ข่าวสูติแพทย์รับฝากพิเศษทะเลาะพยาบาลห้องผ่าตัดปมจัดคิวห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ตามมาด้วยคำถามจากโซเชียล อยากให้ตรวจสอบว่าสูติแพทย์เก็บเงินค่าฝากพิเศษ 3-5,000 บาท ใช้ห้องผ่าตัดผ่าตัดตามฤกษ์ยาม เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามจริยธรรมหรือไม่ อย่างไร ความขัดแย้งนี้ตามมาด้วย กระทรวงสาธารณสุขตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และกรรมการสอบวินัย โยกพยาบาลไปอยู่แผนกอื่น ย้ายแพทย์ไปทำงานที่สาธารณสุขจังหวัด พร้อมเชิญวิชาชีพที่เกี่ยวข้องถกระบบการให้บริการ

   การฝากคลอดพิเศษ ที่เรียกสั้นๆ ว่า เป็ค มาจาก Special (ฝากพิเศษ) เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมานาน ตั้งแต่มีการทำคลอดในโรงพยาบาลของรัฐ เชื่อว่าสาเหตุคือบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ทรัพยากรของภาครัฐ เช่น ห้องผ่าตัด เตียงคลอด ห้องพิเศษ ฯลฯ มีจำกัด ทำให้คนไข้เลือกซื้อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย โดยจ่ายเงินให้แพทย์รัฐเป็นการตอบแทน

ข้อดีของการฝากพิเศษ

  1. คนไข้สามารถเลือกสูติแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและมั่นใจ อุ่นใจที่มีแพทย์ที่คุ้นเคย ดูแลตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ในราคาที่ไม่สูงนักหากเทียบกับโรงพยาบาลเอกชน เพราะสิทธิการรักษาเช่น บัตรทอง ข้าราชการ ไม่ต้องจ่ายค่าคลอดให้โรงพยาบาลรัฐ จ่ายให้แต่แพทย์
  2. คนไข้ที่ฝากพิเศษ มักจะมีความเสี่ยงหรือกลัวการคลอด เช่น อายุมาก มีโรคประจำตัว มีลูกยาก มีหน้าที่การงานระดับสูง ต้องการความเอาใจใส่มากกว่าปกติ การมีสูติแพทย์รับผิดชอบดูแลอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดความเสี่ยงของคนไข้
  3. ส่วนหนึ่งของคนไข้ฝากพิเศษ ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การมีเจ้าของไข้ ช่วยลดภาระ ลดความขัดแย้งระหว่างคนไข้กับเจ้าหน้าที่แผนกสูติกรรมและสูติแพทย์ท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้รับฝากพิเศษ
  4. คนไข้มีอำนาจต่อรองกับแพทย์ผู้รับฝากพิเศษ เช่น ขอผ่าตัดคลอด ขอลัดคิว หรือขอนอนพักในโรงพยาบาล

ข้อเสียของการฝากพิเศษ

  1. เป็นการเบียดบังเวลาราชการของแพทย์ในระบบราชการ ดูแลคนไข้ที่ให้ประโยชน์ส่วนตน
  2. การแย่งทรัพยากรส่วนกลางของรัฐที่ขาดแคลนอยู่แล้ว เช่น ห้องคลอด ห้องผ่าตัด
  3. เป็นตัวอย่างที่ทำกันมานานโดยไม่มีโทษ ทำให้แพทย์แผนกอื่นๆ ในโรงพยาบาลรัฐทำตาม เป็นเหตุให้คนไข้ต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อลัดคิวผ่าตัดต่างๆ เป็นต้น
  4. ในบางกรณีอาจเกิดการรักษาสองมาตรฐานขึ้น เช่น คนฝากพิเศษได้รับการผ่าตัดคลอด ได้รับการเฝ้าดูแลเป็นอย่างดี ได้ลัดคิวเข้าห้องพิเศษ ฯลฯ แต่คนไม่ฝากพิเศษไม่ได้รับสิทธินั้น
  5. เป็นความอึดอัด คับข้องใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องทำงาน ขณะที่คนรับประโยชน์ คือสูติแพทย์เพียงฝ่ายเดียว

  6. สำหรับคำถามที่ว่า ฝากพิเศษคลอดบุตร เป็นความชอบธรรมหรือผิดจริยธรรมนั้น ผู้เขียนขอตอบว่าเป็นไปได้ทั้งสองทาง

    ข้อพึงปฏิบัติในการฝากพิเศษ
    การฝากพิเศษไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดทางจริยธรรม หากกระทำตามข้อพึงปฏิบัติดังนี้
    1. คนไข้และสูติแพทย์ได้ตกลงกัน ให้สูติแพทย์เป็นผู้ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอดและหลังคลอด
    2. โรงพยาบาลรัฐได้ประโยชน์จากการฝากพิเศษ เช่น ได้บริการคนไข้ ได้ค่ารักษาพยาบาลจากสิทธิบัตรของคนไข้ บางโรงพยาบาล เงินค่าฝากพิเศษ ส่วนหนึ่งเก็บเป็นเงินกองกลางที่นำมาใช้พัฒนาการทำงาน
    3. แพทย์ไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลใดๆ จากการฝากครรภ์พิเศษ ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ไม่กำหนดจำนวนตัวเลข การมอบค่าตอบแทนให้ เป็นการให้โดยเสน่หา ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ ตามทวง (ตามกฎหมายมีหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 103 ที่ระบุว่า ราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท)
    4. การดูแลรักษาคนไข้ไม่ว่าจะฝากหรือไม่ฝากพิเศษ เป็นมาตรฐานเดียวกัน
    5. รักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในคนไข้พิเศษ ในเรื่อง การคลอดธรรมชาติ ผ่าตัดคลอดตามอายุครรภ์ที่กำหนด ผ่าตัดคลอดตามข้อบ่งชี้ ฯลฯ
    6. ไม่เบียดบังเวลาราชการ ไปทำคลอดพิเศษ ทั้งๆ ที่มีหน้าที่อื่นในเวลาทำการ ที่จะต้องทำ และไม่เบียดบังห้องผ่าตัดนอกเวลาราชการ เพื่อผ่าตัดคนไข้คลอดที่ไม่ฉุกเฉิน
    7. ไม่ผ่าตัดคลอดตามฤกษ์ยามที่กำหนด เพราะจะเสี่ยงอันตรายต่อแม่และทารกในกรณีที่อายุครรภ์ไม่ครบกำหนด ในสภาพทรัพยากร และบุคลากรของรัฐที่ขาดแคลน


       สำหรับการฝากครรภ์พิเศษ ที่ไม่ทำตามข้อควรปฏิบัติ หากมีการฟ้องร้อง พึงระวังว่า อาจจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ประพฤติผิดวินัยข้าราชการ และประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2549 ดังนี้
    • หมวด 4 ข้อ 15 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ภายใต้ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ที่มีอยู่
    • หมวด 4 ข้อ 16 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษนอกเหนือจากค่าบริการที่ควรได้รับ
    • หมวด 4 ข้อ 22 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ประกอบวิชาชีพโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย
    พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
    (chanwalee@srisukho.com)