Credit รูปจาก "รอบโลก โดย กรุณา คำบัวศรี "
ถ้าเมืองไทยทำอย่างญี่ปุ่นด้วยการออกกฎหมายห้ามคนอ้วนเกินเหตุ, จะเกิดอะไรขึ้น? ผมสงสัยว่าจะเกิดการประท้วงกันใหญ่โตแน่นอนเพราะนักการเมืองที่ปกครองประเทศนั้นส่วนใหญ่มีปัญหาด้านสุขภาพกันทั้งสิ้น (ฮา) ผมชอบใจที่ญี่ปุ่นเขาเอาจริงกับการให้ประชาชนของเขารักษาสุขภาพอย่างเป็นระบบ เพราะเขาได้ออกเป็นกฎหมายเลยว่าใครที่มีเอวเกิน 85 เซนติเมตรหรือ 33.5 นิ้วสำหรับผู้ชายและ 90 เซ็นติเมตรสำหรับผู้หญิงถือว่ามี “ปัญหาสุขภาพ” (ท่านผู้อ่านรีบไปหาอะไรมาวัดเอวของตัวเอง ณ บัดดล, จะได้รู้ว่าตามมาตรฐานญี่ปุ่นนั้น, ท่านเข้าข่าย “พลเมืองดี” หรือไม่?)

   กฎหมายฉบับนี้ของญี่ปุ่นว่าด้วย “มาตรฐานความอ้วน” ของประชาชนนั้นระบุว่าบริษัทและองค์กรราชการท้องถิ่นทั้งหลายทั้งปวงจะต้องกำหนดเป็นกฎว่าในการตรวจสุขภาพประจำปีของคนอายุ 40 ถึง 74 จะต้อง “วัดขนาดของพุง”ด้วยทุกคนเพื่อประเมินว่าเข้าข่ายที่เหมาะสมหรือไม่อย่างไร หากว่าตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว, ก็เท่ากับว่าทุกปีจะต้องวัดรอบพุงของประชาชนไม่น้อยกว่า 56 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 44 ของคนทั้งประเทศ เหตุเพราะคนญี่ปุ่นมีอายุยืนขึ้น, จำนวน ส.ว. (ผู้สูงวัย) มีมากขึ้นและกำลังกลายเป็นประเด็นหนักหน่วงของสังคมญี่ปุ่นว่าใครจะเป็นคนทำงานเพื่อเลี้ยงดูคนแก่ที่แข็งแรงกว่าและมีอายุยืนยาวกว่าที่เคยเป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ของประเทศ

   เขาไม่ได้เพียงแต่ตั้งเป็นกฎว่าต้องวัดรอบพุงเท่านั้น, แต่ยังมีมาตรการที่จะต้องดำเนินการด้วยหากพบว่าใครถูกวัดรอบเอวแล้ว, มีอาการ “ลงพุง” ตามข้อกำหนดของกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐหรือคุณหมอที่รับผิดชอบจะต้องตรวจสอบทันทีว่าใครที่รอบลุงเกินกำหนดมีปัญหาเป็นโรคที่เกี่ยวกับความอ้วนเกินเหตุหรือไม่...และถ้าเป็น, ก็จะต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกายเพื่อให้ลดพุงให้มาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น และถ้าหากพ้น ๖ เดือนแล้ว, เจ้าตัวยังไม่สามารถลดความอ้วนลงได้, ก็จะต้องจับ “เข้าคอร์สพิเศษ” เพื่อไม่ให้กลายเป็น “คนอ้วนที่เป็นปัญหาต่อบ้านเมือง” เท่านั้นยังไม่พอ, รัฐบาลญี่ปุ่นยังตั้งเป้าเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยว่าจะลดจำนวนประชากร “อ้วนเกินเหตุ” ลงร้อยละ 10 ใน 4 ปีข้างหน้า และ ร้อยละ 25 ใน 7 ปีข้างหน้า ที่เห็นว่าเขาเอาจริงเอาจังคือการกำหนดการลงโทษเอาไว้ในกฎหมายด้วย นั่นคือถ้าบริษัทและหน่วยงานราชการทั้งหลายไม่สามารถทำตามเป้า “ลดพุง” ได้, จะถูกปรับเป็นตัวเงินแล้วแต่ว่าใครทำตามที่ระบุเอาไว้หรือไม่ เพื่อให้เห็นว่าการปล่อยให้พนักงานอ้วนเกินเหตุนั้นเป็นความผิดตามกฎหมาย เขามีเหตุผลที่น่าฟังเพราะกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นประกาศว่าเหตุที่ต้องหยิบเรื่องความอ้วนเป็นประเด็นระดับชาตินั้นก็เพราะความอ้วนเป็นโรคร้ายที่คุกคามสุขภาพของประชาชนและเมื่อเป็นโรคแล้ว, ก็ทำให้รัฐบาลต้องเอางบประมาณภาษีประชาชนมาใช้มากขึ้นทุกปี, ถือเป็นการสร้างปัญหาให้กับชาติอย่างไม่รับผิดชอบ เพราะถ้าคนของเขาไม่อ้วนเกินไปแล้ว, โรคร้ายทั้งหลายโดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหัวใจก็จะลดลงได้, คนก็จะตายน้อยลง, เงินทองก็ใช้น้อยลง, ภาระต่อสังคมและคนรอบด้านก็จะลดลงเช่นกัน เรื่อง “ขนาดของพุง” ของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองญี่ปุ่นไม่น้อยเลย เพราะเมื่อคนป่วยมากขึ้น, รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับคนป่วยหนักขึ้น พอรัฐบาลเสนอกฎหมายบังคับให้คนอายุ ๗๕ และเกินกว่านั้นต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพสูงกว่าคนอื่น, ก็เกิดเรื่องร้อนแรงทางการเมืองขึ้นมาทันที เพราะฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียาซูโอะ ฟูกูดะในประเด็นนี้ทันที ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ผู้นำของประเทศนี้ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยประเด็นเรื่องสุขภาพของประชาชน แน่นอนว่าพอกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก็มีความเห็นแย้งขึ้นมาว่าการกำหนดให้ขนาดของพุงของประชาชนอย่างนี้จะเป็นการกระทำที่เคร่งครัดเกินไปหรือเปล่า และถ้าหากกำหนดเส้นรอบเอวอย่างนี้จะทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องกินยามากขึ้นเพื่อลดความอ้วนของตัวเองหรือไม่...และหากเป็นอย่างนั้น, ท้ายที่สุดจะทำให้ชาวบ้านต้องใช้เงินซื้อยาลดความอ้วนของตัวเองมากเกินกว่าความจำเป็นหรือไม่ คนญี่ปุ่นหลายคนบอกว่าถ้าทำเรื่องอย่างนี้ที่อเมริกา, อาจจะมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เพราะที่นั่นคนอ้วนมากกว่าญี่ปุ่น...สัดส่วนของคนมะกันที่มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมนั้นมีมากกว่าญี่ปุ่นแน่นอน คนเหล่านี้บอกว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีหุ่นเพรียวอยู่แล้ว ไม่ได้อ้วนน่าเกลียดเหมือนหลายประเทศทางตะวันตก

   แต่กระนั้นก็ตาม, รัฐบาลญี่ปุ่นโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขเริ่มมองเห็นปัญหาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนเพราะงานวิจัยพบว่าจำนวนคนญี่ปุ่นที่ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับความอ้วนไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือเบาหวานนั้นกระโดดขึ้นมาอย่างน่ากลัว, เรียกภาษาอังกฤษว่า metabolic syndrome ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่ค่อยได้คุ้นเคยมาก่อน แต่เมื่อทางการรณรงค์เรื่องนี้อย่างหนัก, คำนี้ก็ถูกย่อมาเหลือ “metabo” ใครเอ่ยคำนี้ที่ญี่ปุ่นวันนี้ก็จะรู้กันว่ามันเกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่มากับความอ้วน...จนเกิดเพลงที่แต่งเป็นพิเศษว่าด้วย metabo ที่เอาไปปลุกระดมให้ผู้คนไปออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้ายเหล่านั้น ทุกวันนี้, ใครถูกเรียกว่า “metabo” กลายเป็นผู้ที่สังคมรังเกียจเหมือนคนสูบบุหรี่ที่ถูกกันที่เอาไว้เหมือนสัตว์ประหลาดในที่สาธารณะทั้งหลาย ใครอยากให้คนไทยมีหุ่นดี, สุขภาพแข็งแกร่งก็ควรจะคิดหาทางรณรงค์ให้ “วัดเส้นรอบพุง” เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปีและให้บริษัทห้างร้านรวมไปถึงหน่วยราชการทั้งหลายทั้งปวงทำเรื่องนี้เหมือนญี่ปุ่นเขา... แต่เห็นทีจะต้องเริ่มที่ดูขนาดพุงของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ก่อนกระมัง

หมายเหตุ

  1. กฎหมายนี้เริ่มใช้ในปี 2008
  2. หน้าที่ของบริษัทที่ต้องวัดรอบเอวบุคลากรอายุ 40-75 ปีละครั้ง และมีหน้าที่ต้องควบคุมกำกัย ไม่ให้บุคลากรมีรอบเอวเกินเกณฑ์ และต้องเสียค่าปรับแทนพนักงาน โดยบริษัท NEC ต้องเสียค่าปรับ 19 ล้านเหรียญ หรือ 590 ล้านบาท ให้กับรัฐบาล