เนื้อหา

  1. Rapid Test มีทั้งตรวจ Anitigen (ตัวเชื้อ) และ Antibody (ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ)
  2. ข้อดี ข้อเสีย ของ Antigen Rapid Test)
  3. จะดูความแม่นยำของเครื่องมือคัดกรอง (Antigen Rapid Test) ได้อย่างไร
  4. ปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นยำของ Antigen Raid Test
  5. วิธีการใช้ Rapid Antigen Test (Info graphic ของ อย.)

Rapid Test มีทั้งตรวจ Anitigen (ตัวเชื้อ) และ Antibody (ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ)

Rapid test มี 2 อย่าง คือ
  1. Rapid Antibody Test คือ ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน ต่อโควิด 19 ไม่ได้หาตัวเชื้อไวรัส ถ้ามีภูมิคุ้มกัน เป็นไปได้ใน 2 กรณี คือ มีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ หรือจากการฉีดวัคซีน
  2. Rapid Antigen Test คือ ตรวขหาตัวเชื้อ SARS-Cov-2 ซึ่งเป็นไวรัสทีทำให้เกิดโรคโควิด 19 ตรวจโดยการแยงจมูก (Swab) ไม่ได้ตรวจเลือด Antigen Rapid Test คือเครื่องมือเบื้องต้นที่จะนำมาใช้คัดกรองโควิด 19 ถ้าให้ผลบวก ก็จะต้องนำตรวจยืนยันด้วยเครื่องมือมาตรฐาน (Gold Standard) คือ RT-PCR อีกที

ข้อดีข้อเสียของ Rapid Antigen Test

ข้อดี
  1. ตรวจได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาก ทำให้สถานบริการต่างๆสามารถตรวจได้ และในต่างประเทศสามารถซื้อไปตรวจเองที่บ้านได้ (คนตรวจต้องมีความรู้ ความเข้าใจเครื่องมือนี้ดีพอ)
  2. ทราบผลได้เร็วภายใน 10-30 นาที ทำให้สามารถควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที
  3. ราคาถูกกว่า
ข้อเสียคือ
  1. ต้องทำ 2 เที่ยว คือครั้งแรกตรวจเบื้องต้น ครั้งที่ 2 ตรวจยืนยัน
  2. ให้ผลบวกปลอม คือ ตรวจด้วย Rapid Antigen test ให้ผลบวก แต่ตรวจด้วย RT-PCR แล้วให้ผลลบ ส่วนนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไร เนื่องจากถ้าตรวจแล้วให้ผลบวกก็จะทำการตรวจยืนยันด้วย RT-PCR ต่อไป
  3. ให้ผลลลปลอม คือ ตรวจด้วย Rapid Antigen Test ให้ผลลบ แต่ตรวจด้วย RT-PCR กลับเป็นบวก ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ปริมาณเชื้อในโพรงจมูกค่อนข้างน้อย ซึ่งจะเกิดในวันแรกๆของการสัมผัสผู้ป่วย ผลลบปลอมมีปัญหามากกว่าผลบวกปลอม เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการเข้าได้กับโควิด 19 ต้องรีบไปตรวจด้วย RT-PCR หรือในกรณีไม่มีอาการ แต่สัมผัสผู้ป่วยและมีความเสี่ยงสูง ก็ควรกักตัวอยู่ที่บ้าน เพราะยังแม่แน่ใจว่าเกิดผลลบปลอมหรือไม่

จะดูความแม่นยของเครื่องมือคัดกรองได้อย่างไร

สามารถดูความแม่นยำจากเครื่องมือคัดกรอง โดยดู ความไว (Sensitivity) ,ความจำเพาะ(Specificity) ,ผลบวกปลอม(False Positive) ,ผลลบปลอม( False Negative) ของเครื่องมือคัดกรอง (Screening Test) โดยจะอธิบายความหมายทั้ง 4 จากตารางด้านล่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ดังนี้
RT-PCR ให้ผลบวก RT-PCR ให้ผลลบ รวม
Rapid Test ให้ผลบวก 90 (a) 10 (b) 100 (a+b)
Rapid Test ให้ผลลบ 30 (c) 170 (d) 200 (c+d)
รวม 120 (a+c) 180 (b+d) 300 (a+b+c+d)
  1. ความไว (Sensitivity) = a/(a+c) = 90/120 = 75%
    (ตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน ( RT-PCR ) ให้ผลบวกทั้งหมด มีผลบวกจากเครื่องมือคัดกรอง (Antigen Rapid test) ร้อยละเท่าไร)
  2. ความจำเพาะ (specifity) = d/(b+d) =170/180 = 94.4%
    (ตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน ( RT-PCR ) ให้ผลลบทั้งหมด มีผลลบจากเครื่องมือคัดกรอง (Antigen Rapid test) ร้อยละเท่าไร)
  3. ผลบวกปลอม (False Positive) = b/(a+b) = 10/100 = 10%
    (ตรวจด้วยเครื่องมือคัดกรอง (Antigen Rapid Test) ให้ผลบวกทั้งหมด แต่ตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐาน (RT-PCR) กลับใหผลลบ ร้อยละเท่าไร
  4. ผลลบปลอม (False Negative) = c/(c+d) = 30/200 = 15 %
    (ตรวจด้วยเครื่องมือคัดกรอง (Antigen Rapid Test) ให้ผลลบทั้งหมด แต่ตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐาน (RT-PCR) กลับใหผลบวก ร้อยละเท่าไร
  5. Postive Predictive Value (PPV) = a/(a+b)=90/100 = 90%
    (ตรวจด้วยเครื่องมือคัดกรอง(Antigen Rapid Test)แล้วให้ผลบวก จะเป็นผลบวกจริงที่ยืนยันจากวิธีมาตรฐาน (RT-PCR) ร้อยละเท่าไร)
  6. Negative Predictive Value (NPV) = d/(c+d) = 170/200 = 85%
    (ตรวจด้วยเครื่องมือคัดกรอง(Antigen Rapid Test)แล้วให้ผลลบ จะเป็นผลลบจริงที่ยืนยันจากวิธีมาตรฐาน (RT-PCR) ร้อยละเท่าไร)
หมายเหตุ
  1. ความแม่นยำของเครื่องมือวัดขึ้นกับหลายปัจจัยที่จะกล่าวในหัวข้อถัดไป
  2. จากการค้นข้อมูล มีการศึกษาหนึ่งรายงานว่า ใช้ Antigen Rapid test ตรวจบุคลากรสาธารณสุขจำนวน 283 ราย จากนั้นยืนยันด้วย RT-PCR มี sensitivity = 81% specificity >90% , False Positive =11% และ False Negative=18% ถ้าจากการศึกษาอื่นๆ ก็จะมีผลที่แตกต่างกันออกไปได้
  3. Rapid Antigen Test ผลลบปลอม จะมีปัญหามากกว่าผลบวกปลอม การป้องกันผลลบปลอมคือ เลือกเครื่องมือคัดกรองที่มี Specificity สูงๆ และเลือก Timing ของการตรวจให้ดี เพราะตรวจเร็วขณะที่เชื้อไวรัสน้อยๆ โอกาสตรวจไม่พบเชื้อจะมาก ทำให้ผลลบปลมอสูง

ปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นยำของ Rapid AntigenTest

  1. ขึ้นกับยี่ห้อของ Rapid Antigen Test ซึ่งกรมวิทยาศสตร์การแพทย์ หรือ อย.ต้องรับรองมาตรฐานก่อนที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งมีมากกว่า 20 ยี่ห้อ
  2. วิธีการตรวจว่าถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะการแยงจมูกเพื่อนำสิ่งคัดหลั่งในจมูกมาตรวจ ต้องลึกพอ ซึ่งในเบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ตรวจในสถานบริการ ปัญหาวิธีการตรวจจึงน่าจะมีปัญหาน้อยมาก
  3. การอ่านผลว่าให้ผลบวกหรือผลลบ ถ้าไม่มีความชำนาญอาจจะอ่านผลผิด
  4. ระยะเวลาของการตรวจ ถ้าติดเชื้อระยะแรกๆ จำนวนเชื้อมีน้อย โอกาสที่จะให้ผลลบปลอมจะมีมาก ซึ่งการตรวจด้วย RT-PCR ถ้าตรวจในวันแรกๆที่สัมผัสผู้ติดเชื้อ ก็ให้ผลบวกปลอมเหมือนกัน
  5. ความชุกของโควิด 19 ในพื้นที่ เครื่องมือคัดกรองส่วนใหญ่ (อาจไม่เสมอไป) พื้นที่ที่มีความชุก (ความเสี่่ยง) ของโรคมากน้อยต่างกัน ค่าความไวและความจำเพาะจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้ (ข้อมูลจาก นพ.ชาญชัย ดีโรจน์วงศ์)
โอกาสเป็น PPV NPV หมายเหตุ
1 % 26% 99.7% 1
10 % 79.5% 96.7% 2
50 % 97.2% 71.1% 3
90 % 99.7% 25.9% 4
หมายเหตุ
  1. ผลตรวจ ATK บวก โอกาสจะเป็นบวกจาก RT-PCR น้อย (26%) แต่ถ้าเป็นผลลบ โอกาสที่จะเป็นลบจาก RT-PCR สูงมาก (99.7%)
  2. ผลตรวจ ATK บวก โอกาสจะเป็นบวกจาก RT-PCR 79.5% แต่ถ้าเป็นผลลบ โอกาสที่จะเป็นลบจาก RT-PCR 96.7%
  3. ผลตรวจ ATK บวก โอกาสจะเป็นบวกจาก RT-PCR 97.2% แต่ถ้าเป็นผลลบ โอกาสที่จะเป็นลบจาก RT-PCR 71.1%
  4. ผลตรวจ ATK บวก โอกาสจะเป็นบวกจาก RT-PCR สูงมาก (99.7%) แต่ถ้าเป็นผลลบ โอกาสที่จะเป็นลบจาก RT-PCR ต่ำ (25.9%)

ข้อแนะนำในการใช้ Antigen Raid Test (info graphic ของ อย.)