Content

  1. สถานการณ์ระดับโลก
  2. สถานการณ์ระดับภูมิภาคต่างๆของโลก
  3. 10 อันดับประเทศมีผู้ป่วยสะสมสูงสุด
  4. สถานการณ์ในประเทศ Asean
  5. บทสรุป

สถานการณ์ระดับโลก

  1. ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 2 มีค.63 ยังเพิ่มแบบ exponential Curve อยู่ บ่งบอกว่ายังเพิ่มแบบยกกำลัง ยังไม่เป็นเส้นตรง กราฟรูปที่ 1
  2. นำข้อมูล 60 วันย้อนหลัง (กราฟแท่งสีน้ำเงิน) มาหาสมการ Linear regression เพื่อทำนายไป 30 ข้างหน้า (กราฟเส้นสีแดง) จะเห็นว่า กราฟแท่งอยู่เหนือกราฟเส้นสีแดงเล็กน้อย แสดงว่าการเพิ่มในช่วง 60 วันย้อนหลังใกล้ที่จะเป็น Linear ถ้ายอดของกราฟแท่งสีน้ำเงิน ทับกราฟเส้นสีแดง การทำนายด้วย Linear Regression จะมีความแม่นยำมากขึ้น (กราฟรูปที่ 2)
  3. ผู้ป่วยรายใหม่ แม้ยอดแต่ละวันยังขึ้นๆลงๆ แต่แนวโน้มเป็นขาขึ้น คาดว่าผู้ป้วยรายใหม่ต่อวันจะเพิ่มจาก 2 แสน เป็น 3 แสนในอัก 30 วันข้างหน้า (รูปที่ 3)
  4. ประเทศที่มีผู้ป่วยรายใหม่ต่อวันสูงที่สุุด ได้แก่ ประเทศ อินเดีย บราซิล USA โคลัมเบีย เปรู อาเยนตินา แมกซิโก โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ (รูปที่ 4)
  5. ผู้เสียชีวิต มีอัตราการเพิ่มเป็นแบบเส้นตรง โดยผู้เสียชีวิตจะเพิ่มเป็น 9 แสนคนในอีก 30 วันข้างหน้า (รูปที่ 5)
  6. อัตรการป่วยตาย (% Case Fatality) มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เหลือ 2.5% ในอีก 30 วันข้างหน้า (รูปที่ 6)



สถานการณ์ระดับภูมิภาคต่างๆของโลก

  1. การจัดภูมิภาคในที่นี้ไม่ได้จัดตามภูมิภาคของ WHO
  2. ผู้ป่วยสะสมจำแนกรายทวีป จากมากไปน้อยได้แก่ อเมริการใต้ อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง อัฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และออสเตรเลีย รูปที่ 1,2
  3. ภูมิภาค อเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ ยุโรป อัตราการเพิ่มยังสูงอยู่ แต่แบบแผนการเพิ่มเปลี่ยนจาก Exponential มาเป็น Linear
  4. ภูมิภาคที่ผู้ป่วยสะสม ถ้านับจำนวนรายสะสมไม่มากเท่า อเมริกา ยุโรป แต่มีแบบแผนการเพิ่มยังไม่เป็น Linear ได้แก่ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง และออสเตรเลีย
  5. เอเชียใต้ที่น่ากังวลคือ อินเดีย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นศูนย์กลางการระบาดต่อจากอเมริกาใต้
  6. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่น่ากังวลคือ ฟิลิปปินส์ (แบบแผนการเพิ่มไม่เป็น Linear) ตามด้วยอินโดนีเชีย
  7. แม้ประเทศไทยจะคุมได้ดี แต่รอบบ้าน และรอบโลกยังมีการติดเชื้อที่สูงอยู่ ความหวังในเรื่องการท่องเที่ยว แบบฟองสบู่ท่องเทียว (Travel Bubble) น่าจะริบหรี่ เนื่องจากฟองสบู่แตกไปที่ละประเทศ ไม่ว่า จะเป็น ญี่ป่น จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (คนบัญญัติศัพท์ Travel Buble บัญญัติได้เหมาะสมมาก ฟองสบู่ย่อมเป็นฟองสบู่ ลอยอยู่ในอากาศไม่นานก็แตก เหมือนประเทศต่างๆที่เราพยายามจะจับคู่ แต่ฟองสบู่แตกไปทีละประเทศจนไม่มีคู่ให้จับ







ประเทศที่มีผู้ป่วยสะสม 10 อันดับแรก

  1. ถ้าพิจารณาจากผู้ติดเชื้อสะสมTop 10 จากมากไปน้อย ได้แก่ USA ,บราซิล อินเดีย รัสเซีย อัฟริกาใต้ เปรู แมกซิโก โคลัมเบีย ชิลี สเปน
  2. ถ้าพิจารณาจากแบบแผนการเพิ่มที่ยังไม่เป็น Linear ใน 60 วันที่ผ่านมา ประเทศที่น่าเป็นห่วงได้แก่ อินเดีย เปรู โคลัมเบีย
  3. สเปนควบคุมได้ดีแล้ว แต่เกิดการระบาดรอบ 2 ในช่วงท้ายๆทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น













ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ Asean

  1. ผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด คือ ฟิลิปปินส์ รองลงมาคือ อินโดนีเซึย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย
  2. จำนวนผู้ป่วย COVID-19 เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่ อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์
  3. ฟิลิปปินส์ นอกจากจำนวนรายที่มากที่สุดแล้ว แบบแผนการเพิ่มในรอบ 60 วันที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นแบบ Linear







บทสรุป

  1. เดือน มค.-กพ.63 การระบาดของ โควิด-19 อยู่ในประเทศจีน ประเทศนอกประเทศจีนพบบ้างประปราย โดยการระบาดเริ่มจากจีน ไปที่ประเทศในเอเชียตะวันออกได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศในเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทยและสิงคโปร์ รวมถึงบางประเทศในยุโรป เช่น อิตาลี สเปน
  2. เดือน มีค.63 ศูนย์กลางการระบาดเปลี่ยนจากเอเชียตะวันออกไปที่ประเทศยุโรป โดยศูนย์กลางแพร่จากอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน สหราชอาณาจักร และสวีเดน
  3. เดือน เมย.63 ศูนย์กลางการระบาด จากยุปโรปไปที่อเมริกาเหนือ โดยเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เดือนเม.ย.- สค.63 การระบาดในอเมริกาเหนือก็ยังไม่ถึง Peak โดยกราฟของผู้ติดเชื้อสะสมเปลี่ยนจาก Exopnential Curve เป็น J Curve
  4. ปลาย พค. ถึงต้น มิย.63 เป็นต้นไป การระบาดไปที่อเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล ชิลี เปรู ปัจจุบันจำนวนรายของผู้ติดเชื้อสะสมในลาตินอเมริกันได้แซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือ
  5. ปลาย มิย. ถึงต้น กค.63 เป็นต้นมา เอเชียใต้โดยเฉพาะอินเดีย จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมากขึ้น และผู้ป่วยรายใหม่ต่อวันก็สูงสุดในประเทศอินเดียด้วย ทำให้ศูนย์กลางการระบาดไม่เหมือนเดิมคือ จากเดิมเมื่อเกิดศูนย์กลางระบาดใหม่ขึ้น ศูนย์กลางการระบาดเดิมจะลดจำนวนรายลง แต่ระยะหลัง เกิดศูนย์กลางการการระบาดใหม่ ศูนย์กลางการระบาดเดิมก็ยังไม่ลดลง โดยเบ่งเป็น 4 พื้นที่ได้แก่ ลาตินอเมริกัน อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียใต้
  6. จากแบบแผนของกราฟ ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่เดือน มีค.63 หรือผ่านมาแล้ว 6 เดือน ยังเป็น Exponential เริ่มจะเป็น J curve อยู่ ผู้ป่วยรายใหม่ต่อวันก็เพิ่มขึ้น โดยยังไม่ถึงจุดสูงสุด และคิดว่าสิ้นสุดเดือน กย.63 น่าจะใกล้ถึงจุดสูงสุด หรือการระบาดของโควิด-19 เพิ่งมาถึงครึ่งทาง (WHO ใช้คำว่า The midst of pandemic)
  7. ถ้าช่วงขาขึ้น จาก Floor จนถึง Ceiling ใช้เวลา 7 เดือน ก็คาดว่าช่วงขาลงจาก Ceiling ไปถึง floor ก็น่าจะใช้เวลาอีก 7 เดือน หรือประมาณเดือน เม.ย.64 นั่นคือถ้าไม่มีวัคซีนใช้ในต้นปีหน้า การระบาดของโควิด-19 น่าจะยาวไปถึงเดือน เมย.64
  8. สมมุติฐานของแบงค์ชาติว่า GDP ปี 2563 ของไทยจะติดลบ 8.1 % บนสมมุติฐานว่าโควิด-19 จะคลี่คลายเมื่อสิ้นไตรมาส 3 (กย.63) ก็ไม่น่าจะเป็นจริง เนื่องจากถ้าพิจารณาจากกราฟ น่าจะยาวไปอย่างน้อยไตรมาส 4 ของปี 2563 หรือไตรมาสแรกของปี 2564 นั่นหมายความว่า GDP ของไทยในปี 2563 ต้องติดลบมากกว่า 8.1 % หรือน่าจะติดลบมากกว่า 2 หลัก
  9. ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีคาดการณ์ว่า GDP ปี 2563 จะติดลบ 11.5% จึงน่าจะมีความใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ซึ่งหลายสำนักได้คาดการณ์ใหม่ว่าน่าจะอยู่ที่ -12%
  10. GDP ปี 2562 ของไทย เท่ากับ 16.88 ล้านล้านบาท และหนี้สาธารณะในปี 2563 ภายหลังจากเงินกู้ตาม พรก. 1 ล้านๆ บาท ทั้งหมดน่าจะไม่ต่ำกว่า 8 ล้านๆบาท ปกติ การทำงบประมาณจะตั้งงบใช้คืนเงินกู้ประมาณ 3% ของงบประมาณรายจ่าย หรือประมาณ 9 หมื่นล้านต่อปี (ซึ่งปกติก็ไม่เคยตั้งถึง 3%) หนี้สาธารณะ 8 ล้านๆบาท น่าจะใช้เวลาเกือบ 100 ปีถึงจะจ่ายหมด และถ้าปี 2564 เป็นต้นไป GPD โตปีละ 4% ก็ต้องใช้เวลา 3 ปี หรือสิ้นปี 2566 กว่า GDP จะมาเท่ากับปี 2562 คือ 16.88 ล้านล้านบาท
  11. หลังจากมาตรการพักชำระหนี้ (แต่ดอกเบี้ยไม่ได้พัก) ที่จะหมดลงในไม่ช้านี้ (เดือน กย.หรือ ตค.63) ถ้าไม่มีการต่อมาตรการพักชำระหนี้ หนี้ผิดนัดชำระ เกิน 90 วันก็จะถือเป็น NPL (มีผู้ประมาณการว่า % NPL น่าจะเป็น 2 หลักในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ) ถ้า NPL เพิ่มขึ้น ธนาคารก็ต้องสำรองเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้น ธุรกิจจะปิดกิจการมากขึ้น คนจะตกงานมากขึ้น สาธารณสุขต้องเตรียมรับมือกับ โรคที่เกิดจากผลพวงที่เกิดจากเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิต ภาวะทุพโภชนาการของเด็ก ปัญหาเรื่องพัฒนาการเด็ก ปัญหาวัยรุ่น อาชญากรรม ยาเสพติด เป็นต้น
  12. การชลอตัวของเศรษฐกิจทั้งโลกทำให้ปัญหามลพิษดีขึ้นในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศ แต่การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องใช้ภาชนะและช้อน ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมากขึ้น ทำให้ขยะพลาสติกที่เคยลดลงก่อนช่วงโควิดจากการรณรงค์ให้นำถุงผ้ามาด้วย จากมาตรการการไม่ใช้ถุงพลาสติกในร้านค้าต่างๆ แต่ขยะพลาสติกกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะใช้มาตรการอะไรที่จะลดพลาสติกได้ด้วย และลดความเสี่ยงจากโควิด-19 ได้ด้วย หรือเรียกว่าใช้มาตรการที่ยั่งยืน คือลดปัญหาหนึ่ง (โควิด-19) โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ (ขยะพลาสิก)
  13. สาธารณสุขได้เตรียมตัวรับผลกระทบระยะยาวจาก covid-19 หรือยัง เพราะตอนนี้เพิ่งผ่าน Wave ที่ 1 ยังเหลืออีก 3 Wave ที่ต้องเผชิญ ดังภาพด้านล่าง