HAPPEN Scoring for the Happening of Neo Health (Ideal Health system of Dr.Kaiwut Kuanhin)HAPPEN Scoring for the Happening of Neo Health (Ideal Health system of Dr.Kaiwut Kuanhin)


หลักการ HAPPEN
HAPPEN คือ การพัฒนาระบบสาธารณสุขแนวใหม่ (Neo Health)โดยใช้การพัฒนาคุณภาพคนในทุกช่วงวัย (Life Course Approach หรือ LCA)   เพื่อพัฒนาจนบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ เกิดสังคมรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Society)1   โดยพัฒนาบุคลากร สธ.ให้มีความสามารถในด้านการประเมิน(Assess) และชี้นำพันธมิตรและภาคี (Advocate แบบ Appreciation)2  ให้รับผิดชอบต่อบทบาทและภารกิจ พัฒนากลไกระดับอำเภอ/จังหวัดให้เข้มแข็งในการอภิบาลระบบให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค (Provincial and district board)3  สามารถใช้กลยุทธ์ของการส่งเสริมสุขภาพ (PIRAB)จนเกิดรูปธรรมในรูปของนโยบายสาธารณะ และนำสู่การปฏิบัติจนเกิดผลต่อประชาชน 4 ด้วยการเสริมพลัง (Empower) ของภาคีทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชนให้สามารถจัดการสุขภาพตนเองได้ 5ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ ระบบสุขภาพในอุดมคติของ นพ.ไกรวุฒิ ก้วนหิ๊น ที่เรียกว่า Neo Health 6

องค์ประกอบของ HAPPEN Scoring

  1. Health Literacy (ในทุกกลุ่มวัย ในทุกจังหวัด อำเภอ รวมถึงเครือข่ายและ หน่วยบริการ)  โดยใช้หลักการ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา
    1. การเข้าถึง หมายถึงการเข้าถึงบริการ ของทุกกลุ่มวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ (เป็นการวัด process)
    2. เข้าใจปัญหาอย่างรอบรู้ และวิธีการในการแก้ปัญหา จนทำให้บรรลุผลลัพธ์ในที่สุด (เป็นการวัด result ของ process)
    3. พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability)  และเป็นธรรม (Equity)    โดยกำหนด cut point ของคุณภาพที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ต้องทำให้ได้ถึง cut point นี้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Left No one behind)
  2. Appreciation
    1. การวัด วิเคราะห์ เพื่อทำการเปรียบเทียบ และ Benchmarking   เพื่อหา best practice เพื่อถอดบทเรียนแล้วแบ่งปัน
    2. วิธีการ/เครื่องมือ  ใช้เครื่องมือในการคัดกรอง ง่าย ไม่เพิ่มภาระ และมีแผนที่ชัดเจนในการดำเนินการ
    3. กระบวนการวิเคราะห์  วิเคราะห์ความเสี่ยงและผลลัพธ์โดยใช้ฐานข้อมูลของ กระทรวงสาธารณะสุข. (Heatlh Data Center หรือ HDC) เพื่อไม่ให้เป็นภาระของหน้างานที่ให้บริการ สื่อสารข้อมูลข่าวสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับได้รับทราบเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (CQI)
    4. ผู้บริหารทุกระดับในระบบสุขภาพ (Health Leader) สามารถที่จะ
      1. บริหารข้อมูล  Verify-->monitor-->report to key person-->รายงานประจำปี
      2. สื่อสาร  ภายใน สสจ. เครือข่าย ประชาชน
      3. กำหนดประเด็นมุ่งเน้นเพื่อการพัฒนา  มีการกำหนด ประเด็น กระบวนการ และแผนที่เป็นโอกาสพัฒนา (OFI)
      4. การจัดการความรู้  มีการถอดบทเรียนเพื่อหา Best practice เพื่อนำไปสู่การแบ่งปัน
  3. Provincial board ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับจังหวัด (คปสจ.) และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) โดยมีบทบาทหน้าที่
    1. บริหารจัดการเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ วัดที่ process indicator ของแต่ละกลุ่มวัย
    2. แก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล วัดที่ outcome indicator ที่สอดคล้องกับ Process
  4. กระบวนการในการสร้างนโยบายสาธารณะโดยใช้กลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพตาม Bangkok charter ที่ใช้คำย่อว่า PIRAB โดยย่อมาจาก การสร้างพันธมิตรและเครือข่าย (Partnership) การลงทุนในด้านการส่งเสริมสุขภาพ (Investment) การกำกับติดตามและการอภิบาลระบบ (Regualte) การชี้แนะหรือชี้นำวิธีการ มาตรการหรือนโยบาย (Advocate) และการพัฒนาสมรรถนะให้กับระบบส่งเสริมสุขภาพ (Building Capacity)   เขียนสมการได้เป็น  PIRAB = (HL+PHB+Empower)/3  - Appreciation ? (ยังไม่สามารถแกะสมการของ นพ.ไกรวุฒิ ได้ ว่าสร้างสมการนี้มาได้อย่างไร แต่คาดเดาเอาเองว่า  ถ้าพื้นที่สามารถจัดการตนเองได้ โดยใช้กลยุทธ์ PIRAB ในการสร้างนโยบายสาธารณะแล้ว จะลดการพึ่งพาระบบสาธารณสุขจากภาครัฐลงจึงนำ Appreciation มาลบออก)
  5. การเสริมพลัง (Empower) ให้แก่ทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชน จนกระทั่งเกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม (Equity)  ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน   เมื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาสาธารณสุขแล้ว สาเหตุรากเหง้า (Root cause) มาจากความไม่เท่าเทียม การเสริมพลังให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของประเด็นความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพและสังคม และบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม โดยกำหนด cut point quality (result) ของแต่ละกลุ่มวัย แล้ววัดทั้งในระดับจังหวัด/อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต้องให้ได้ผลลัพธ์ตาม Cut point Quality นี้ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นคือความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข
  6. Neo Health  เขียนเป็นสมการ Neo Health  = 0.7*HL + 0.05*Appreciation + 0.1*PHB + 0.1*PIRAB + 0.05*Empower จากสมการตัวคูณด้านหน้าคือ น้ำหนักของการให้ความสำคัญ (Weight)  โดยให้ความสำคัญกับ HL (Health Literacy) ไว้สูงสุดคือ ร้อยละ 70  ความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข ต้องทำให้ประชาชนสามารถที่จะ ประเมินสุขภาพตนเองได้ (Self Assessment)  สามารถตัดสินใจทางสุขภาพด้วยตนเองได้ (Self Desission) โดยสามารถเข้าถึงข้อมูล (Access) ประเมินข้อมูลที่ได้รับ (Appraise) จนเกิดความเข้าใจถึงเหตุที่จะเชื่อมโยงไปถึงผล ทั้งสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรค และปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคมโดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมที่เป็นสาเหตุรากเหง้าที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ (Understand) จนนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ใช่เพียงการจัดการสาเหตุโดยตรง แต่ไปจัดการถึงสาเหตุรากเหง้าที่เป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคมเหล่านั้น (apply)  หรือจะเรียกได้ว่าสามารถจัดการสุขภาพตนเองได้ (Self Management)  เมื่อทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร สามารถจัดการสุขภาพตนเองได้ จะเกิดสังคมใหม่ที่รอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Society) ทุกการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาจะใช้สุขภาพเป็นปลายทางของการพัฒนา  หรือ Health in all policy หรือ All Policies For Health  ทุกการกระทำ หรือทุกกิจกรรมหรือบริการ จะมีปลายทางเพื่อสุขภาพ หรือ Health in all Actions หรือ All Actions For Health  นั่นคืออุดมคติของระบบสุขภาพแนวใหม่ (Neo Health)  คือ ประชาชนพึ่งตนเองทางสุขภาพมากขึ้น พึ่งระบบสุขภาพภาครัฐน้อยลง
วิธีการพัฒนา
โดยการนำ 5 มิติมาหา Proxy indicators  และเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่พื้นที่ ก็จะดึง proxy indicators เหล่านั้นจาก HDC (Health Data Center)  ตัวอย่างของ Proxy indicators เช่น ความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไข้เบาหวาน การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ เพื่อหาความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเด็นเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวานเสียเวลามาก ก็ใช้ผลการตรวจเลือดเพื่อหา Hb A1C เป็น Proxy indicator ของความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น เมื่อกำหนด Proxy indicator ในแต่ละหัวข้อแล้วดึงข้อมูลมาเข้าสูตรหาคะแนนรายหมวดที่สามารถจำแนกรายจังหวัด/อำเภอ/ตำบล ได้  แล้วคืนข้อมูลให้พื้นที่ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบในระดับต่างๆ ให้ทราบ GAP ของแต่ละองค์ประกอบ เพื่อเป็นโอกาสพัฒนา (OFI) ต่อไป
บันทึกจากการฟังและซักถามในเรื่อง HAPPEN จาก นพ.ไกรวุฒิ ก้วนหิ้น ในต่างกรรมต่างวาระ และ short note ไว้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เวลา 6.42 น. โดย นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

HAPPEN คือสิ่งที่กลั่นจากประสบการณ์การทำงาน 30 กว่าปีของ ของ นพ.ไกรวุฒิ ก้วนหิ้น ประสบการณ์จากการเป็นแพทย์ประจำที่ รพ.ลานสกาในปี 2527   ประสบการณ์จากการเป็นผู้บริหาร ได้แก่ ผอ.โรงพยาบาลชุมชนหัวไทร  ผชช.สสจ.นครศรีธรรมราช ย้ายข้ามห้วยจาก สป.มาที่กรมอนามัย มาเป็น ผอ.ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์อนามัยที่ 11  ถ้าถอดบทเรียนจาก HAPPEN  จะพบว่านพ.ไกรวุฒิ ก้วนหิ้น ได้บูรณาการ 3 แนวคิด (Guiding Prinicple)  แล้วลงมาปฏิบัติจริงโดยใช้ 3 Health Promotion Actions  ดังนี้
  1. แนวคิดหลัก 3 ประการ (3 Guiding Principles)
    1. แนวคิดของการส่งเสริมสุขภาพ  การส่งเสริมสุขภาพคือกระบวนการในการเพิ่มความสามารถให้กับบุคคลหรือชุมชน ให้สามารถควบคุมสุขภาพหรือปัจจัยกำหนดสุขภาพของตนเองหรือของชุมชนได้ กฎบัตรหรือคำประกาศจากการประชุมส่งเสริมสุขภาโลกที่สำคัญได้แก่
      1. กฎบัตรออตตาว่า (Ottawa Charter) การส่งเสริมสุขภาพประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก (Enabling ,Mediate,Advocate) ใน 5 Action Areas (การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การเพิ่มความข้มแข็งของปฏิบัติการชุมชน การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และการปรับระบบบริการสุขภาพที่เน้นสร้างนำซ่อม)  ตาม Ottawa charter ในปี 1986
      2. กฎบัตรกรุงเทพฯ (Bangkok Charter) ในปี 2005  กลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพ  ประกอบด้วย PIRAB   ซึ่งเป็นคำย่อจาก การสร้างเครือข่าย (Partnership) การลงทุนในระบบส่งเสริมสุขภาพ (Investment)  การกำกับติดตามและการอภิบาลระบบ (Regulate) การชี้นำนโยบายหรือมาตรการ (Advovate) และการเสริมสร้างสมรรถนะให้กับระบบส่งเสริมสุขภาพ (Building Capacity)  
      3. คำประกาศเซี่ยงไฮ้ในปี 2016   เน้น 3 เสาหลักคือ   ประชาชนต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)  เมือง ต้องเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (Healthy City) ระบบบริหารจัดการโดยเฉพาะผู้นำเมืองต้องมีธรรมาภิบาล (Good Governance)
    2. แนวคิดของการสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care)  คือบริการสุขภาพที่จำเป็น  มีความเท่าเทียม การมีส่วนร่วมของชุมชน  ประสานภาคีข้ามภาคส่วน ใช้เทคโยโลยีที่เหมาะสม  ต้นทุนที่สังคมสามารถแบกรับได้ และวิธีการบริการที่สังคมยอมรับได้
    3. แนวคิดการพัฒนาตามช่วงวัย (Life Course Approach)  แนวคิดนี้เน้นหนักใน 4 ประเด็นหลักคือ
      1. สุขภาพเป็นทุนสะสมระยะยาวตลอดช่วงชีวิตจากวัยเด็ก สู่วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยสูงอายุ  สุขภาพในช่วงวัยก่อนหน้าจะส่งผลต่อสุขภาพในวัยต่อๆไป  เช่น การมีสุขภาพในวัยเด็กจะส่งต่อวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และสูงอายุ (Time line)
      2. การพัฒนาสุขภาพจะมีช่วงใดช่วงหนึ่งที่เป็นโอกาสทองในการพัฒนา ซึ่งเมื่อเลยช่วงดังกล่าวไปแล้ว การพัฒนาสุขภาพจะไม่ดีเท่าที่ควร จึงต้องทำในช่วงโอกาสทองนั้น เช่น สมองเด็กจะพัฒนาอย่างมากในช่วง 2 ชวบแรกของชีวิต (Timing)
      3. สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อการพัฒนาสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพก็ถือเป็นสิ่งแวดล้อมด้วย  (Environment) ซึ่งคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับจังหวัด (Provincial Health Board) และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ถือเป็นคณะกรรมการที่สำคัญที่จะอภิบาลให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
      4. ความเท่าเทียมทางสุขภาพ (Equity)  ความไม่เท่าเทียมเป็นสาเหตุรากเหง้า (Root cause) ของปัญหาสาธารณสุข  องค์การอนามัยโลกจึงเน้นให้ประเทศสมาชิกพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมทุกคนอย่างมีคุณภาพ (Universal Coverage หรือ UC)   และองค์การสหประชาชาติประกาศวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2015-2030 หรือ SDG เน้นครอบคลุมทั้งกลุ่มอ่อนไหว กลุ่มชายขอบ กลุ่มเสียโอกาสต่างๆ โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 
  2. วิถีการทำงาน ใช้ 3 Health Promotion Actions  คือ
    1. Information Education and Communication (IEC) โดย Educate หรือ Empower ให้ประชาชน ครอบครัว ชุมชน องค์กร พึ่งตนเองทางสุขภาพได้ เพื่อไปสู่เป้าหมายสังคมรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Society)
    2. Social Mobilization เน้นการสร้างและประสานภาคีทั้ง Health Sector และ Non health Sectors เพื่อให้ Account ต่อบทบาทหน้าที่ รับผิดชอบ กำกับติดตามและทำหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนให้สมบูรณ์ ทั้งในระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย (Social Action)  โดยในระดับปฏิบัติเกิด All Actions/Services for Health ระดับกำหนดนโยบายเกิด All Policies for Health. เกิดความครอบคลุม เท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันของการพัฒนาระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของ SDGs
    3. Advocacy คือการชี้แนะแก่ประชนชนหรือผู้ปฏิบัติในระบบสุขภาพว่าเกิดอะไรขึ้น (ทุกข์) สาเหตุจากอะไร (สมุทัย)  และเป้าหมายที่จะทำให้บรรลุคืออะไร (นิโรธ)  แนวปฏิบัติที่เป็นหลักการทั่วไป (มรรค ทั่วไป ส่วนมรรคที่เฉพาะระดับพื้นที่นั้นพื้นที่ต้องไปประยุกต์ใช้เองให้สอดคล้องกับบริบท) ชี้นำแก่ผู้บริหารหรือผู้กำหนดนโยบาย เพื่อที่จะสร้างนโยบายสาธารณะที่ เอิ้อต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ หรือจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบสุขภาพในเรื่องนั้นๆ  ปัญหาโครงสร้างหลักๆที่สำคัญได้แก่ กฎหมาย กฎระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้อ  การกระจายทรัพยากร (Man Money Material) ที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่สมดุล

    ด้วยความอาลัย จาก เพื่อน/พี่/น้อง ของ อาจารย์ นพ.ไกรวุฒิ ก้วนหิ้น พวกเราสัญญาว่า HAPPEN จะยังคงอยู่ตลอดไป ชีวประวัติ นพ.ไกรวุฒิ ก้วนหิ้น