงานจากอิสตันบูลไปยังกรุงเยรูซาเลมเพื่อประดับอาคารด้วยกระเบื้องเซรามิก ถือเป็นสิ่งก่อสร้างของอิสลามที่เก่าที่สุดในโลก มุสลิมทั้งหลายต่างต้องการมาที่นี่ให้ได้สักครั้งในชีวิต เหมือนกับที่ต้องการไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ (Church of the Holy Sepulchre) สร้างโดยชาวคริสต์ออร์โธดอกซ์เรียกว่า “โบสถ์การคืนพระชนม์” เป็นโบสถ์ในย่านชุมชนชาวคริสต์ของเมืองเก่าเยรูซาเลม ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวคริสต์ เพราะเป็นสถานที่ “ตรึงกางเขนพระเยซู” และยังเป็น สถานที่ “ฝังพระศพ” ของพระเยซู และเป็นที่ที่ “พระองค์ฟื้นคืนชีพ”
ภายในโบสถ์ มีวิหารน้อยใหญ่ โดยจะมีแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่วางพระศพของพระเยซูหลังตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ ทำให้ชาวคริสต์จะต้องมาที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต และนำหน้าผากแตะที่แท่นหิน เชื่อกันว่าที่ด้านในสุดของวิหาร ยังเป็นที่ฝังพระศพของพระเยซู ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกของศาสนาคริสต์

   กำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายูดาห์ ซึ่งเป็นศาสนาของชาวยิว ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเยรูซาเลม เป็นส่วนที่หลงเหลือของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทำลาย
   สงครามครูเสด ยาวนาน 177 ปี เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ครั้งที่สำคัญที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ซึ่งมีสงครามใหญ่ๆ เกิดขึ้นถึง 9 ครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ.1095 ไปจนถึง ค.ศ.1272

   บทสรุปของสงครามในครั้งนั้นคือ…กองทัพมุสลิมสามารถยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์จากชาวคริสต์ได้ เยรูซาเลม ตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม เยรูซาเลม คือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา ผ่านร้อน ผ่านหนาวโชกโชน … ขอพูดคุย..นำเสนอพอเป็นสังเขปนะครับ…ยังคงมีข้อถกเถียง โต้แย้ง เรื่องสถานะของเมืองเยรูซาเลม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ระดับโลก… ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เป็นจริง อิสราเอล คือ ผู้ปกครอง