แบบแผนของแต่ละประเทศ

  1. จีน ปิดเมือง 23 มค.63 ผลลัพธ์ 2 เดือนจบ
  2. อิตาลี ปิดประเทศ 9 มีค.63 ผ่านไป 1 เดือน ได้แค่แนวโน้มดีขึ้น
  3. สเปน ปิดประเทศ 14 มีค.63 ผ่านไป 1 เดือน ได้แค่แนวโน้มดีขึ้น
  4. ฝรั่งเศส ปิดประเทศ 17 มีค.63 ผ่านไป 1 เดือน ได้แค่แนวโน้มดีขึ้น
  5. ไทย ใช้ พรก.ฉุกเฉิน 26 มีค.63 ผ่านไป 14 วัน ทำท่าจะจบใน 1 เดือน
  6. ไทย เทียบกับประเทศใน ASEAN

จีน ปิดเมือง 23 มค.63 ผลลัพธ์ 2 เดือนจบ

ประเทศจีนเป็นแม่แบบของการปิดเมือง หลังปิดเมือง 14 วัน ผู้ป่วยใหม่ขึ้นถึง Peak และผู้ป่วยลดลงอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงที่หลังจากวันที่ขึ้นถึง Peak 14 วัน ผู้ป่วยรายใหม่ลดจากหลักพัน เหลือ หลักร้อย และในเดือน มีค.63 ผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศจีนต่ำกว่าหลักร้อย โดยทางการจีนประกาศว่า จะเปิดเมืองอู่ฮั้นในวันนี้ (8 เมย.63)

อิตาลี ปิดประเทศ 9 มีค.63 ผ่านไป 1 เดือน ได้แค่แนวโน้มดีขึ้น

อิตาลี ปิดประเทศ หลังปิด 14 วัน ผู้ป่วยใหม่ขึ้นถึง Peak เหมือนที่ประเทศจีน จากนั้นผู้ป่วยลดลง แต่ไม่ลดเร็วเหมือนประเทศจีน แม้ในช่วงที่หลังจากวันที่ขึ้นถึง Peak 14 วัน ผู้ติดเชื้อรายใหม่ยัง 3000+ รายอยู่

สเปน ปิดประเทศ 14 มีค.63 ผ่านไป 1 เดือน ได้แค่แนวโน้มดีขึ้น

สเปน ปิดประเทศ หลังปิดเมือง 14 วัน ผู้ป่วยใหม่ขึ้นถึง Peak จากนั้นผู้ป่วยลดลง แล้วขึ้นใหม่เป็น Peak ที่ 2 จากนั้นผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงตลอดแต่ไม่ลดเร็วเหมือนประเทศจีน แม้ในช่วงที่หลังจากวันที่ขึ้นถึง Peak 14 วัน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ยัง 3000+ รายอยู่

ฝรั่งเศส ปิดประเทศ 17 มีค.63 ผ่านไป 1 เดือน ได้แค่แนวโน้มดีขึ้น

ฝรั่งเศล ปิดประเทศ หลังปิดเมือง 14 วัน ผู้ป่วยใหม่ขึ้นถึง Peak จากนั้นผู้ป่วยลดลง แต่ไม่ลดเร็วเหมือนประเทศจีน แม้ในช่วงที่หลังจากวันที่ขึ้นถึง Peak 14 วัน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ยัง 3000-4000+ รายอยู่
สรุป : ประเทศในยุโรป ได้แก่ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส พอปิดประเทศแล้ว หลังจากปิดประเทศ 14 วัน ผู้ป่วยรายใหม่จะขึ้นถึง Peak และเมื่อขึ้นถึง Peak แล้ว การลดลงของผู้ติดเชื้อรายใหม่ ไม่ลดลงเร็วเหมือนที่ประเทศจีน โดยหลังจากปิดเมือง 1 เดือน ผู้ป่วยรายใหม่ยังมีมากถึง 3000+ รายต่อวันอยู่

ไทย ใช้ พรก.ฉุกเฉิน 26 มีค.63 ผ่านไป 14 วัน ทำท่าจะจบใน 1 เดือน

ไทยใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 26 มีค.63 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 111 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 1,045 ราย หลังจากใช้ พรก. 3 วัน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงสุด 143 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 1,388 ราย เมื่อผู้ป่วยใหม่ขึ้นถึง Peak จากนั้นผู้ติดเชือลดลงอย่างมาก จากเกินร้อย เป็นต่ำกว่าร้อย และต่ำกว่า 50 ในวันที่ 7 มีค.63 การแปลผลจากกราฟนั้นคิดว่าแต่ละคนคงแปลผลแตกต่างกันไป สำหรับส่วนตัวแล้ว มีความเห็นดังนี้
  1. คนไทยติดตามข่าวเรื่อง COVID-19 จนเกิดความตระหนัก (ส่วนใหญ่ตระหนัก ส่วนน้อยตระหนก) ไม่ว่าจะเปิด TV ไปช่องไหน หรือ social media ต่างๆ พูดแต่เรื่อง COVID-19
  2. เมื่อผู้ติดเชื้อรายใหม่เดิมเพิ่มประมาณ 5 ราย (หลักหน่วย) เป็น 32 ราย (หลักสิบ) ในวันที่ 16 มีค.63 ก็เกิดกระแสร่วมทั้งประเทศในการที่จะควบคุมโรค คำว่า Social Distancing นอกจากจะคุ้นหูคนไทยแล้ว ยังได้รับการยอมรับ ซึ่งกระบวนการเคลื่อนไหวสังคม (social Mobilization) ทั้งจากกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงอาจารย์แพทย์ทั้งจากศิริราช จุฬาฯ รามาฯ และสถาบันอื่นๆอีกมาก เมื่อภาคประชาชนได้รับความรู้และข่าวสารในเรื่อง COVID-19 (Educate) จึงเกิด Health Literacy ในเรื่อง COVID-19 ทำให้การเคลื่อนไหวทางสังคม กระทำได้ง่ายขึ้นและก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกระแสตาม # อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ นอกจากกลุ่มแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะ Advocate กลุ่ม Policy Maker แล้วกระแสสังคม ภาคธุรกิจที่อยากให้จบเร็ว ก็ร่วมกันกดดันให้ภาคการเมืองออกนโยบายสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพเป็นหลัก เศรษฐกิจเป็นรอง เหตุการณ์ COVID-19 ทำให้เห็นการทำงานของการส่งเสริมสุขภาพ ผ่าน 3 Actions ได้แก่ Education1 ประชาชนก่อนเพื่อให้ประชาชน มี Health Literacy ทำให้การเคลื่อนไหวสังคม (Social Mobilization2) ทำได้ง่ายขึ้นและก่อตัวเร็วขึ้นและมากขึ้น และกระแสสังคมจากทุกภาคส่วนจะเป็นตัว Advocate3 ให้กับ Policy Maker เพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะ ที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุม COVID-19
  3. ถ้านับย้อนไปวันที่ 16 มีค.63 ที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่มจากหลักหน่วยเป็นหลักสิบ แม้วันนั้นจะไม่มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน แต่การรวมพลังของประชาชนในการควบคุม COVID-19 ก่อตัว อย่างมีนัยสำคัญ (Materiality) ซึ่งจะเกิดผลต้องหลังจากระยะฟักตัวคือ 14 วันคือ ภายหลังวันที่ 29 มีค.63 ช่วงวันที่ 17-29 มีค.63 นั้นเป็น momentum ของระยะฟักตัวก่อนหน้า ทำให้ยังไม่สามารถลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ในช่วงเริ่มต้นของการใช้ Intervention
  4. จุดพลิกผันของการเพิ่มของผู้ป่วยรายใหม่จากหลักหน่วยเป็นหลักสิบ และเป็นหลักร้อยในเวลาต่อมา คือวันที่ 6 มีค.63 เกิดจาก สนามมวยและสถานบันเทิง เป็น Super spreader และจุดพลิกผันให้จำนวนรายลดลงจากหลักร้อยเป็นหลักสิบ คือวันที่ 16 มีค.63 ที่เกิดพลังทางสังคม เป็น Super Breaker โดยร่วมกันทำ "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ใส่ mask อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ " เพราะฉะนั้น การจะสรุปว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงในช่วงนี้ เกิดจาก พรก.ฉุกเฉินฯ จึงไม่น่าจะถูกทั้งหมด (เพราะยังไม่ถึงระยะฟักตัวของ Intervention) แต่เกิดจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ประชาชนร่วมกันทำ รวมถึง พรก.ฉุกเฉินฯ ด้วย
  5. การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสะสมของประเทศไทย ไม่ได้เป็นแบบยกกำลัง (Exponential) แล้ว ดูจากกราฟจะเห็นว่าเป็นกราฟเส้นตรง และมีความชันลดลง โดยจำนวนที่เกิดขึ้นจริง (สีน้ำเงิน) หนีห่างกราฟสีแดง ที่ Plot แบบ Exponential (แบบ update ค่า a และ b ให้เป็นปัจจุบันทุกวัน) และความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้อสะสมจะเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน ในเดือน เมย.63 มีโอกาสน้อยมาก

ไทย เมื่อเทียบกับประเทศใน ASEAN

  1. ผู้ติดเชื้อสะสม สูง 5 อันดับแรกได้แก่ มาเลย์เชีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยประเทศฟิลิปปินส์มีความชันของกราฟสูงที่สุด
  2. ผู้เสียชีวิตสะสม สูง 5 อันดับแรกได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลย์เชีย ไทย และสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยประเทศฟิลิปปินส์มีความชันของกราฟสูงที่สุด
  3. % ป่วยตาย (% Case Fatality Rate) สูง 5 อันดับแรกได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลย์เชีย ไทย และสิงคโปร์ ตามลำดับ