หัวย้อ :

  1. ความเป็นมาของกัญชาทางการแพทย์
  2. ประกาศของราชวิทยาลัยทางการแพทย์ ต่างๆ
  3. ความเห็นของ ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา
  4. ตอบคำถามเรื่องกัญชา โดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
  5. ประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชาไม่มีคำว่าล่าสุด โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
  6. สรุป

ความเป็นมาของกัญชาทางการแพทย์

  1. ในหลายประเทศมีการใช้กัญชาทางการแพทย์ ซึ่งควรผ่อนปรน พรบ.ยาเสพติดให้โทษ เพื่อให้สามารถนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ รวมถึงการวิจัยในระดับคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิผลของกัญชา
  2. สภานิติบัญญัติได้ทำการแก้ไข พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เป็น พรบ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 เพื่อให้สามารถนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ได้ พรบ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562
  3. กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวง ได้แก้
    1. ประกาศ กสธ.เรื่องการแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชา (หมดเขต 16 พค.62)ประกาศ กสธ.เรื่องการแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชา
    2. ประกาศ กสธ. การครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 5 (กัญชา) สำหรัยผู้ป่วยประกาศ กสธ. การครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 5 (กัญชา) สำหรัยผู้ป่วย
    3. ประกาศ กสธ. กำหนดให้ยาเสพติดประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชา ตกเป็นของ กระทรวงสาธารณสุขประกาศ กสธ. กำหนดให้ยาเสพติดประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชา ตกเป็นของ กระทรวงสาธารณสุข สำหรัยผู้ป่วย
    4. ประกาศ กสธ. กำหนดตำรับยาเสพติดประเภทที่ 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ที่ให้เสพเพื่อการรักษาโรคและวิจัยได้ประกาศ กสธ. กำหนดตำรับยาเสพติดประเภทที่ 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ที่ให้เสพเพื่อการรักษาโรคและวิจัยได้
    5. ประกาศ กสธ. กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ การแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุง หรือสงั่จ่ายตา รับยาที่มีกัญชาปรงุผสมอยู่ด้ พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศ กสธ. กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ การแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุง หรือสงั่จ่ายตา รับยาที่มีกัญชาปรงุผสมอยู่ด้ พ.ศ. ๒๕๖๒
    6. เรื่อง ระบุชื่อยาเสพตดิให้โทษในประเภท ๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ เรื่อง ระบุชื่อยาเสพตดิให้โทษในประเภท ๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
  4. กรมการแพทย์ได้จัดทำคู่มือ คำแนะนำในการใช้กัญชามาใช้ในทางการแพทย์ (Guidance for Canabis for Medical Use)คำแนะนำในการใช้กัญชามาใช้ในทางการแพทย์ (Guidance for Canabis for Medical Use)และแพทย์ที่สามารถจะใช้กัญชาเพื่อการรักษาได้ จะต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการอบรมและมีคุณสมบัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ไม่ใช่แพทย์ทุกรายที่จะสามารถจะใช้กัญชาเพื่อการรักษาได้
  5. คู่มือในข้อ 4 กำหนด โรคหรือภาวะที่มีช้อมูลเชิงประจักษ์ 4 โรคว่าการใช้กัญชาเพื่อการรักษามีประสิทธิผล และควรนำกัญชามาใช้ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีการเดิมแล้วไม่ได้ผล (second choice) ไม่ใช่เลือกกัญชาเป็นลำดับแรก (First Choice) และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ได้แก่
    1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด (Chemotherapy induced nausea vomitting)
    2. โรคลมชักที่รักษายาก หรือโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษา (Intractable Epilepsy)
    3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity) ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
    4. ภาวะปวดประสาท (Neurotic pain)
  6. คู่มือในข้อ 4 กำหนดว่า ผลิตภัณฑ์กัญชาน่าจะได้ประโยชน์ (มีข้อมูลการศึกษาจำกัด ซึ่งต้องได้รับการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนต่อไป) ในการควบคุมอาการ แต่ไม่ได้รักษาให้โรคหายขาด อีก 6 โรค/ภาวะ ได้แก่
    1. ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Paliative Care)
    2. ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย (End stage cancer)
    3. โรคพาร์กินสัน
    4. โรคอัลไซเมอร์
    5. โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder)
    6. โรคปลอกประสาทอักเสบ (Demyelinated Diseases) อื่นๆ อาทิ Neuromyelitis optica และ Auto immune encephalitis

  7. แถลงการณ์ของราชวิทยาลัย ต่างๆ

    1. ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ ฯ ได้ออกแถลงการณ์ สรุปได้ว่า ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงมีมติว่ายังไมส่มควรนํากัญชาและสารสกัดจากกัญชาใดๆ มารักษาโรคในผ้ปู่วยเด็กและวยัรุ่น จนกว่าจะมีข้อมลูการศึกษาวิจัยที่มากพอ ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความ ปลอดภัยของการใช้สารสกัดกัญชารักษาในเด็กรวมทั้งมีประกาศในแนวทางการรักษาผ้ปู่วย แถลงการณ์ จุดยืนของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์ในเด็กและวัยรุ่น
    2. ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย สรุปว่า การศึกษาผลของกัญชาในโรคต้อหิน ได้แสดงให้เห็นผลประโยชน์ต่อความดันลูกตา เพียงในระยะสั้น (ชั่วโมง) ชี้ให้เห็นศักยภาพที่จำกัด สำหรับ cannabinoids ในการรักษาโรคต้อหิน” นอกจากนี้ กรรมการราชวิทยาลัย เห็นว่า รูปแบบ ขนาดและความเข้มข้นที่พอเหมาะ ของสารสกัดจากกัญชา ยังไม่เคยมีการวิจัยรองรับ ทางชมรมต้อหิน ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ยินดีที่จะทำวิจัยเรื่องนี้ ในอนาคตอันใกล ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ (จักษุ)
    3. ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยข้อมูลทางการแพทย์ (Evidence Base) ที่เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ สรุปได้ว่า การใช้สารสกัดจากกัญชาในผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิตยังมีข้อจำกัดในด้านประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคจิต โรคอารมณ์ผิดปกติทั้งโรคซึมเศร้า (Depressive Disorder) และอารมณ์แมเนีย (Mania) กลุ่มโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) และปัญหานอนไม่หลับ (insomnia) กลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง และมักแสวงหาความสุขช่วงสั้น (getting High) จากการใช้กัญชา และเกิดผลเสียจากการใช้ เช่่นอารมณ์โรคจิต และอาการมาเนียกำเริบ หรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย อีกทั้งเสี่ยงต่อการเสพติดสารเสพติด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังขาดข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ดีพอในการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ในโรคทางจิตเวช จึงเห็นสมควรให้การสนับสนุนในการทำวิจัยในเรื่องนี้ตามระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ต่อไป และในโรคที่มียารักษาได้ผลดีอยู่แล้ว ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้กัญชาในการรักษา ข้อมูลทางการแพทย์ (Evidence Base) ที่เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์

    ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา เป็นอาจารย์ที่สนับสนุนการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ จึงนำผลสรุปที่อาจารย์บรรบายในงานมติชน Health Care 2562 ดังนี้

    1. กัญชาสามารถรักษาได้ โดยไทยมีตำรับยาที่มีส่วนผสมกัญชามาตั้งแต่โบราณ ขณะที่ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าร่างกายมนุษย์ยังมีสารสำคัญ ที่มีอยู่ในกัญชา
    2. กัญชามีสาร 2 ตัว คือ สารที่ทำให้เมาคือ THC และสารที่ไม่เมาคือ CBD
    3. มีความพยายามที่จะสกัดสารจากัญชาเพื่อรักษาโรค ซึ่งบางคนใช้แล้วหาย บางคนใช้แล้วไม่หาย บางคนหายภายหลังใช้ 10 วัน จากประสบการณ์การรักษา พบว่าผู้ป่วยหลายรายมีอาการดีขึ้นภายหลังใช้กัญชาเพื่อการรักษา
    4. ระหว่างที่สารสกัดกัญชาถูกกฎหมายยังไม่มี ปัจจุบันกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอยู่ระหว่างปรุงยาตำรับไทยที่มีส่วนผสมกัญชา ซึ่งอีก 3-4 เดือนข้างหน้า (ปลายปี 2562) แพทย์ที่ผ่านการอบรมจะสามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ได้  (กรมการแพทย์ได้ออกแนวทางในการใช้กัญชาทางการแพทย์ )
    5. วิธีการใช้ ตอนเริ่มต้นให้ใช้แต่น้อยก่อน แล้วค่อยปรับการใช้ ซึ่งธรรมชาติของกัญชา หากใช้แบบดูดจะออกฤทธิ์เร็ว ทำให้ปริมาณดูดซึมไม่คงที่  หอกใช้หยอดซอกฟันจะออกฤทธิ์ภายใน 4-8 ชั่วโมง ถ้าหยอดใต้ลิ้น จะออกฤทธิ์ภายใน 1-4 ชั่วโมง แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ใช้กิน  ซึ่งไม่ออกฤทธิ์ทันที ทำให้ผู้ป่วยหยดอีก ทำให้ขนาดเกิน จึงเกิดอาการเมากัญชา ได้แก่ เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตตก
    6. การใช้กัญชาเพื่อการรักษานั้น ต้องใช้ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน ห้ามใช้กัญชาเดี่ยวๆ กัญชาสามารถรักษาหรือชลออาการได้ 7 ชนิดได้แก่ 1.ภาวะแข็งเกร็ง 2.เบื่ออาหาร 2.ทานอาหารไม่ได้  4.ภาวะโรคเคมีบำบัด  5. พาร์กินสัน 6.สมองเสื่อม  7.ภาวะคล้ายสมองเสื่อม  และบางอาการเช่น  ผมร่วง โรคสะเก็ดเงิน อัลไซเมอร์
    7. การใช้กัญชา ต้องมีความรู้ ว่าใช้อย่างไร ต้องใช้ให้ถูกวิธี และต้องมีวิธีการควบคุมไม่ให้ใช้ผิดประเภท โดยต้องไม่ท้ิงยาแผนปัจจุบัน และไม่ใช้ทุกคนจะได้ผลดีจากกัญชาเหมือนกันหมด
    8. การใช้กัญชาทำให้เกิดโรคจิตหรือเป็นบ้าหรือไม่ การศึกษาในปี 2018 พบว่า พบในกลุ่มที่เป็นบ้าก่อนที่จะรักษา คือ เสพกัญชาเพื่อให้เมา จากนั้นเพิ่มปริมาณการสูบ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเนื้อสมอง จึงเกิดอาการทางจิต โดยเฉพาะคนที่ติดจะมีรหัสพันธุกรรมจำเพาะ จึงไม่สนับสนุนในการสูบเพื่อเมา เพราะจะทำให้เกิดการติดและตามมาด้วยโรคทางจิตเวช  การจะใช้กัญชาเพื่อรักษาจึงต้องรู้ข้อจำกัด ถึงจะเกิดประโยชน์เต็มที่จากกัญชา

    สรุป

    ในทางกฏหมายยับถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 อยู่ ผู้เสพหรือครอบครองยังมีความผิดตามกฏหมาย พรบ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7  พ.ศ. 2562 นั้นอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ ได้จัดทำคู่มือ แนวทางการใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยที่มีหลักฐานว่า มีประโยชน์  ใน 4 โรค/ภาวะ ตามข้อ 5 และยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก 6 โรค ตามข้อ 6  ซึ่ง ผู้ให้การรักษาต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการอบรมและมีคุณสมบัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และการนำกัญชามาใช้ควรนำมาใช้เมื่อการรักษาด้วยวิธีก่อนหน้าแล้วไม่ได้ผล (Second choice)  ซึ่งคิดว่าประสิทธิผลของกัญชาในการรักษาโรคนั้น ยังต้องทำการศึกษาวิจัยในทางคลินิก ซึ่งถ้าได้ผลก็ต้องนำยาไปขึ้นทะเบียนจาก อย. เพื่อประกาศในราชกิจจาฯ ก่อนที่นำมาใช้เพื่อการรักษาได้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควร