Contents Designing health-literate health care organization: A literature review

  1. Introduction
  2. Designing health-literate health care organizations to face health literacy issues
  3. The organizational initiatives to deal with limited health literacy
  4. The current challenges of designing health-literate health care organizations
  5. Discussion
  6. Conclusion

Introduction

  1. Simond เสนอให้ใช้การให้สุขศึกษาเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้รับบริการ โดยใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ภายใต้แนวคิดที่ว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพจะเป็นตัวลดช่องว่างระหว่าง การศึกษา และ สุขภาพ Simonds SK. Health education as social policy. Health Educ Monogr 1974; 2: 1–25.
  2. Nutbeam กล่าวไว้ใน The evolving concept of health literacy Nutbeam D. The evolving concept of health literacy. Soc Sci Med 2008; 67: 2072–2078.ว่า Health Literacy จำเป็นต้องใช้ทักษะ 3 ability ได้่แก่
    1. Functional Ability ซึ่งทำให้เกิด Function Health Literacy เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานประจำวันในด้านสุขภาพ
    2. Relational Competence เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ป่วยและผู้ให้บริการ ซึ่งทำให้เกิด Interactive หรือ Communicative Health Literacy โดยในการแก้ปัญหาที่ไม่เคยประสบมาก่อน จำเป็นต้องใช้ Interactive health literacy
    3. Critical Competency เพื่อให้สามารถแยกแยะการปฏิบัติตนที่แตกต่างกัน ภายใต้สภาพแวดล้อมหรือปัจจัยกำนดสุขภาพที่แตกต่างกันได้ หรือที่เรียกว่า Critical Health Literacy
  3. Parker et al. ได้คาดการณ์แนวโน้ม ว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพในอนาคตอันใกล้นี้ จะไม่เพียงพอที่จะไปรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนผ่านทางระบาดวิทยาจากโรคเฉียบพลันไปสู่โรคเรื้อรัง (NCD) ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ลดลงน้อยลง Parker RM, Wolf MS and Kirsh I. Preparing for an epidemic of limited health literacy: Weathering. J Gen Intern Med 2008; 23: 1273–1276.
  4. Serper et al Serper M, Patzer RE, Curtis LM, et al. Health literacy,cognitive ability, and functional health status among older adults. Health Serv Res 2014; 49: 1249–1267. & and Paasche-Orlow Paasche-Orlow M. Caring for patients with limited health literacy. JAMA 2011; 306: 1122-1129. ความสามารถของผู้ป่วยที่ไม่เพียงพอ ทำให้ การรวบรวม ประมวลผล และเข้าใจข้อมูลสารสนเทศทางสุขภาพ กระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่วผลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต้อสุขภาพ และความสัมพันธ์และความไว้วางใจกันระหว่างผู้ป้วยและผู้ให้บริการลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถของผู้ป่วยในการ รับประทานยาตามแผนการรักษา ไม่พึ่งตนเองทางสุขภาพ การใช้บริการทางสุขภาพ และการต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น และต้นทุนในการรักษาเพิ่มสูงขึ้น

Designing health-literate health care organizations to face health literacy issues

  1. ความสามารถของผู้ป่วยในการนำทางตนเองไปสู่การบริการ (navigate) นอกจากจะขึ้นกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (functional ,Interactive and critical Health Literacy) แล้วขึ้นกับความซับซ้อนของระบบบริการสุขภาพ และทักษะในการสื่อสารของบุคลากรทางการแพทย์ Hernandez LM. How can health care organizations become more health literate? Workshop summary. Washington, DC: National Academy Press, 2013, p.108.
  2. Matthew K. and et al. Validation of an Organizational Communication Climate Assessment Toolkit ศึกษาเกี่ยวกับ 9 Communication Domain จากนั้นทำการหา validity & Reliability พบว่า most communication domains were significant predictors of patient-reported quality of care and trust กล่าวโดยสรุป แรกเริ่มของ Health literacy Organization นั้นทำโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการ รวมถึงการสร้างความไว้วางใจ สนองความต้องการทางด้านการแพทย์ และการบรรลุข้อกำหนดในด้านจริยธรรมในการตอบสนองต่อชุมชน
  3. Takahashi T and et al.Takahashi T, Ellen M and Brown A. Corporate social responsibility and hospitals: US theory, Japanese experiences,and lessons for other countries. Healthc Manage Forum 2013; 26: 176–183.ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ Corporate Social Responsibilty (CSR) ในประเทศญี่ปุ่น โดยนำแนวคิดจาก USA ไปประยุกต์ใช้ในญี่ปุ่น สรุปว่า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงพยาบาลกัยชุมชน ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกันที่ดี (Healthy work environment) และ Healthy work environement จะส่งผลดีทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้รับบริการ โดยผู้รับบริการจะได้ประโยชน์จากการบริการที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (patient center approach) แทนที่การบริการโดยเน้นโรคเป็นศูนย์กลาง (Disease Center approach) ทำให้เกิดความพึงพอใจในบริการ และลดช่องว่างของการสื่อสาร จึงส่งผลต่อความรับรู้และความเข้าใจ และผู้ป่วยผูกพันกับแผนการรักษา ได้แก่ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่นรับประทานยาสม่ำเสมอ ปรับพฤติกรรมสุขภาพ ที่จะมารับการรักษาตามนัด ซึ่งจะส่งผลต่อการผลลัพธ์ทางสุขภาพดีขึ้น
  4. Schillinger and KellerSchillinger D and Keller D. The other side of the coin: Attributes of a health literate health care organization. In: Hernandez LM (ed.) How can health care organizations become more health literate? Workshop summary. Washington, DC: National Academy Press, 2013, pp.69–96. ให้ความเห็นว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการนั้นเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ ( HLHO) แต่ ความมุ่งมั่นที่จะเป็น HLHO ต้องมีความมุ่งมั่นทางด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการ (Strategic & Managerial Commitment )เพื่อให้ไปสู่ HLHO ด้วย รวมถึงการเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสาร 2 ทาง ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจระบบบริการสุขภาพที่มีความซับซ้อนได้ การปรับสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาล เพื่อทำให้การนำทางไปสู่การบริการเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด
  5. Brach C and et al. (2012) Brach C, Keller D, Hernandez LM, et al. Attributes of a health literate organization. Washington, DC: National Academies Press, 2012.ได้กำหนดคุณลักษณะของสถานบริการสุขภาพ 10 ประการ สำหรับสภานบริการที่จะมุ่งมั่นเป็น สถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ (Healt Literate Health care Organizations หรือ HLHOs ) แนวคิดนี้มองเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเหมือนเหรียญ 2 ด้าน โดยด้านที่ 1 คือ ด้านของผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการ ซึ่งขึ้นกับความคุณสมบัติพื้นฐาน และการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล รวมถึง Health care related Demand (Demand Side) ส่วนด้านที่ 2 ของด้านของ การลดความซับซ้อนของระบบบริการสุขภาพ โดยการทำให้สถานบริการสุขภาพเป็น HLHOs (Supply Side) Attributes of HLHOs ได้รับการอ้างถึงอย่างมาก โดย 10 Attributes ของ HLHOs นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ ประเมินตนเอง สำหรับสถานบริการที่มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้เป็น HLHOs หรือใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินสถานบริการตาม 10 คุณลักษณะดังกล่าว โดยคุณลักษณะทั้ง10 ของ HLHOs ประกอบด้วย
    1. ผู้บริหารได้บูรณาการเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้ากับ พันธกิจ โครงสร้าง และการปฏิบัติงานขององค์กร
    2. บูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้าไปกับเรือง การวางแผน มาตราการในการประเมินผล ความปลอดภัยของผู้ป่วย ความเป็นธรรม และการปรับปรุงคุณภาพ
    3. เตรียมบุคลากรในองค์กรให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
    4. รวมเรื่องการตอบสนองประชาชนทุกกลุ่มและทุกคน เข้าสู่การออกแบบ การนำแผนสู่การปฏิบัติ และการประเมินระบบข้อมูลสารสนเทศและบริการสุขภาพ
    5. ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่มีทักษะด้านความรอบรู้สุขภาพในระดับที่แตกต่างกัน โดยหลีกเลี่ยงการตีตรา
    6. ใช้กลยุทธ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการสื่อสารระหว่างบุคคล และเชื่อมั่นได้ว่าว่าเกิดความเข้าใจในทุกจุดสัมผัสของการบริการ
    7. ตระเตรียมข้อมูลสารสนเทศและบริการสุขภาพให้ง่ายต่อการเข้าถึง รวมถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านการเข้ารับบริการ (navigation)
    8. ออกแบบและเผยแพร่สิ่งพิมพ์ สื่อวิดีโอ หรือสื่อสังคม (Social media) ด้วยเนื้อหาที่ง่ายต่อความเข้าใจ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้
    9. จัดการเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการดูแลในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการบริการ (เช่นการส่อต่อ หรือการวางแผนจำหน่ายก่อนกลับบ้าน) และการสื่อสารด้านการใช้ยาที่ถูกต้อง
    10. สื่อสารเกี่ยวกับ การครอบคลุมของสิทธิและชุดสิทธิประโยชน์ของการรักษา และบริการที่ไม่ครอบคลุมที่ต้องจ่ายเงินสบทบ (Out of pocket)
  6. Christoph Kowalski and et al.The health literate health care organization 10 item questionnaire (HLHO-10): development and validationได้นำ 10 Attribute of HLHOs ไปทำการทดสอบในโรงพยาบาลที่รักษามะเร็งเต้านมในประเทศเยอรมัน ผลการทดสอบพบว่า HLHOs -10 Items มี Validity & Reliability และมีความสัมพันธ์ระหว่าง คุณลักษณะโดยรวม ของ HLHOs กับ ความเข้าใจในประเด็นการสื่อสารที่ HHLOs จัดให้
  7. Brach C, Dreyer BP and Schillinger D.& Brach C, Dreyer BP and Schillinger D. Physicians’ roles in creating health literate organizations: A call to action. J Gen Intern Med 2013; 29: 273–275. สรุปว่า ผู้ให้บริการสุขภาพมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างความรอบรู้ให้เกิดกับผู้ป่วย และถือเป็น Health Literacy Champion เพราะเป็นผู้สนับสนุนระบบการสนับสนุน และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื่อต่อการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเป็นผู้กระตุ้นให้เกิด แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ที่จะสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ และถ้าบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้ให้บริการขาดความมุ่งมั่นที่จะสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับผู้รับบริการแล้ว จะเกิดอุปสรรคขัดขวางการดำเนินการในการบรรลุเป้าหมาย

The organizational initiatives to deal with limited health literacy

  1. Paasche-Orlow et al. (p. 884)Paasche-Orlow MK, Schillinger D, Greene SM, et al. How health care systems can begin to address the challenge of limited literacy. J Gen Intern Med 2006; 21: 884–887. กล่าว่า คุณลักษณะของระบบบริการสุขภาพ ต้องผนวกรวมเรื่อง การให้บริการ (Care giving) และ การสนับสนุนให้ผู้ป่วยจัดการตนเอง (Self management support) เข้าด้วยกัน โดยเห็นว่า การเข้ารับบริการของผู้ป่วยอย่างรอบรู้ด้านสุขภาพ ขึ้นกับโครงสร้างและการให้บริการทางคลินิก ซึ่งมักจะมีสมมุติฐานว่า ผู้รับบริการเข้าใจทุกอย่างที่เราพูด ซึ่งความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การสื่อสารภายใต้วัฒนธรรมทางชีวะวิทยาทางการแพทย์ (biomedical culture) ซึ่งมุ่งเน้นต่อการรักษาโรคเท่านั้น โดยละเลยในเรื่องการสื่อสารข้อมูลสารสนเทศด้านสาธารณสุข ทำให้เกิดการเข้าถึงบริการที่ไม่เหมาะสม และ Biomedical Approach คือสาเหตุที่ไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ป่วยในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด Eiser AR and Ellis G. Cultural competence and the African American experience with health care: The case for specific content in cross-cultural education. Acad Med 2007; 82: 176–183.
  2. Martinez-Donate AP and et alMartinez-Donate AP, Halverson J, Simon NJ, et al. Identifying health literacy and health system navigation needs among rural cancer patients: findings from the Rural Oncology Literacy Enhancement Study (ROLES). J Cancer Educ 2013; 28: 573–581. ระบุว่า การประเมินเฉพาะ Medical Care โดยขาดการประะเมิน Non Medical Care ของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ และการไม่ได้ใช้ Best practice ของระบบการสื่อสารระหว่างผู้รับและผู้ให้บริการ ถือเป็นตัวแปรหลักที่จะถือว่าสถานบริการนั้นไม่ได้เป็นสถานบริการรอบรู้ด้่านสุขภาพ
  3. Willis et al.Willis C, Saul J, Bitz J, et al. Improving organizational capacity to address health literacy in public health: A rapid realist review. Public Health 2014; 128: 515–524. ได้บ่งชี้ Intervention 3 ประเภท ที่จะส่งเสริมให้เกิด HLHOs ได้แก่
    1. Institution Action คือ Actions ที่จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำให้องค์กรเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งทำให้เป็นจริงได้โดยการทำ intervention ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะมีผลต่อ social norm ที่จะมีผลต่อการส่งเสริมองค์กรให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตัวอย่างของ Action นี้ได้แก่ การควบคุมกำกับ (Regulate) ,การใช้มาตรการทางการเงิน (Funding) ,การใช้มาตรฐานวิชาชีพ (Profesional Standard)
    2. Organization Action ประกอบด้วย การฝึกอบรมบุคลากรโดยเน้นหนักที่สายวิชาชีพที่หี่ให้บริการผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีความรอบรู้สุขภาพที่จำกัด และ การนำประชากรประชากรกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างผูกพัน (Engagement) เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานขององค์กรเพื่อให้ไม่สู้ HLHOs เน้นที่การทำให้องค์กรสามารถที่ค้นหาความต้องการและสามารถสนองความต้องการของกลุ่มที่ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด (ถ้ามีมาตรการสนองความต้องการของกลุ่มนี้ได้ ย่อมสามารถสนองความต้องการของกลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่พอเพียงได้)
    3. Partnership Action เพื่อเชื่อมประสานการดำเนินงานภาคีเครือข่าย ที่ต่างหน่วยงาน ต่างสายบังคับบัญชา ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือ NGO เพื่อมาร่วมกันยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน โดยเป้าหมายสุดท้าย คือ ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถที่จะเข้าถึงและใช้ทรัพยากรร่วมของชุมชนที่จับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อที่จะยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเชื่อว่า Partneship Action จะทำให้ประชาชนนำทางตนเองเพื่อไปรับบริการสุขภาพทีเหมาะสมได้
  4. การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ Institutional Action หรือ Policy Action เพื่อให้เกิดองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่วนประเด็นในเรื่อง Organization & Partnership Action ไม่ได้ความสนใจเท่าที่ควร และสถานบริการส่วนใหญ่รีรอที่จะปรับระบบการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ อย่างเป็นทางการ (formal) โดยปล่อยให้เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลของผู้ให้บริการแต่ละคน และสังเกตุพบว่านอกจากจะไม่พัฒนาระบบการสื่อสารที่ง่ายต่อความเข้าใจแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องการสื่อสารที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มต่างๆที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ไม่ได้ความเหลียวแล (underserved population) Livaudais-Toman J, Burke NJ, Napoles A, et al. Health literate organizations: Are clinical trial sites equipped to recruit minority and limited health literacy patients? J Health Dispar Res Pract 2014; 7: 1–13.
  5. Weaver et al.Weaver NL, Wray RJ, Zellin S, et al. Advancing organizational health literacy in health care organizations serving high-needs populations: A case study. J Health Commun 2012; 17: 55–66. ได้กำหนดว่าอะไรเป็นปัจจัยส่งเสริม (Facilitator) หรือ ปัจจัยอุปสรรค (Barrier) ต่อความก้าวหน้าไปสู่องค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ
    1. ปัจจัยส่งเสริม ได้แก่ ขวัญกำลังใจ และความมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ การเห็นความสำคัญของ การให้ความรู้แก่ผู้มารับบริการ และการสร้างความสัมพันธ์และการไว้วางใจระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ เพื่อให้ผลลัพธ์ผลลัพธ์ทางสุขภาพ
    2. ปัจจัยอุปสรรคได้แก่ การขาดความตระหนักในประเด็นเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ การขาดแนวปฏิบัติที่เป็นทางการ (fomal protocol) ที่จะสนับสนุนการดำเนินการที่จะไปสู่องค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสับสนในบทบาทของผู้ให้บริการต่อประเด็นเรืองความรอบรู้ด้านสุขภาพ
  6. วิธีการที่จะเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้คือการ การเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ และการให้ความรู้แก่ผู้รับบริการ/ผู้ป่วย และการให้ความรู้แก่ผู้รับบริการต้องใช้การสื่อสารแบบ 2 ทาง Hume K and Tomsik E. Enhancing patient education and medication reconciliation strategies to reduce readmission rates. Hosp Pharm 2014; 49: 112–114. และ Kaphingst et al. Kaphingst KA, Weaver NL, Wray RJ, et al. Effects of patient health literacy, patient engagement and a system-level health literacy attribute on patient-reported outcomes: A representative statewide survey. BMC Health Serv Res 2014; 14: 475. เชื่อว่า การสร้างความผูกพันที่มีประสิทธิภาพ (Effective Engagement) โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสาร และสร้างความไว้วางวางใจ ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ สำคัญกว่า ทักษะของแต่ละบุคคลในเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ
  7. Apter AJ et al.Apter AJ. Can patient portals reduce health disparities? A perspective from asthma. Ann Am Thorac Soc 2014; 11: 608–612. ICT และ และการเปิดช่องทางที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถที่สื่อสารแบบ 2 ทาง กับโรงพยาบาลหรือผู้ให้บริการได้ (patient portal) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสาร สามารถสอบถามประเด็นที่ไม่เข้าใจเพื่อให้เข้าใจตรงกันได้ ซึ่งจะสามารถที่จะยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยได้ แต่ก็พึงระวังไว้ว่า ICT และ Pateint Portal ก็เป็นเพิ่มความเหลื่อมล้ำ (disparity) เนื่องจากกลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด มักจะเข้าไม่ถึงระบบ ICT และ Patient Portal จึงต้องนำ ICTs มาเป็นตัวเติมเต็ม (Supplement) แต่ไม่ได้มาทดแทนระบบเดิมทั้งหมด (substitute)

The current challenges of designing health-literate health care organizations

  1. Health Literacy Challenge
    1. วิธีการและทรัพยากรใการสื่อสารของสถาบริการสุขภาพ ไม่สอดคล้องกับความสามารถของผู้ป่วยที่เป็นผู้รับสื่อ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่มีปัญหาการได้ยิน หรือคนต่างชาติ .
    2. ระบบการให้บริการผู้ป่วยแบบดั้งเดิม โดยเน้นโรคเป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดช่องว่างความรู้ระหว่าง ความรู้ที่จำเป็นสำหรับกลุ่มที่มีความรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด และความสามารถของสถานบริการในการที่จะจัดการปัญหาดังกล่าว
  2. เพื่อที่ปิดช่องว่างดังกล่าว ความรอบรู้ด้านสุขภาพ
    1. ต้องไม่มุ่งเน้นเฉพาะการรักษา (Health Service) เท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมทั้งเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) และการป้องกันโรค (Disease Prevention)
    2. ต้องทำทั้ง 2 กลยุทธ์ คือ มิติของคุณสมบัติของแต่ละบุคคล ใช้ กลยุทธ์การให้ความรู้แก่ผู้รับบริการ (Educational Strategy ) กับมิติขององค์กรใช้ กลยุทธ์พัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (Healt Literare organization strategy)
    3. เปลี่ยน Approach ของสถานบริการ จาก Disease Center Approach เป็น Patient Center Approach
    4. เพิ่ม Patient and Community Participation and engagement เพื่อสร้าง supportive environment ที่จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่นำไปสู่ ความไว้วางไว้ (trust) ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการสื่อสาร และความผูกพันต่อการให้การปฏิบัติตามแผนการรักษา (Service Engagement)
  3. the communication resources and approaches of the health care organizations are not matched with the abilities of the intended recipients.
  4. สถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ ต้อง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความผูกพันทั้งทางด้านบริการ และการมีส่วนร่วมในขั้นตอนของการวางแผน ออกแบบระบบ และการให้บริการ ในความเป็นจริงสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพต้องเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการได้รับความรู้ที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ รวมถึง การสร้างความรับรู้ในความสามารถของตนเองในการจัดการปัญหาสุขภาพของน (Self efficacy) โดยต้องกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และจัดการสุขภาพตนเองได้ (Self Managemtn) Dageforde LA and Cavanaugh KL. Health literacy: Emerging evidence and applications in kidney disease care. Adv Chronic Kidney Dis 2013; 20: 311–319.
  5. Koh HK et al.Koh HK, Berwick DM, Clancy CM, et al. New federal policy initiatives to boost health literacy can help the nation move beyond the cycle of costly ‘crisis care’. Health Aff 2012; 31: 434–443.การปรับปรุงความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้าน บุคคลให้เป็นบุคคลรอบรู้ด้านสุขภาพ และด้านองค์กรให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการก้าวข้ามวงจรวิบากด้านบริการ โดยควบรวมการเข้าถึงบริการ และเพิ่มคุณภาพบริการ และลดต้นทุนบริการ แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพทำให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพดีขึ้น ลดต้นทุนบริการ และส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบสุขภาพ แต่ก็มีอุปสรรคในการดำเนินการให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น Schlichting JA, Quinn MT, Heuer LJ, et al. Provider perceptions of limited health literacy in community health centers. Patient Educ Couns 2007; 69: 114–120.
    1. ผู้ให้บริการไม่มีเวลาในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพจำกัด
    2. การไม่ตระหนักในความสำคัญของประเด็นความรอบรู้ด้านสุขภาพ
    3. การก้าวข้ามประเด็นด้านวัฒนธรรมในการให้บริการที่เป็นแบบ Disease Center มากกว่า Patient Center
    4. ความเชื่อที่ว่า การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่สามารถไปสู่การทำให้ผลลัพธ์ทางสขภาพดีขึ้น
    5. การขาดองค์ความรู้ถึงผลที่จะเกิดตามมาจากการมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด
    6. องค์กรจัดลำดับความสำคัญในเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพไว้ในระดับท้ายๆ ทำให้ไม่ถูกหยิบยกมาดำเนินการ
  6. สรุป ในช่วงแรกของการพัฒนาสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ จะเน้นหนักในเรื่องพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดในเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ Wynia MK and Osborn CY. Health literacy and communication quality in health care organizations. J Health Commun 2010; 15: 102–115.
  7. แต่การศึกษาในระยะหลังพบว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จมี 2 ประการคือ
    1. การสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและไว้วางใจกัน ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ โดยเห็นชอบร่วมกันในการที่จะเสริมพลังผู้ป่วยให้สามารถจัดการสุขภาพตนเองได้
    2. ความมุ่งมั่นของสถานบริการที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ

    Discussion

    1. สถานบริการสุขภาพส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความจำเป็นในการพัฒนาสถานบริการให้เป็นสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่ง Best practice ของสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพนั้น Brach ได้เขียนในบทความ Attribute of Health Literate Health care Organizations แล้ว
    2. สถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพส่วนใหญ่เน้นหนักในการปรับปรุงบรรยากาศของการสื่อสาร (รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อ) แต่มองข้ามทั้งด้านแนวคิด(Concept) และการนำสู่การปฏิบัติ (Empical) ในเรื่อง Strategic ,structural ,Managerial and partnership actions ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาให้เป็นสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ
    3. การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ต้องดำเนินการควบคู่กันไปทั้ง 2 ด้านคือ
      1. การยกระดับด้านบุคคล (Personal dimension) ให้เป็นพลเมืองรอบรู้ด้านสขภาพ (Health Literate Citizen) โดยพัฒนากระบวนการ เข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลสารสนเทศสุขภาพที่ได้รับ ในการจัดการปัญหาประเด็นสุขภาพของตน โดยปรับระบบบริการของตน
      2. การยกระดับด้านองค์กร (Organization Dimension) ให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้าสุขภาพ (Health LIterate Organization) ระบบบริการสุขภาพมันซับซ้อนเกินกว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนธรรมดาจะเข้าใจ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า สถานบริการจะอธิบายให้ผู้รับบริการเข้าใจระบบบริการที่ซับซ้อนให้เขาเข้าใจได้อย่างไร ซึ่งการทำให้สถานบริการให้เป็นสถานบริการรอบรู้สุขภาพคือคำตอบของการแก้ปัญหาดังกล่าว
    4. รูปธรรมที่จะทำให้สถานบริการสุขภาพเป็นสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพจึงเป็นประเด็นท้าทาย ที่มีการวิจัยมากมายที่จะศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า อะไรเป็นปัจจัยสนับสนุน และอะไรเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางทำให้ไม่สามารถไปสู่เป้าหมายการเป็นสถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ Health Literate Health care Organizations (HLHOs)
    5. โดยการจะยกระดับให้เป็นHLHOs การทำแค่เพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ นั้นไม่เพียงพอ ต้องทำให้ครอบคลุมทั้ง การมีแผนยุทธศาสตร์ มีโครงสร้างที่เหมาะสมรองรับ การบริหารจัดการ (Strategic, Structural ,Managerial Implication) โดยมีการวิจัยสนับสนุนว่าต้องทำทั้ง
      1. Institutional Action เพื่อสร้่างสิ่งแวดล้อมเอื้อ ผ่านทาง กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และนโยบาย เพื่อปรับเปลี่ยนระบบบริการ จากการให้บริการแบบ Bio-Medical Approach ไปสู่ Patient Center Approach
      2. Organization Action คือ การแปลง Institutional Action ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อปรับองค์กรให้เป็น HLHOs
      3. Partneship Action เพื่อรวมพลังทุกภาคส่วนของสังคมมาช่วยกันยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้เป็นสังคมรอบรู้ด้านสขภาพ (Health Literate society)
      4. สถานบริการมักจะไม่เต็มใจที่จะดำเนินการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแบบเป็นทางการทั่วทั้งองค์กร (Institutional Initiative) โดยมักดำเนินการตามความสมัครใจ ซึ่งแนวทางการแก้ไขคือ สื่อสารให้ผู้ให้บริการได้ทราบถึงผลการศึกษาที่มีอยู่มากมายว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ถือเป็น Health Literacy champion เป็นบุคคลที่ผู้ป่วยไว้วางใจ ถ้าให้เวลากับผู้ป่วยในการอธิบายปัญหาสุขภาพ และแนวทางการปฏิบัติตนหรือจัดกากรตนเองอย่างไร (self management) เพื่อให้หายป่วยได้เร็ว รวมถึงวิธีการป้องกันไม่ให้ป่วยซ้ำด้วยโรคเดิม หรือต้องมารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำด้วยปัญหาเดิม จะส่งผลให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพดีขึ้น ต้นทุนในการรักษาลดลง และทำให้ระบบบริการสุขภาพมีความยั่งยืน เพราะฉะนั้น การ Empower บุคลากรทางการแพทย์จึงถือเป็นลำดับแรกที่ต้องทำ เพื่อให้เขาไป Empower ผู้รับบริการในลำดับต่อไป
      5. ICT เป็นเครื่องมือที่สำตัญในการเพิ่มประสิทธิภาพอีกทั้งลดช่องว่างในด้านการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ และทำให้ผู้ป่วยผูกพัน (engage) กับแผนการรักษาของแพทย์ แต่ทักษะในด้านการใช้ ICT ของผู้ป่วยไม่เท่ากัยทุกคน และให้ระวังในประเด็นที่ ICT จะทำสร้างความแตกต่างและความเหลือมล้ำ ระหว่างผู้ป่วยที่เข้าถึและใช้ ICT เป็น กับกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงและใช้ ICT เป็น

      Conclusion

      1. ประเด็นเรื่อง สถานบริการรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLHOs) เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มผู้ให้บริการ
      2. มีการสรุปแล้วว่า การส่งเสริมให้สถานบริการให้เป็น HLHOs จะทำให้สถานบริการหลุดจากจากวงจรวิกฤตทางด้านต้นทุนบริการที่สูงขึ้น (Cycle of costly crisis care) แต่ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอุปสรรที่ขัดขวางไม่ให้สถานบริการก้าวไปสู่ HLHOs ได้นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน
      3. สถานบริการสุขภาพส่วนใหญ่ยังไม่มีนโยบายที่จะพัฒนาให้เป็น HLHOs แบบเป็นทางการ โดยปล่อยให้ดำเนินการแบบสมัครใจของผู้ให้บริการแต่ละคน สำหรับองค์กรที่มีนโยบายที่จะพัฒนาให้เป็น HLHOs ส่วนใหญ่ก็ดำเนินการเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ โดยไม่ได้ทำครอบคลุมครบทั้ง แผนกลยุทธ์ การปรับโครงสร้าง การบริการจัดการ และครอบคลุมทั้ง Institutional ,Organization and Partnership Action
      4. มีผลการศึกษาเกี่ยวกับ ตุณลักษณะของ HLHOs แต่ยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับ รายละเอียดของแต่ละคุณลักษณะว่่าควรเป็นอย่างไร รวมทั้ง การบ่งชี้ว่า ปัจจัยที่เป็น Facilitators และ Barrier ที่มีผลต่อความก้าวหน้าของการพัฒนาองค์กรให้เป็น HLHOs
      5. ยังขาดการวิเคราะห์ผลที่เกิดจากการพัฒนาให้เป็น HLHOs ทั้งที่เป็นผลลัพธ์ของ Health Outcome และ Organization improvement outcome ทั้งในเรื่อง Effectiveness และตัวเลขที่จะพิสูจน์ว่า HLHOs สามารถที่จะทำให้โรงพยาบาลหลุดจากวงจรของการบริการที่ต้นทุนสูง (cycle of costly service)