อ่านข้อมูลด้านล่าง หรือจะ Download เอกสารแล้วตอบถึงตอบคำถาม

  1. ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้า
  2. การศึกษาความสัมพันธ์ของอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมกับ GPD นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล


ปัจจัยส่วนบุคคล (Demographic Data)ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้า

  1. อายุ  พบว่าเมื่ออาุยุมากขึ้น  ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมก็จะเพิ่มมากขึ้น  มีผู้ศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่มีอายุยืนยาวถึง 90 ปี มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมตลอดช่วงชีวิตเท่ากับร้อยละ 14.3    แม้มะเร็งเต้านมจะพบในคนที่อายุมาก แต่ถ้าคนอายุน้อยเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว  จะเป็นมะเร็งเต้านมประเภทที่มีความรุนแรงมากกว่า
  2. เพศ  พบว่า เพศหญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าเพศชายอย่างมาก
  3. ความอ้วน  พบว่าหญิงวัยประจำเดือนที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่่มขึ้นร้อยละ 18

พฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่

  1. การดื่มเหล้า
  2. การสูบบุหรี่
  3. การไม่ออกกำลังกาย

พันธุกรรม

   พันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ 5 ของผู้่ป่วยมะเร็งเต้านมนั้น สัมพันธ์กับประวัติคนในครอบครัว (มีแม่หรือพี่สาวน้องสาวเป็นมะเร็งเต้านม ) และยีนส์ที่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งเต้่านมคือ BRCA1 และ ฺBRCA2 โดยพบว่ายีนส์ดังกล่าวเป็นตัวควบคุมเซลของเต้านมไม่ให้เกิดการแบ่งตัวผิดปกติ ถ้ามีความผิดปกติของยีนส์ดังกล่าวก็จะทำให้เซลเต้ามม มีการแบ่งตัวผิดปกติ ความผิดปกติของเซลจะมากขึ้นจนเหนือการควบคุม ทำให้เกิดเป็นมะเร็งเต้านม ผู้ที่มี BRCA1,2 นอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ และตับอ่อนอีกด้วย ปัจจุบันพบว่า ยีนส์ BRCA1 และ BRCA2 นั้นมีการเปลี่ยนแปลง (Mutation) ออกไปประมาณ 2000 แบบในแต่ละยีนส์ ทำให้เป็นการยากที่จะพัฒนาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหายีนส์ดังกล่าว และในปัจจุบันก็ยังพบว่ามียีนส์ที่นอกเหนือจาก BRCA1 และ BRCA2 ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ความสัมพันธ์ต่อการเกิดอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมยังอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะไปสู่การให้คำปรึกษาสำหรับยีนส์ที่ค้นพบใหม่
   การเปลี่ยนแปลงของ BRCA1 นี้สัมพันธ์กับกลุ่มของมะเร็งเต้านมที่ Estrogen receptor ,Progesterone Receptor และ HER2 Receptor เป็นลบ(negative)ทั้ง 3 หรือเรียกกลุ่มนี้ว่า Triple Negative Phenotype
 

อาหารและโภชนาการ

  1. คนที่บริโภคอาหารที่ไขมันสูงมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้น 
  2. คนที่กินผักและผลไม้มาก  ได้แก่ กระหล่ำปี คะน้า บล๊อคเคอรี่ จะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมลดลง  และพบว่าการรับประทานเห็ดเป็นประจำ จะลดอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเต้านม
  3. อาหารประจำถิ่นของพื้นที่นั้น จะส่งเสริมหรือลดการเกิดมะเร็งเต้านมได้   จากการศึกษาชาวเอเชียที่มีอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมต่ำกว่าแถบอเมริกา  แต่เมื่อคนเหล่านั้นไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกา  พบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเต้านมจะเท่ากับคนพื้นเมืองนั้น เมื่อเวลาผ่าน 2 ชั่วอายุคน (Generation)  นั่นแสดงว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอาหาร ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
  4. พืชที่มีเอสโตรเจน (Phyto estrogen)  ถ้ารับประทานพื้ชที่มีเอสโตรเจน เช่น ถั่วเหลืองในวัยรุ่น จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
  5. Vitamin D ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนอื่นๆ

    การมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในกระแสเลือด ที่มาก หรือนานกว่า จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า ในทางตรงกันข้าม Progesterone ในกระแสเลือดในระดับสูงกลับลดอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเต้านม เนื่องจากอิทธิของฮอร์โมนเพศ จึงพบว่าภาวะดังต่อไปนี้ จะสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นได้แก

  1. การมีประจำเดือนครั้งแรก (Menarche) เร็ว
  2. การหมดประำจำเดือนช้ากว่าปกติ
  3. การไม่ได้แต่งงาน หรือเป็นโสด หรือแต่งงานแล้วไม่มีลูก
  4. การมีลูกคนแรกเมื่ออายุมาก
  5. การกินยาคุมประเภทฮอร์โมนรวม เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมเล็กน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
  6. การได้ฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือน (HRT)  พบว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม  แต่กลุ่มที่ให้ฮอร์โมนทดแทนไม่นาน ไม่พบความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม  และ Gallen Expert Consensus Meeting ครั้งที่ 11 สรุปว่า อุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมที่ลดลงในบางพื้นที่ น่าจะเกิดจาก  การเข้มงวดต่อการใช้ HRT มากขึ้น   ทำให้ลดจำนวนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลงไปได้
  7. ฮอร์โมนเอสโตรเจนประเภทสังเคราะห์ ที่ไม่ใช้ฮอร์โมนตามธรรมชาติ  (Xenoestrogen) เช่น DiethylStilbestrol (DES) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
   จากการศึกษาในปัจจุบัน พบว่าไม่เฉพาะฮอร์โมนเพศที่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม แต่ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ก็มีความสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมด้วย และหญิงเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านม น้อยกว่า กลุ่มที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และจากการศึกษาที่ให้ SERM (Selective Estrogen Receptor Modification) พบว่าสามารถที่จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

สารพิษต่างๆในสิ่งแวดล้อม สารที่กินหรือสัมผัส ที่สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม ได้แก่

  1. เหล้าหรือแอลกอฮอร์
  2. บุหรี่ ทั้งที่สูบเอง หรือ สูดดมจากคนใกล้เคียง (Passive Smoking)
  3. Bisphenol คือสารที่อยู่ในพลาสติก หรือ PVC พบว่าสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม
  4. Aromatic Amine  ได้แก่ สารจำพวก สีย้อม  ยาฆ่าแมลง  โพลียูรีเทน เป็นต้น
  5. สารเบนซีน ( Benzene)  เป็นสารกลุ่ม ปิโตรเคมีที่ระเหยได้  รวมถึงยาล้างเล็บ ซึ่งเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสูดดม
  6. DDT
  7. Ethylene Oxide   ใช้การ Sterile วัสดุการแพทย์โดยใช้ก๊าซ
  8. Polycyclic Aromatic Hydrocarbon
  9. vinyl Chloride  ในการทำพลาสติก หรือ PCV จะเกิด Vinyl Chloride ขึ้น   นอกจากนี้ยังพบในควันบุหรี่  หรือใกล้ขยะฝังกลบ หรือที่มีน้ำเสีย
  10. Dioxin คือสารที่เกิดขึ้นเมื่อสารที่มี chlorine เป็นส่วนประกอบ ถูกเผาไหม้
  11. รังสีต่างๆ (Radiation) เช่น  รังสีรักษา

ปัจจัยเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

จากการศึกษาพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น ตัววัดการพัฒนาประเทศตัวหนึ่งที่ใช้กันคือรายได้ต่อหัวประชากร หรือ Gross National Income (GNI) per capita GRP (Gross regional Product) Per capita และ GPP (Gross provincial Product) per capita อ่านรายละเอียดได้ที่ ->การศึกษาความสัมพันธ์ของอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมกับ GPD นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล การศึกษาความสัมพันธ์ของอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมกับ GPD นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

สรุป

การพัฒนาประเทศส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น ความเป็นเมือง หรือ Urbanization ส่งผลต่อแบบแผนการดำเนินชีวิต (Life style) และพฤติกรรมของคนในเมือง (ปัจจัยด้านพฤติกรรม ปัจจัยด้านอาหารและโภชนาการ และความเป็นเมืองกระทบปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม) การที่รายได้ต่อหัวประชากรสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านนม เนื่องจากรายได้ต่อหัวไปสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมนั้นเอง หรือจะกล่าวได้ว่า มะเร็งเต้านมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทั้งในระดับโลกและระดับประเทศไทยตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวประชากร ข้อจำกัดทางด้านความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในขณะนี้ สรุปได้ว่า “ การลดอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมนั้นกระทำได้ยาก ยุทธศาสตร์ในการควบคุมมะเร็งจะเน้นหนักไปในทาง Secondary Prevention หรือการค้นหามะเร็งเต้านมแต่เริ่มแรก เพื่อไปสู่การรักษามะเร็งในระยะแรกที่มีประสิทธิผลมากกว่า (Early detection & Prompt Treatment) มากกว่า Primary Prevention หรือ การลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยง