สรุปย่อจากการอ่าน Digital Transformation Canvas
click ที่เครื่องหมาย เพื่ออ่านรายละเอียด


click เพื่อดูรายละเอียด
Digital Transformation คืออะไร

  1. Digital Transformation คือ การเปลี่ยนวิธีคิดอย่างมีกยบุทธ์ และวิธีคิดใหม่ในการทำธุรกิจอย่างถึงแก่นจากรากฐานของธุรกิจด้วยการ Transform ธุรกิจของคุณเป็น Digital Business เป็นการคดใหม่ในทุกมิติขององค์กร และทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
  2. เหตุที่ต้อง Transform เนื่องจาก
    1. เกิด Digital Disruption ทำให้ธุรกิจไม่สามารถใช้ความได้เปรียบเชิงการแข่งขันเดิมเพื่อรักษาความเป็นผู้นำได้อีกต่อไป ทำให้เกิด Business platform ,Disruptive Technology และ Disruptive Innovation
    2. ไม่ใช่การแข่งขันที่เปลี่ยนไป ลูกค้าก็เปลี่ยนไป การตลาด กลยุทธ์ก็ต้องเปลี่ยนตาม
  3. 3 steps ในการ Tranform คือ
    1. Digitization คือ การนำหรือกระบวนการเปลี่ยน Analog data เป็น Digital Datal เพื่อให้สามารถนำมาประมวลและส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว การทำ DT จึงเริ่มที่ Data แล้วสร้าง Innovation ที่ไม่ได้มองแค่ Model ธุรกิจในปัจจุบัน และมอง Data เป็นทรัพย์สินขององค์กรที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถสร้างและใช้ประโยชน์ได้ตลอดระยะเวลา อยู่ที่ว่าจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นสร้างมูลค่าในผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน หรือเพิ่มมูลค่าให้แก่การเสนอขายในอนาคต
    2. Digitalization กระบวนการใช้ digital Technology และ Information ในการเปลี่ยนการทำงานของธุรกิจ การนำระบบคอมพิวเตอร์และ Digital Technology เพื่อสร้างกระบวนการทำงานๆ ให้เกิดระบบอัตโนมัติ (Automation) และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
      สรุปคือการนำ Digital มาใช้ ทำให้วิถีชีวิตและการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม
    3. Digital Transformation กระบวนการก่อนหน้าคือ digitization เพื่อเปลี่ยน Analog เป็น digital data และใช้ digital มาเปลี่ยนวิถีในการทำงานของธุรกิจ (Digitalization) จากนั้นก้าวเข้าสู่ Digital transformation เพื่อเปลี่ยน Business model และ กลยุทธ์ขององค์กร
  4. ทำ Digital Transformation (DT) แล้ว ต้องเกิดสูตร 3+1 ถ้าไม่เกิดถือว่ายังไม่ได้ทำ DT
    1. 3 คือ New Efficiency ,Enhance Customer Experience (CX),Build new business model
    2. 1 คือ New Growth หรือ New S Curve
  5. ในยุค Digital คู่แข่งที่น่ากลัวคือ Start up และคู่แข่งที่มาจากต่างอุตสาหกรรม แต่สามารถใช้ digital เพื่อใช้ digital มาสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและสร้าง New S Curve จนทำให้ผู้เล่นที่มีอยู่เดิม (Incumbent) สูญเสียการเป็นผู้นำในธุรกิจของตนเอง ทุกวันนี้ไม่มีคำจำกัดความของคำว่าอุตสาหกรรมใดในแง่ของการแข่งขันอีกต่อไป คู่แข่งที่ใหญ่ที่สุด อาจจะเป็นคู่ค้าทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเราเช่นกัน ส่วนพันธมิตรด้าน supply chain ที่ใหญ่ที่สุดก็อาจจะเป็นคู่แข่งในอีกธุรกิจหนึ่ง
  6. Startup นิยามที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก นิยามโดย Steve Blank คือ รูปแบบองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นชั่วคราวในเบื้องต้น เพื่อมองหารูปแบบทางธุรกิจ (Business model) ที่น่าสนใจ แล้งสามารถทำซ้ำและเติบโตได้ (Repeatable & Scalable) ต่อมาเมื่อองค์กรนั้นมีรูปแบบธุรกิจที่มั่นคง โดยยึดรูปแบบธุรกิจที่ทำซ้ำและเติบโตเหมือนที่เคยทำและที่ผ่านมาแล้ว จนกลายเป็นรูปแบบใหม่ขององค์กรที่เรียกว่าบริษัท (Company)
    ความหมายของ Startup จึงไม่ใช่การตั้งบริษัทใหม่จึงเรียกว่า startup หรือเป็นบริษัทขนาดเล็ก (SME)
  7. สิ่งที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง Digital Transformation นั้นเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ขึ้นกับการมีกลยุทธ์ (Strategy) ความเป็นผู้นำ (Leadership) และการพัฒนาวิธีคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับธุรกิจ (Business Model) และวงจรธุรกิจ (Business cycle) ที่คุณจะสร้างให้เป็นจริงขึ้นมา ส่วนเทคโนโลยีจะเป็นตัวผลักดัน (driver) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
click เพื่อดูรายละเอียด
Didital Transformation Canvas คืออะไร

  1. Digital Tranformation Canvas คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณคิดแผนกลยุทธ์ตามหลักการของ Digital Transformation ด้วยตนคุณเอง เป็นเครื่องมือสำหรับทีม เพื่อเตรียมความพร้อม หาโอกาส และระดมความคิดเห็น ในการเปลี่ยนธุรกิจเป็น Digital จากฐานศูนย์ในปัจจุบันไปยังเป้าหมายใหม่ในอนาคตร่วมกัน ทุกธุรกิจสามารถนำเครื่องมมือนี้ไปประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ SME หรือ Startup
  2. เป้าหมายในการทำคือเพื่อให้สามารถบรรลุหัวใจในการทำ Digital Transformation คือ 3+1 (1.New Efficiency,2.Enhance Customer Experience (CX) 3.Build new business Models) -->New growth or New S Curve
  3. จะสร้าง 3+1 ให้เกิดขึ้นได้ จะต้องพิจารณาจาก Digital Transformation Canvas ที่ประกอบด้วยการคิด 3 ส่วนหลัก รวม 9 ช่องดังนี้
      ส่วนที่ 1 ตั้งหลัก Transform เริ่มต้นด้วยการมองธุรกิจของตนเองอย่างเท้จริงในการเตรียมความพร้อมจากฐานปัจจุบัน ไปยังเป้าหมายใหม่ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่ digital ในอนาคต ด้วยการคิดกลยุทธ์ใหม่ๆจาก core business ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะหา new value propostion ของสินค้าและบริการ รวมถึง new business model ด้วยการคิดจากช่องที่ 1-3
    1. Define New Core Business
    2. New Value Proposition
    3. New Business Model
    4. ส่วนที่ 2 สร้างความสามารถด้าน Digital โดย Digital Transformation เป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเป็น digital ด้วยการลงทุนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโดย digital technology เช่น AI,Robotics ,Blockchain,3D Printing,IoT,drone,AR,VR ที่ช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถใหม่ในการปฏิบัติงานและมีปฏิสัมพันธ์/การสร้างประสบการณ์ กับลูกค้า เพื่อ Transform ธุรกิจจาก Business model เดิม ไปสู่ Business model ใหม่ในอนาคต ด้วยการคิดจากช่องที่ 4-6 ดังต่อไปนี้
    5. Existing Digital Capactities
    6. New Digital Capability
    7. Digital Initiative and Road Map
    8. ส่วนที่ 3 Transform in Action เพื่อให้องค์กรและทีมงานมีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ผู้นำขององค์กรต้องมีความเป็นผู้นำในด้านความสามารถทาง digital คือรู้ว่าจะใช้ Digital Technology อย่่างไรในการปรับเปลี่ยนองค์กร ความเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นภายในองค์กรทั้งเรื่องการเปลี่ยน Organization Structure ,Process ,Business Ecosystem หรือการบริหารจัดการเกี่ยวกับ Digital Transformation ภายในองค์กร เพื่อให้องค์กรมีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์ตามช่องที่ 1-6 ด้วยการคิดจากช่องที่ 7-9 ดังต่อไปนี้
    9. Organization Transformation
    10. Agile Strategy and Planing
    11. Building Collaborative Ecosystem
  4. Canvas คือผืนผ้าใบ Digital Transformation Canvas คือ การเล่าเรื่องราวของการ Transform องค์กรให้เป็น Digital ด้วยตาราง 9 ช่องในผืนผ้าใบแผ่นเดียว ซึ่งเลียนแบบ Business Canvas ที่มี 9 ช่องเหมือนกัน
click เพื่อดูรายละเอียด
01.Define New Core Business

  1. ตอบคำถามว่าเราคือใคร เราทำอะไรและทำไมต้องมีเรา (Mission)
    1. เข้าใจและรับรู้รายละเอียด business model ปัจจุบันขององค์กร
    2. เก็บข้อมูลและรวบรวม New Business Model
    3. กำหนด Strategic Direction ,Goal ร่วมกัน และ Orgnaization Value เพื่อตอบคำถาม Who are we ? why we do whate we do
  2. วิเคราะห์ความสามารถขององค์กรในปัจจุบันทุกมิติ ทั้งเป้าหมาย บุคลากร การดำเนินงานและเทคโนโนโลยี
    1. เจาะลึกวัตถุประสงค์ ความจำเป็น และเป้าหมายหลักของโครงการ
    2. กำหนดเป้าหมายและขอบเขตของธุรกิจที่เน้นหนักในการทำ Digital Transformation (Focusing)
    3. ระบุ gap ในการทำให้ถึงเป้าหมาย
    4. ศึกษาและเจาะลึกการแข่งขัน ที่ไม่ใช่แค่กำหนดนิยามของอุตสาหกรรมและคู่แข่งแบบเดิมๆ
    5. วิเคราะห์ความสามารถขององค์กรในปัจจุบันในทุกมิติ (Goal ,People,Process,Technology) เพื่อเทียบกัยอุตสาหกรรมคู่แข่ง และเป้าหมายขององค์กรที่วางไว้ในอนาคต
    6. พิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและอุตสาหกรรมของคุณในอนาคต ครอบคลุมทั้งด้าน Customer ,Technology,คู่แข่ง (Traditional and Non traditional competitor),การเพิ่มขึ้นของช่องทางการกระจายสินค้าหรือบริการ (Chanel Distribution ) กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป (,Law and Regulation)
    7. ออกแบบวัดความสำเร็จชอง Digital Transformation Monitoring Measurement
  3. เปรียบเทียบกับคู่แข่ง รวมถึงผู้เล่นต่างๆ ในอุตสาหกรรมอื่นๆ และเป้าหมายองค์กรที่วางไว้ในอนาคต
click เพื่อดูรายละเอียด
02.New Value Proposition (นำเสนอข้อเสนอทางคุณค่าใหม่ของธุรกิจ)

คือการออกแบบและนำเสนอข้อเสนอทางคุณค่า (value proposition) ให้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างตรงจุด (pain point) โดยเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
  1. กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราได้แก่กลุ่ใดบ้าง
  2. แต่ละกลุ่มเป้าหมายของเรามีสิ่งที่คาดหวังต่อการใช้สินค้า/บริการ ที่เรากำลังนำเสนออย่างไร
  3. สินค้า/บริการจะแก้ปัญหาอะไรให้กับลูกค้า
  4. สินค้า/บริการของเราจะทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นอย่างไร
  5. ทำไมลูกค้าถึงเลือกใช้ สินค้า/บริการ ของเรา
  6. สิ่งที่เรามี "เท่ากับ" คู่แข่งหรือตัวเลือกอื่นของลูกค้า
  7. สิ่งที่เราทำได้ "ดีกว่า" คู่แข่งหรือตัวเลือกอื่นของลูกค้า
  8. สิ่งที่เราทำได้ "ด้อยกว่า" หรือ "ไม่มี" เมื่อเทียบคู่แข่งหรือตัวเลือกอื่นของลูกค้า
  9. สิ่งที่เรามี "มี" แต่คู่แข่งหรือตัวเลือกอื่นของลูกค้าไม่มี
  10. สิ่งที่เรามี "มี" และยากที่คู่แข่งหรือตัวเลือกอื่นของลูกค้าจะเลียบแบบได้
click เพื่อดูรายละเอียด
03.New business Model (ออกแบบธุรกิจใหม่)

  1. Business Model หรือ รูปแบบการดำเนินการธุรกิจใหม่ ควรพิจารณาทั้งจากฝั่งแหล่งที่มาของรายได้ และฝั่งของต้นทุน
    1. ฝั่งแหล่งที่มาของรายได้ ได่แก่ ช่องทางการจัดจำหน่าย การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การตั้งราคา การหากลุ่มลูกค้าและตลาดใหม่
    2. ฝั่งของต้นทุนได้แก่ กิจกรรมหรือกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) พันธมิตรทางธุรกิจ และทรัพยากรต่างๆ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา
  2. New business Model ต้อง
    1. สอดคล้องและสนับสนุนการส่งมอบ Value proposition ในช่องที่ 2
    2. ธุรกิจของเรามีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน (Strategic Advantage) ที่ได้จากการประเมินธุรกิจหลักในปัจจุบัน ในช่องที่ 1
  3. ในการออกแบบ New Business model ควรพิจาณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่อาจจะเป็นโอกาส ข้อจำกัด หรืออุปสรรค ดังนี้
    1. Market force กลุ่มลูกค้าหรือตลาดใดที่กำลังเติบโตหรือมีศักยภาพ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น
    2. Key Trends เช่น Technology ,Law and regulation ,social ,Economic
    3. Industrial Forces เช่น คู่แข่ง ผู้เล่นที่สามารถทดแทนสินค้า/บริการของเรา ผู้ผลิต ผู้จัดหาวัตถุดิบ/เทคโนโลยี (suppliers)
    4. Macro Econocmic Froce ได้แก่ นโยบายเศรษฐกิจและการนำเข้า ส่งออก ของต่างประเทศ
click เพื่อดูรายละเอียด
04.Existing Business Capabilities (ประเมินขีดความสามารถด้าน Digital ในปัจจุบัน)

  1. Business Digital Capabilities คือความสามารถทางธุรกิจที่จำเป็นสำหรับธุรกิจในยุค digital ที่ครอบคลุมถึงกิจกรรมการดำเนินการในด้านต่างๆของธุรกิจ Information Technology ,Marketing and sales (การตลาดและการขาย) ,Service Delivery (การให้บริการ) และ Production (การผลิต) ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลักได้แก่
    1. Digital Customer Experinece (การบริหารประสบการณืของลูกค้าทาง Digital) คือขีดความสามารถทาง digital เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) ผ่านช่องทาง digital และจุดที่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (contact/Interaction point ) โดยการนำเสนอผ่านกระบวนการตั้งแต่ Front office ถึง Back office ซึ่งมีหน้าที่เป็นกระบวนการภายในต่างๆของธุรกิจ กำกับดูแลการทำงานของทีมงานภายในองค์กร การวิเคราะห์ข้อมูล การบัญชี และคลังสินค้า ยกตัวอย่างเข่น
      1. การบริหารจัดการเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้าผ่านทาง Digital (Digital Customer Journey Management)
      2. User research เพื่อเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบการใช้งาน (usability) ,และประสบการณ์ของผู้ใช้ (user experience) ที่ดีในช่องทางต่างๆที่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า
      3. การจัดการ social Interaction ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจ ในสื่อ social media หรือสื่อ online ต่างๆ จะช่วยทำให้ธุรกิจมีการปฏิบัติงาน การดูแลและให้ข้อมูลแก่ลูกค้า เป็นไปอย่างถูกต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น Social listening ,Rating ,Review & Social crisis Management
      4. Digital marketing
      5. Digital Commerce
      6. Knowledge and content managment เพื่อช่วยธุรกิจในการดำเนินการ front office ทั้งเรื่อง social interaction ,digital marketing & digital commerce อย่างมีประสิทธิภาพ
      7. การเพิ่มขีดความสามารถในการทำ Customization and Personalization เช่น การจัดเก็บข้อมูลควมพึงพอใจ ,customer loyalty management หรือ social behavior
      8. Digital Intelligence คือความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการต่างๆ (Big data) มาเปลี่ยนเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจต่างๆของธุรกิจในอนาคต หรือการศึกษาเพื่อระบุลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Customer insight) การแบ่งลูกค้า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา การทำโปรโมชั่น หรือการวัดผล Campaign ต่างๆ
    2. Digital Operation (การปฏิบัติการด้าน digital) เป็นการนำ digital technology เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถใหม่ด้าน digital สนับสนุนการสร้างคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานต่างๆภายในองค์กร ที่สอดคล้องกับทิศทาง แผนกลยุทธ์ขององค์กร สนับสนุนรูปแบบการปฏิบัติที่เปลียนแปลงไป ทั้งเรื่อง Organization Structure ,Process ,HRM ,culture และ KPI ประกอบด้วย
      1. Digital Data Management ตั้งแต่ การรวบรวม จัดเก็บ การกระจาย ควบคุม และค้นหาข้อมูล โดยองค์กรต้องมีความสามารถบริหารข้อมูลทั้งแบบ SQL และ NoSQL การทำ Data Lake การประมวลผลข้อมูล การบริหารนโนบายเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล
      2. Digital Infrastructure Management เพื่อเป็นการบริหารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม ทั้งทางด้าน hardware ,software ,security ,Digital continuity management
    3. การประเมินขีดความสามารถของ Digital ในปัจจุบัน แล้วนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และผู้เล่นอื่นที่เป็นต้นแบบ (benchmark) ในอุตสาหกรรมต่างๆที่ได้วิเคราะห์ก่อนหน้าในช่องที่ 1.
click เพื่อดูรายละเอียด
05.New Digital Capabiliies (กำหนดขีดความสามารถใหม่ด้าน digital)

เป็นการกำหนดขีดความสามารถใหม่ด้าน digital ในอนาคตที่สอดคล้องและสนับสนุนการดำเนินงานของ core business ในช่องที่ 1 การส่งมอบ value proposition ในช่องที่ 2 และ New business model ในช่องที 3 โดยให้ระบุสถานะของขีดความสามารถในอนาคตว่าจะอยู่ในระดับใดภายในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ภายใน 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ข้างหน้า
click เพื่อดูรายละเอียด
06.Digital Initiative and Road Map (วางแผนและสร้างขีดความสามารถด้านปัจจุบันไปสู่อนาคต)

  1. เมื่อได้ขีดความสามารถด้าน digital ในปัจจุบัน (ช่องที่ 4) และในอนาคต (ช่องที่ 5) แล้วให้ประเมิน Gap ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างแผนงานโครงการ (initiative) และ Road map ด้วยการวางแผนการดำเนินงาน ตั้งแต่การริเริ่มโครงการต่างๆ ตาม Business use case เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน digital จากปัจจุบันไปสู่อนาคต ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด
  2. ในการคิด Digital initiative and roadmap จะต้องคำนึง
    1. ขีดความสามารถด้าน digital ทั้งด้าน Digiatl Customer Experience และ Digital Operation
    2. ครอบคลมทั้งเรื่อง ทรัพยากรบุคคล (HR),กระบวนการทำงาน (Digital process) และ Technology
click เพื่อดูรายละเอียด
07.Organization Transformation (ออกแบบการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุค digital - ณัฐพร วิรุฬหการุณ)

วางแผนและบริหารการเปลี่ยนแปลงขององค์กรทั้งหมดให้ครบทุกหมวดของ PMQA ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ค่านิยม วัฒนธรรม โครงสร้างองค์กร (หมวด 1) ข้อเสนอคุณค่าและการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (หมวด 3) แผนกลยุทธ์ (หมวด 2) กระบวนการทำงาน (หมวด 6) การบริหารทรัพยากรบุคคล (หมวด 5) การกำหนดเครื่องมือตัวชี้วัดที่เหมาะสม (หมวด 7) และการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี (หมวด 4,6) การเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็น Digital Enterprise ไม่ใช่นำ Technology เข้ามาใช้ในองค์กร แต่จำเป็นต้องปรัยเปลี่ยนทั้ง Business model และ Operating model ให้เหมาะสมกับองค์กรที่ต้องการให้เป็น สิ่งที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยน Agile mindset ในการดำเนินการธุรกิจ ทั้ง Oeprating Model,Business capabilities,Value stream,Organization structure ,KPI,Budgeting & Financing
  1. Operating model เมื่อ Oeprating model จำเป็นต้องเปลี่ยน สิ่งที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงคือ Organization Culture จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ และสร้าง mind set ที่เหมาะสมกับองค์กรเข้าไปแทน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้นำ เพื่อก้าวผ่านการแข่งขันที่รุนแรง มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจเพื่อความคล่องตัวในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ และความอยู่รอดขององค์กรในยุค digital
  2. Digital Transformation ไม่ใช่มีแค่เรื่อง Technology แต่การทำ Digital Transformation เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนต่างหาก การมีงบประมาณที่มาก และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยอาจไร้ประโยชน์และไม่สำคัญเท่ากับการมีบุคลากรที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ประเด็นน่าคิด
    1. ด้วยความเคยชินว่า การทำงานเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง เราจึงเลือกที่จะลดหรือหยุดการเรียนรู้ โดยก้าวเข้าสู่กับดักของคำว่า ประสบการณ์อันยาวนาน
    2. ยิ่งเรายึดติดกับประสบการณ์ที่มีในสิ่งเดิมๆ มากเท่าใด เราะจะพลาดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากเท่านั้น
    3. บางคนอาจจะใช้ชีวิตทำในสิ่งที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร และทำไปทำไม เวลาถูกปล่อยผ่านไป ทำให้พลาดโอกาสดีๆในชีวิต ที่อาจจะค้นพบความสามารถที่แท้จริงของตนเองก็เป็นได้
  3. Learn ,Unlearn and Relearn สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ต้องผ่านประสบการณ์การรับรู้ (Experience) และตีความประสบการณ์นั้นผ่านมุมมองของตนเอง เพื่อสร้างความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น กระบวนการตีความจำเป็นต้องใช้ทักษะ 3 อย่างคือ การจัดระเบียบข้อมูล (Organize) การวิเคราะห์ (Analyze) และการสังเคราะห์ (Synthesis) เพื่อให้เข้าใจสิ่งต่างๆที่เผชิญอยู่ การเข้าใจผิดยึดมั่นในสิ่งที่ทำต่อๆกันมา และไม่พยายามจะเปลี่ยนวิธีบ้างหรือกล้าตั้งคำถาม คือปัญหาที่สำคัญขององค์กร
    Learn to Unlearn เพื่อเปิดโอกาสให้พฤติกรรมหรือรูปแบบการทำงานใหม่ที่คล่องตัวกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ประหยัดกว่า เกิดขึ้นได้ เมื่อเลือกที่จะลบความรู้เดิมบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่า เราจะลืมที่จะไม่จัดการความรู้ขององค์กร วิธีการส่งเสริม Learn to unlearn
    1. เริ่มต้นใหม่ในการค้นหาเรื่องที่เราคิดว่า เรายังไม่รู้
    2. มองให้เห็นปัญหา จากเดิมที่ไม่เคยเห็นหรือเลือกที่จะมองไม่เห็น
    3. หัดตั้งปัญหากับสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่เคยเห็น
    4. เริ่มเก็บข้อมูล หัดสังเกตุสิ่งใหม่รอบตัว
    5. หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ
    6. วิเคราะห์ข้อมูลจากมุมมองของผู้อื่นบ้าง
    7. คิดเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม
    8. สร้างแนวคิดใหม่และนำไปปฏิบัติบ่อยๆอย่างมีแบบแผน
    9. อย่าลืมลบความรู้เดิมที่ไม่เกิดประโยชน์ เพื่อลดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำอีกต่อไป
  4. สิ่งที่สำคัญในการ Transform องค์กร
    1. It is about people (มุ่งเน้นทีคนเป็นหลัก) Technology มาใช้แทนคนในงานที่เป็น แบบแผน (pattern) ,Routine ,Repeatedly ได้เท่านั้น ไม่สามารถทำงานแทนงานที่มีความยาก ซับซ้อน เกี่ยวช้องกับชีวิตได้ ฉะนั้นอย่าใช้เวลาไปทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ไปคิดงานใหม่ที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ดีกว่า และให้ Reskill และ Upskill ให้บุคคลากรให้มีศักยภาพในการใช้ Technology ได้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะก้าวไปสู่โลก Digital
    2. It is about focusing on soft skill การทำ Technology Transformation เป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับคน เพราะฉะนั้น Soft skill (หรือจะเรียกว่า People skill หรือ Interpersonal skill ) ได้แก่ Communication,Flexibility,Leadership,Teamwork ,Time management สำหรับกว่า Hard skill (Teachable abilities or skill set that are easy to qualified) ไดีแก่ ความสามารถในภาษาต่างประเทศ ,ปริญญาที่จบการศึกษา ,Computer programing ,Machine Operation,ความเร็วในการพิมพ์ จริงอยู่ hard skill สำคัญต่อการประกอบอาชีพหรืองานนั้นๆ แต่ Soft skill คือสิ่งที่สำคัญว่าคุณสามารถที่จะเปลี่ยนโอกาสรอบตัวให้เป็นความสำเร็จได้หรือไม่ องค์กรต้องเลือกคนที่ปรับตัวเก่ง (Adaptable) มีความอยากรู้อยากเห็น (Curious) มีความยืดหยุ่น (Flexible) ในยุค digital ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว เป็น VUCA world (Volatility,Uncertainty,Complexity,Ambiguity) จึงหมดยุคที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาเร็วกินปลาช้า
    3. Drive Change fron the top เน้นที่ leadership มี Mind set ต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพื่อให้ หัวและหางกระดิกไปพร้อมกัน องค์กรถึงอยู่ได้ พัฒนาได้ และแข่งขันได้
      1. หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก = องค์กรมีปัญหา
      2. หัวไม่ส่าย หางขยันกระดิก = องค์กรกำลังมีปัญหา
      3. หัวขยันส่าย หางไม่กระดิก = คนในองค์กรมองไม่เห็นว่า เป็นปัญหา
    4. ต้องเชื่อ Digital Insight องค์กรที่มีระบบข้อมูลที่ทันสมัย และ big data ไม่รับประกันความสำเร็จ แต่องค์กรที่มีบุคลากรที่สามารถในการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่มีประโยชน์ในการต่อยอดได้ และนำข้อมูล insight ไปใช้จริง และสามารถสร้าง Data Driven Culture ได้ต่างหากถึงจะรับประกันความสำเร็จ
    5. Fial Fast and Fail cheap,Really (คิดแล้วทำเลย ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่) เหมาะกับโลก digital ขณะนี้ ทางรอดเดียที่จะอยู่รอดอย่างปลอดภัยคือ การเร่งความเร็วในการทำสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ แต่ไม่ตกขอบเส้นทางที่กำหนดไว้ ความเร็วอาจจะส่งผลต่อคุณภาพที่ลดลง แต่ถ้าเราเรียนรู้จากประสบการณ์เรื่องนั้นๆ จากนั้นปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลทั้งต่อความเร็วและคุณภาพในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้ออำนวยต่อการลองทำสิ่งใหม่ๆได้อย่างคล่องตัว กระจายอำนาจในการตัดสินใจไปที่หน้างานก็มีความจำเป็นที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น
      1. การที่เราผิดพลาดและล้มเหลวในอดีค คือวิธีการที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว (ถ้าเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น)
      2. พลาดได้แต่อย่าบ่อย ฉลาดขึ้นทุกๆครั้งที่เราทำพลาดไป ความสำเร็จรอเราอยู่
      3. ไม่เป็นไรถ้าประสบความสำเร็จอย่างช้าๆ หากคุณไม่สามารถล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว ?
click เพื่อดูรายละเอียด
08.Agile Strategy and Planing เปลี่ยนกลยุทธ์และดำเนินการด้วยแนวคิด Agile (ณัฐพร วิรุฬหการุณ)

Agile คือ Mindset หรือวิธีที่นำไปปรับใช้ด้วยความเข้าใจ เพื่อตอบสนองทันกับโลก และการแข่งขัน ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ Digital Technology ที่หลากหลายซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความท้าทายและโอกาสใหม่ได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นกลยุทธ์และการทำงานในรูปแบบดั้งเดิม จึงไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้
  1. การทำงานแบบ Agile เน้นให้ความอิสระในการทำงาน ให้อำนารตัดสินใจ ให้ความอิสระในการควบคุมกำกับดูแลตนเอง การยอมรับการแสดงออกที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งหัวใจหลักในการทำงานของ Agile คือการมุ่งการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (CQI) เชิงสร้างสรรค์ มุ่งการเรียนรู้ ปรับปรุงพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ด้วยการลงมือทำ แนวคิด Agile จึงเหมาะสมในการนำมาใช้ใน VUCA World
    Agile = Delivering Result +learning how to improve as a team
  2. เมื่อไรที่จะนำ Agile มาใช้ หรือไม่นำมาใช้ ขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งแบ่งตามเกณฑ์ของ Ralph Stacey ได้ดังนี้
    1. Simple Situation คือทราบชัดเจนว่าต้องทำอะไร (What to do) และทำอย่างไร (How to do) ถึงจะสำเร็จในการรับมือกับสถานการณ์นั้น เป็นสถานการณ์ที่มีสูตรสำเร็จว่าจะทำอะไร สถานการณ์นี้ควรใช้ Best practice ถ้ายังทำไม่เป็นก็ควรใช้ Trainer หรือ instructor ช่วยฝึกให้
    2. Complicated Situation (ยุ่งยาก) มีความไม่แน่นอนว่าจะต้องทำอะไร (What to do) และทำอย่างไร (How to do) จึงจะทำให้งานสำเร็จ การวิเคราะห์และวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วนไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไรและทำอย่างไร ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น สถานการณ์แบบนี้จะยากในช่วงเริ่มต้น แต่ถ้าผู้เชี่ยวชาญจะทำได้ดี เพื่อพบกับสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะเป็นเนื้องานมี่มีความซ้ำซ้อนในเนื้องาน ถ้าได้ลงมือทำบ่อยๆจะเก่งขึ้นเอง สถานการณ์ฉบบนี้เหมาะแก่การนำ Lean Management มาใช้มากที่สุด เพื่อขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ลดความยุ่งยาก และเพิ่มคุณค่า และในสถานการณ์แบบนี้ ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ
    3. Complex Situation ซับซ้อน มีความไม่แน่นอนว่าจะทำอะไร หรือทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ และการวางแผนรับมือเชิงตรรกะอาจจะใช้ไม่ได้ผล เพราะยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก วิธีรับมือทำได้เพียง อาศัยความรู้และทักษะที่มีอยู่จำกัด และจำเป็นต้องทำงานไปเรียนรู้ไป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้มากระหว่างทำงาน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์แบบนี้เหมาะแก่การนำแนวคิด Agile มาใช้มากที่สุด เพราะต้องปรับตัวอยู่เสมอ ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนแบบนี้ เป็นเรื่องยกที่จะวางแผนเพื่อรับมือได้ตั้งแต่ต้น เพราะไม่รู้ว่าจะกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง เมื่อผ่านพ้นไปได้ เราจะตระหนักและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของเราและเพื่อนร่วมทีม สามารถที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต
    4. Chaotic Situation ได้แก่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด สถานการณ์แบบนี้ยากที่จะคาดเดาว่าเป็นเช่นไร และต้องใช้อะไรเพื่อรับมือ ในสถานการณ์แบบนี้แนวคิด Agile จะนำมาใช้ได้บ้าง แต่ทุกคนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ เน้นการปฏิบัติเพื่ออยู่รอด ซึ่งในถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำ (Leader) จะมีบทบาทมากที่สุดที่จะนำพาผู้ตามให้หลุดพ้นจากความโกลาหล
  3. สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เกิด Agile ซึ่ง Agile น่าจะตรงกับภาษาไทยว่า " ความพลิ้ว " ทั้งด้านความคิด ความสามารถ ทักษะ ทัศนคติ รวมถึงการปฏิบัติต่่างๆ ซึ่งเป็นคุณสมบีติที่มีความจำเป็นสำหรับยุค digital เพราะการทำ digital transformation เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิด Agile คือ
    1. Agility Competency ทักษะ ความรู้ ความสามารถที่จำเป็นต่อการเผชิญกับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงความสามารถในการหาโอกาสใหม่ๆที่อาจจะเกิดขึ้น
    2. Agility capacity ความอดทนต่อความไม่แน่นอน
    3. Agility Confidence ความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่นว่าสามารถทำให้ทุกสิ่งให้เป็นไปได้ในสภาวการณ์ที่ไม่แน่นอน
  4. องค์กรต้องมีส่วนช่วยในการส่งเสริมวัฒนธรรมแบบใหม่ที่เอื้อต่อการนำ Agile ให้เกิดขึ้นในองค์กร สนับสนุนให้ผู้บริหารและพนักงานมีความรู้และทักษะใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นในยุค digital
  5. สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ ควรทำงานร่วมกันเป็นทีม มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ใน Road map เดียวกัน
click เพื่อดูรายละเอียด
09.Building Callborative Ecosystem (สร้างระบบนิเวสใหม่ที่สร้างการมีส่วนร่วมกันระหว่างในและนอกองค์กร - ผศ.ดร.บัณฑิต ฐานะโสภณ)

สร้าง Business Ecosystem ทั้งใน Value chain ของธุรกิจคุณ เช่น Supplier ,Distributors ,Customer และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นคู่แข่ง Startup ชุมชน สถาบันการศึกษา เป็นการยายขอบเขตความสามารถที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในองค์กร โดยหัวใจหลักในการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นและสำเร็จได้ คือ การสร้างระบบฐานข้อมูล ที่ข้อมูลในระบบนิเวศถูกสร้าง และแบ่งปันใช้ ร่วมกัน
  1. การสร้างระบบนิเวศของธุรกิจ วิวัฒนาการของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมในยุคต่างทำให้เห็นว่า การสร้างนวัตกรรมในสมัยใหม่ จะต้องไปที่การสร้าง Cross Functional Team ที่มีสมาชิกจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร และการสร้างเครือข่ายในการพัฒนานวัตกรรม ดังนั้นความสามารถในการเปิดกว้างกระบวนการในการพัฒนานวัตกรรม (Open innovation) และความสามารถในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ (Collaborative Ecosystem) ที่ส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรม จึงความสำคัญต่อความอยู่รอดทางธุรกิจ สรุปวิวัฒนาการในการพัฒนานวัตกรรม
    1. ช่วง 1950-1960 Technology push
    2. ช่วง 1960-1970 Market pull
    3. ช่วง 1970-1980 Coupling of R&D and Marketing
    4. ช่วง 1980-1990 Integrate Business process เนื่องจากต้องแข่งกับเวลาในการพัฒนา products
    5. ตั้งแต่ 1990 เป็นต้นมา System integration and Networking ขจัดข้อจำกัดทางทรัพยากร และมีการพัฒนาด้าน ICT เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและลดเวลาออกสู่ตลาด เนื่องจากProduct Life cycle สั้น โดยเน้นความร่วมมือกับ Suppliers หรือลูกค้าแบบเชิงลึก (Vertical Integration) มีการสร้างตวามร่วมมือในเชิงกว้าง (Horizontal Linkage) กับพันธมิตรทางการค้า คู่แข่ง มหาวิทยาลัย เป็นต้น เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยพันา และร่นระยะเวลาออกสู่ตลาดให้สั้นลง
  2. From Value chain to value web การสร้างนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21 ต้องมองให้กว้างขึ้นนอกอุตสาหกรรมตนเอง โดยมองหาคู่ค้าที่มีความเชี่ยวชาญ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างออกไป เนื่องจากนวัตกรรมสมัยนี้เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีหรือความรู้ในสาขาที่แตกต่างหลากหลาย เช่นรถไฟฟ้าไร้คนขับ นอกจากวิศวกรรมด้านเครื่องกลแล้ว จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี 5G เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และเปลี่ยน Value chain ให้เป็น Value web โดยรูปแบบของแนวทางความร่วมมือได้แก่
    1. Share resource ในการ R&D
    2. สร้างสินค้าหรือบริการ ที่อาศัยความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา
    3. มองข้าม value chian ในปัจจุบัน เพื่อสร้างตลาดใหม่ หรือการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้น
    4. การใช้ประโยชน์จากประชาชน (Crowds หรือ Communities) เช่น โครงการ Open-Source Software ทั้งหลาย หรือ idea portal ของ LEGO
  3. Type of Ecosystem build to right one แบ่งได้เป็น
    1. Centralized Ecosystem เป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไป โดยมีบริษัทหนึ่งเป็นศูนย์กลางหรือ Hub มีหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างคู่ค้าทั้งหมดในเครือข่าย เหมาะที่ใช้ในตลาดมีความเสถียรในระดับหนึ่ง ปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือลูกค้ามีความชัดเจน เช่น e Book ของ Amazon มี Amazon เป็นศูนย์กลางในความร่วมมือ โดยมีผู้มีส่วนร่วมทั้งหลายคือ ผู้ลผิต Tablet ที่ใช้ในการอ่านหนังสือ และสำนักพิมพ์ต่างๆ
    2. Adaptive Ecosystem เหมาะสำหรับตลาดที่ความต้องการของลูกค้า หรือวัตถุประสงค์ในการพัฒนานวัตกรรมไม่ชัดเจน จึงไม่ทราบว่า การพัฒนาต้องการความเชี่ยวชาญด้านใดบ้าง บริษัทจึงต้องทำหน้าที่เป็นวาทยกรควบคุมวงดนตรี สามารถจัดการ partners ที่มีความสามารถหรือเชี่ยวชาญที่หลากหลาย และสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมือกัน เช่น Sumsung ที่เริ่มเข้าสู่คลาด Personal Health Monitoring โดยพัฒนาความร่วมมือกับ startup ที่ทำเรื่องความดันโลหิตและสารอาหาร จนกระทั่งได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบริษีท Nestle ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้าน IT
click เพื่อดูรายละเอียด
กรณีศึกษาบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำ Digital Trasformation

  1. Netfix มี Core Business คือ Digital Content Provider เดิมบริการให้เช่า DVD โดยส่งตรงไปถึงบ้าน ต่อไปให้บริการ Streaming ในทุกอุปกรณ์และทุกช่องทาง ด้วย Digital Content ที่หลากหลาย New business model คือบริการสมัครสมาชิกเช่าหนัง หรือ digital content แบบเหมา ด้วยค่าบริการรายเดือนที่ราคาไม่แพง มี members มากกว่า 50 ล้านคน
  2. Adobe มี Core Business คือผู้ผลิต Software ต่างๆ เช่น Pdf,Photoshop,Adobe ilustratator โดยขายผ่าน ตัวแทนจำหน่วย ต่อมาเปลี่ยน Business model มาให้บริการด้าน digital experience ,platform ในรูปแบบ Cloud Computing และ Analytic ผ่านบริการ Software as as Service (Saas) เปลี่ยน Model การหารายได้มาเป็นแบบบอกรับสมาชิก โดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในเรื่อง Customer Experience โดยใช้ Data Drviven Operating Model (DDOM) คือ การขับเคลื่อนทุกการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูล รวมถึงการพัฒนา AI & Machine Learning สรุป Adobe Transform ทั้ง Digital Technology และ Business model
  3. Amazon เริ่มจากขายหนังสือ online ต่อมาขายทุกอย่าง Online ไม่ใช่แต่ e Book โดยกำหนด New Core Business คือ เป็น Customer centric Company ที่มีลูกค้ามากที่สุดในโลก Business model จึงครอบคุลมทั้งรายได้จาก shipping ,Advertising,Financing โดยวัฒนธรรมของ Amazon คือ Day1 และ Two-Pizza team
  4. Ping An จากธุรกิจประกัน มาสู่ New business model คือ "One Customer,Multiple Products and One stop Service" โดยเปลี่ยนเป็น Technology Company ,Real estate, และก้าวสู่ platform สุขภาพและการเงิน มุ่งเน้นการพัฒนา IT ใน 4 ด้านคือ AI,Blockchain,Big Data,Cloud Computing
  5. Nestle จากธุรกิจอาหารสู่ Platform สุขภาพ
  6. Stripe เริ่มจากบริษัท Startup จนกลายเป็นบริษัท 1 ที่เป็น Disruptor ของโลกในปี 2020 โดย Core business โครงสร้างพื้นฐานในด้านการชำระเงินบน Internet โดยเป็นตัวกลางที่รับเงินจากลูกค้าผ่านบัตร Credit ที่ง่ายและ Security เชื่อถือได้ เอา code เพียง 7 บรรทัดไปวางที่หน้า Web site ที่ต้องการให้ชำระเงิน สามารถกดจ่ายได้ทันที ทำให้บริษัทใหญ่น้อยที่ใช้บริการของ Stripe ได้แก่ Amazon,Visa ,Apple Pay,Alibaba,Facebook,Twitter
  7. 23andMe ปฏิวีติธุรกิจสุขภาพด้วยชุดตรวจ DNA ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจและได้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรม ด้วย AI และ DNA Analysis Technology โดยสั่งซื้อชุดตรวจที่ web site ตรวจโดยใช้น้ำลายแล้วส่งกลับไปบริษัท จากนั้น 23- สัปดาห์จะได้รับรายงานทางสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกของตนเอง โดยตรวจสอบผ่าน web site โดย 23andMe มี Big data ที่เกี่ยวกับพันธุกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
click เพื่อดูรายละเอียด
หลักการใช้ Digital Transformation Canvas ด้วย Model 5D's

  1. Define เป็นการตั้งโจทย์ให้ชัดเจน เพื่อตอบ Digital Transformation Canvas ช่องที่ 1 (Defined New Core Business) ช่องที่ 2 Value Proposition และ 3 New Business Model ได้ดียิ่งขึ้น โดย
    1. รู้จักตนเองว่า คุณคือใคร กำลังทำอะไร
    2. ต้องรู้จักลูกค้า เพื่อออกแบบข้อเสนอทางคุณค่าในการตอบโจทย์ แก้ปัญหา หรือสร้างคุณค่าใหม่ให้กับลูกค้า
    3. ต้องรู้จักคู่แข่ง และทางเลือกอื่นๆที่สามารถทดแทนข้อเสนอทางคุณค่าของคุณ หรือต้องรู้จักผู้เล่นในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยสามารถนำไอเดียของคู่แข่งหรือไอเดียการทำธุรกิจอื่นๆมาปรับใช้ได้
    4. ต่อมาอาจคิด New Business Model เริ่มจากการเปลี่ยน Business Model Canvas ทีละช่อง ตัวอย่างเช่น
    5. มีข้อเสนอทางคุณค่าใหม่ๆที่ส่งมอบให้ลูกค้า ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิม หรือข้อเสนอทางคุณค่าเดิมให้กับลูกค้าใหม่ หรือข้อเสนอทางคุณค่าใหม่ๆให้กับกลุ่มลูกค้าใหม่ได้หรือไม่ อย่างไร
    6. ลองคิดดูว่าธุรกิจของคุณสามารถดำเนินการด้วยวิธีที่แตกต่างออกไปได้หรือไม่
    7. สามารถปรับเปลี่ยนหรือมี Business model การตั้งราคาแบบใหม่เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจได้อย่างไรบ้าง
    8. ต้องปรับโครงสร้างของต้นทุน (Cost Structure) แหล่งที่มาของการผลิต หรือนำเสนอการบริการ (Services) กิจกรรม (Activities) และกระบวนการทำงาน (Work process) รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner) อย่างไรบ้าง ตามสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
    9. มี Alternative Business Model นอกจากการสร้่างขึ้นมาเองหรือไม่ เช่นรูปแบบการเป็นพันธมิตร (partner) การซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) การเข้าไปลงทุน (venture capital) การบ่มเพาะ (Accerate) ในธุรกิจใหม่
    10. วาง Roadmap เพื่อให้องค์กรปรับ GPPT (Goal-Process-People-Technology) ให้สอดคล้องกันในทุกมิติ
    11. เมื่อจบขั้นตอน define จะได้คร่าวๆว่า องค์กรต้องการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางใด คุณอาจจะเลือกหลายๆโอกาส มาสำรวจความเป็นไปได้ในขั้นตอน Discover ต่อไป รวมถึงการเตรียมข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย
  2. Discover คือการค้นหา ตรวจสอบ และทดลอง แนวคิดทางธุรกิจ หรือโครงการต้นแบบ ขากช่องที่ 1-6 ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางที่ต้องการนั้น เป็นวิธีที่ใช่ สำหรับองค์กร และเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจเพิ่มขึ้นด้วย หลักการในการ discover ที่ได้ยินบ่อยๆได้แก่
    1. Design Thinking สามารถนำมาใช้ในช่วงแรกเริ่มในช่วงสำรวจปัญหา หรือ pain point และค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Insight) เพื่อให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า ผู้ใช้ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กลุ่มแรกให้ได้ จากนั้นสร้าง Solution (Build) แล้ววัดผล (Measure) เพื่อเรียนรู้ (Learn) เป็นการทดสอบและปรับปรุงให้ตอบโจทย์ที่สุด Model ที่มีผู้นำมาใช้มากคือ Double Diamond
    2. Desing Splint เป็นการย่อแนวคิด กระบวนการคิดเชิงออกแบบและแนวคิดใกล้เคียงอื่นๆ ให้เป็นกิจกรรมที่ทำตามได้ง่าย สามารถเลือกใช้ Design splint เพื่อตรวจสอบ solution ว่ามาถูกทางแล้วหรือไม่ อาจใช้วิธีการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว โดยการทดสอบ solution ที่เฉพาะเจาะจง หรือเป็นส่วนสำคัญ มีความเสี่ยงสูง หรือทดสอบความเป็นไปได้อย่างเร็วที่สุด ตัวอย่างเช่น 5 Days Google Design Splint
  3. Develop เป็นการวางแผนกลยุทธ์ ดำเนินการจัดทำ ปรับปรุงพัฒนาเครื่องมือในการพัฒนาบน Plateform ต่างๆ รวมถึงเครื่องมือในการวัดผลในด้านต่างๆด้วย หลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ Lean Startup
    1. แนวคิด Lean ที่ถูกคือ การใช้ทรัพยากร (Man ,Money Material Minute) ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สึด และลดความสูญเสียน้อยที่สุด การทำงานแบบ Lean คือ การสร้่างให้เล็ก ทดลองเพื่อวัดผล และเรียนรู้ให้ไว ก่อนที่เงิน คน และเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญจะหมดไป โดย
    2. รีบสร้าง วัดผล และเรียนรู้ (Build ,Measure ,Learn) เพื่อให้รู้ว่า Solution นั้นไปต่อได้หรือไม่ ถ้าไปต่อได้ก็เปิดให้ลูกค้า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้ได้ประโยชน์ได้ใช้งานและทดสอบจริง และ Feedback ผลการใช้ จากนั้นนำไปปรับปรุงต่อยอด
    3. การปรับปรุงต่อยอดต้องใช้ข้อมูลที่ได้จากการวัดผล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้หรือผู้เกี่ยวข้องต่ำ สูญเสียต้นทุนน้อยโดยเฉพาะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ และรอบของการพัฒนาต้องสอดคล้องกับทรัพยากรทั้งคนเวลา ขอบเขต และต้นทุนที่มี
    4. ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด อาจหา เครื่องมือ ,platform หรือพันธมิตรที่สามารถตอบโจทย์ได้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว
  4. Deliver การส่งมอบประสบการที่ดีและการสื่อสาร กับกลุ่มผู้ใช้งานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ scale up ผู้ใช้งานกลุ่มใหญ่ขึ้นต่อไป ถ้า 3 ขั้นตอนแรกทำได้ดี ขั้นตอนนี้จะทำได้ง่าย เนื่องจากข้อเสนอทางคุณค่าสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และต้องเก็บข้อมูล วัดผล และเรียนรู้ Customer Experience ด้วย
  5. Data เปลี่ยน Data เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ซึ่ง Data เป็นสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในขั้นตอนทั้ง 4 (Define ,discover,Develop,Deliver) และข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาสิ่งต่างๆให้ดียิ่งขึ้น โดย
    1. ข้อมูลที่ใช้ในการวัดผลเพื่อเรียนรู้ ในขึ้นตอนทั้ง 4 นั้นมีความแตกต่างกัน
      1. ขั้นตอน Define นำข้อมูลที่มีอยู่เดิมมาวิเคราะห์ใหม่
      2. ขั้นตอน discover เป็นการวัดเชิงคุณภาพ ตามหลักการ Design Thinking
      3. ขั้นตอน Develope ฬนการทดสอบลูกค้ากลุ่มแรก จะเทน้ำหนักไปที่การวัดเชิงปริมาณ โดยเฉพาะในส่วนที่ยึดโยงกับผู้ใช้งานจริง
      4. ขั้นตอน Deliver ส่วนใหญ่เป็นการวัดเชิงปริมาณ เพื่อวัดผลทางธุรกิจ ดูการเติบโต ได้แก่ Average Revenue per user,Profir Margin
  6. การวัดความสามารถด้าน digital อาจะไม่ใช่การวัดผลทางการเงินอย่างเดียว ต้องวัดความยึดโยงกับผู้ใช้ (customer engagement) และ interaction กับผุ้ใช้ด้วย เช่น เปอร์เซนต์การบรรลุเป้าหมายที่สำคัญ (Coversion rate) หรือ Custome Lifetime value (CLV) มูลค่าของลูกค้าตลอดการใช้สินค้าหรือบริการของเรา ,Rate (Return) of Innovation
  7. มีแค่ข้อมูลไม่พอ ต้องหาข้อมูลเชิงลึก (insight) ให้ได้ เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงในขั้นตอนต่างๆ (Define ,Discover, Develop,Deliver) และลักษธเพิเศษของ 5D's คือ เป็นการเดินทาง (Journey) โดยต้องหมุนวงรอบ รอบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ่นสุด
click เพื่อดูรายละเอียด
ปัจจัยที่ให้ Digital Transformation สำเร็จหรือล้มเหลว

  1. ทำไมหลายองค์กรถึงล้มเหลว (กว่า 70%ที่ล้มเหลว) เพราะ
    1. เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธืในการทำ Digital Transformation ไม่ชัดเจน
    2. การตัดสินใจของ board หรือผู้บริหารล่าช้าเกินไป
    3. ผู้บริหารระดับสูงบางคนไม่เห็นด้วย
    4. โครงการหรือ Digital initiative ให้ความสำคัญกับเรื่อง Technology เพียงด้านเดียว โดยไม่ได้ตระหนักว่า Digital Transformation เป็นเรื่องของคนมากกว่า
    5. ขาดความเข้าใจในภาพรวม จึงเกิดปัญหาในการปฏิบัติ
    6. ตัวชี้วัดและการวัดผลเป็นแบบดั้งเดิม ไม่มีความเหมาะสมและไม่สนับสนุน Digital Transformation
    7. ไม่มีการวางแผนและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกัยการ Digital Transformation
    8. No passion Personnel
    9. ขาดการมองภาพใหญ่ในอุตสาหกรรมการแข่งขัน คิดกลยุทธ์และนิยาม คู่แข่งแบบดั้งเดิม
    10. ทำ Digital Transformation เฉพาะบางธุรกิจหรือเฉพาะบางหน่วยงาน
    11. การทดลองทำ Digital Initiative ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
    12. Digital Initiative ทำได้เฉพาะ Prototype เท่านั้นเนื่องจากขีดความสามารถทางด้าน digital ทำให้ ไม่สามารถ Scale up ได้
  2. องค์กรที่ประสบผลสำเร็จทำอย่างไร
    1. ผู้นำ ผู้บริหาร มีเป้าหมายเดียวกันกับพนักงาน
    2. ผู้นำมีวิสัยทัศน์ และ Strong Commitment ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง
    3. ผู้นำมีความเชื่อมั่นว่าแผนงานและทีมงานจะทำให้เกิดผลสำเร็จ สนับสนุนทรัพยากรอย่างเด็มที่
    4. เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก
    5. ผู้บริหารระดับสูงทุกคนต่างตะหนักถึงความสำคัญที่จะต้อง Transform
    6. สมาชิกทุกเห็นและยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่ Transform และยอมรับการเปลี่ยนแปลง
    7. Transform ธุรกิจใหม่จากฐานของธุรกิจเดิม และเป็นธุรกิจแบบ Platform
    8. เป็นองค์กรที่มีแผนรองรับ มีการนำ Technology ใหม่ๆ เช่น AI,Cloud Computing,IoT มาใช้ทั่งทั้งองค์กร
    9. มี Roadmap ที่ดี และดำเนินการตาม Roadmap
    10. มีรูปแบบการดำเนินการใหม่ (Operating Model) เพื่อรองรับการ Transform
    11. สร้่างการมีส่วนร่วมและแบ่งปันข้อมูลทาง Digital ทั้งภายในองค์กรและพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง
    12. มีการกระจายอำนาจการตัดสินในไปที่หน้างาน พนักงานสามารถออกแบบการปฏิบัติงานตามลำดับความสำคัญ
    13. พนักงานมีความกระตือรือร้น มีบทบาท และอิสระ
    14. องค์กรมีการสรรหา พัฒนา และรักษาพนักงานดาวเด่น
    15. องค์กรมีการออกแบบวัฒนธรรมองค์กรใหม่
    16. Digital Initiative นอกจากมีความยอดเยี่ยมทางด้านเทคนิดแล้ว ต้องตอบวนองและแก้ Pain point ของผู้ใช้งาน หรือสร้าง New Value และสามารถเพิ่มค่าตอบแทนทางธุรกิจได้
    17. สร้างนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตร โดยใช้ประโยชน์จาก Data และปฏิบัติงานด้วยแนวคิด Agile ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    18. สร้างและพัฒนานิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ขีดความสามารถ และความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
click เพื่อดูรายละเอียด
จะเริ่มต้นอย่างไร

  1. สร้าง Awareness
  2. มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน
  3. สร้างทีมงาน และ Change Agent แล้วสร้างความร่วมมือกับทุกคน
  4. Roadmap และสร้างความสำเร็จทีละก้าว มีแผนการดำเนินการและเป้าหมายในแต่ละช่วงที่ชัดเจน
  5. กำจัดอุปสรรคในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
  6. สร้างวัฒนธรรมแห่งการเปลียนแปลง และทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร