เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล ทาง “The Enterprisers Project” ได้เสนอ 8 เทรนด์ที่องค์กรควรเตรียมพร้อม ดังนี้
  1. โมเดลการปฏิบัติงานด้วยดิจิทัล “ยืนหนึ่ง” ผู้บริหารด้านไอทีระดับสูง จำเป็นต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และสร้างสรรค์โครงสร้างหลักด้านดิจิทัลและความสามารถที่จะเป็นรากฐานเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารที่ยับยั้งหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อบอร์ดและส่งผลกระทบต่อองค์กรในระยะยาว
  2. “ดาต้า” มากขึ้น ปัญหาก็มากตาม ในยุคที่มีทั้งข้อมูลจากมือถือ ข้อมูลจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ข้อมูลเสียง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฟอร์แมตที่หลากหลาย ทำให้ยากในการวิเคราะห์ให้เกิดเป็นอะไรที่มีค่า อย่างไรก็ตาม ปี 2020 ถึงเวลาแล้วที่องค์กรจะต้องลงทุนในการสร้างกลไกและมีเครื่องมือในการจัดการข้อมูลเหล่านี้ เพราะจำเป็นต่อการอยู่รอด อีกทั้งยังมีกฎหมายใหม่ๆ อย่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (จีดีพีอาร์) ขณะที่ ไทยก็จะเริ่มใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีพีเอ) อย่างเต็มรูปแบบกลางปีนี้ ซึ่งหากไม่วางแผนและจัดการแล้วข้อมูลรั่วขึ้นมา ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหามากมายตามมา
  3. อะไรๆ ก็ใช้ “ปัญญาประดิษฐ์” แม้ข้อมูลอาจจะนำไปสู่การพิพาท แต่การจะนำข้อมูลที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากแมทชีน ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ คือกุญแจสำคัญในการสร้างมาตรฐานตลาด และต้องแทรกซึมอยู่ในทุกฟังก์ชั่นงาน เพราะจะทำให้เกิดกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติและลดปัญหาการกำกับดูแลข้อมูล
  4. การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ “เขย่า” บริการไอที สิ่งที่เกิดขึ้นกับการควบรวมและซื้อกิจการ ในอุตสาหกรรมบริการด้านไอที จะกระตุ้นให้ผู้ให้บริการไอทีแบบดั้งเดิมต้องมีตัวช่วยด้านการตลาดดิจิทัลและวิศวกรรมเพื่อให้เกิดศักยภาพใหม่ๆ ในการบริการลูกค้า ซึ่ง 3 ใน 4 ของการเข้าซื้อกิจการบริษัทเทค 2,200 รายเมื่อปีที่ผ่านมา คือ บริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านดิจิทัล บริษัทด้านวิศวกรรม หรือเอเยนซี่ด้านดิจิทัล
  5. ‘พันธมิตร’ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ไม่มีเวนเดอร์ที่ทำได้ทุกเรื่อง แม้จะโชว์เหนือว่าเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร ทำให้เกิดพันธมิตรในการให้บริการขึ้นโดยจะพบว่าเวนเดอร์ผนึกทีมกันในเรื่องการตลาดและการพัฒนาที่มีแบรนด์เฉพาะภายใน ซึ่งที่ปรึกษาบางรายจะเป็นพันธมิตรที่โชว์จุดแข็งในแต่ละด้านและให้บริการที่เป็นความเชี่ยวชาญในเชิงลึก
  6. การนำ ‘คลาวด์สาธารณะ’ มาช่วยขยาย ปี 2563 จะเกิดการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น เพราะผู้ให้บริการคลาวด์ได้สร้างระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและความสามารถในการวิเคราะห์ ทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง รวมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า เพื่อเร่งให้องค์กรได้นำมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ
  7. ‘การวัดผล’ แบบใหม่เกิดขึ้น ธุรกิจต้องล้มเหลว หากไม่มีการบูรณาการระหว่างกลยุทธ์ทางธุรกิจและเทคโนโลยี โดยเริ่มจากผู้บริหารด้านสารสนเทศระดับสูง (ซีไอโอ) ที่ต้องวัดความก้าวหน้าในการทำงานด้วยเอไอและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเป็นดิจิทัลซึ่งตั้งแต่ปีนี้ จะมีการพัฒนาเกณฑ์การประเมินที่เป็นระบบมากขึ้น เน้น 3 กุญแจหลัก คือ
    1. ความเร็วของกระบวนการและความเร็วในการทำงานสำเร็จ
    2. ความสามารถในการวิเคราะห์อัตโนมัติและพัฒนาประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
    3. ประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนให้เกิดผลทั้งทางพฤติกรรมและเศรษฐกิจที่ เหมาะสม
  8. ไอทีต้อง ‘มองยาว’ น่าเสียดายที่ในอดีตโครงการดิจิทัลต่างๆ มองกันแต่ความต้องการในขณะนั้น แต่วันนี้คงต้องทบทวนไปถึงจุดเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ได้ส่งมอบคุณค่าสูงสุดเต็มแมกซ์หรือยัง ผู้นำด้านไอทีขององค์กร ต้องเข้าใจข้อมูลเชิงลึก ซึ่งส่วนแรก คือ นวัตกรรมที่ไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เป็นความต้องการเร่งด่วนเท่านั้น แต่มองไกลถึงการเพิ่มศักยภาพของข้อมูลองค์กรในระยะยาวด้วย
ทุกองค์กร อย่าลืมนำ 8 เทรนด์ไปปรับใช้กันนะคะ เพราะปรับตัวก่อน ได้เปรียบกว่า