สมุทรสาคร…เคยเป็นเมืองท่า ชุมชนขนาดใหญ่ของชาวจีนอพยพ…ปัจจุบัน คือ เมืองของ “กองทัพแรงงาน” นับแสนจากเมียนมา…

   ย้อนกลับไปโพ้นกว่า 400 ปี สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อยมากรุงธนบุรี แล้วมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ …ชาวจีนที่ทยอยลงเรือสำเภา อพยพหนีตายนับล้านคน มาขึ้นบกหลายเมืองในสยาม… ล้วนเป็น เมืองชายทะเล

   ชาวจีนที่มาขึ้นบก มาจากดินแดนทางตอนใต้ของจีน คือ มณฑลกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน และไหหลำ ชาวจีนเหล่านี้ได้แก่ ชาวจีนกวางตุ้ง ชาวจีนแคะ (ฮากกา) ชาวจีนแต้จิ๋ว ชาวจีนฮกเกี้ยน และชาวจีนไหหลำ รวม 5 กลุ่มภาษาใหญ่

   ย้อนไป 2 พันกว่าปีมาแล้ว…ชาวจีน…มีความรู้ ความชำนาญในการเดินเรือข้ามทะเล ข้ามมหาสมุทร เมืองท่าสำคัญทางใต้ของจีน คือ เมืองกวางโจว เมืองเฉวียนโจว และเมืองหมิงโจว

   ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับ…ชาวจีนแล่นเรือไปค้าขายถึงทวีปแอฟริกา

   เส้นทางกองเรือสำเภาจีนที่ขอแวะ คือ เมืองชายฝั่งด้านอ่าวไทย… เมืองชายทะเลแห่ง 1 ในอ่าวไทย เป็นท่าเทียบเรือที่ดี มีน้ำจืด มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เรือสำเภา ลำแล้ว ลำเล่า เข้าเทียบท่าตรงนี้ กลายเป็นชุมชนคนจีน มีซื้อ มีขาย ต่อมาก่อสร้าง “ท่าเรือ” ให้เรือสินค้าเข้าเทียบได้แบบเป็นล่ำ เป็นสัน…

   นานวัน นับเดือน นับปี …จึงเรียกชุมชนตรงนี้ว่า “บ้านท่าจีน”

   บ้านท่าจีน ในอ่าวไทย โตวันโตคืน…กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นำชาวจีนมาขึ้นบก มาตั้งต้นชีวิตใหม่ ใครขึ้นบกมาได้ถือว่ารอดตาย ในแผ่นดินสยามไม่มีใครอดตาย ใครอยากจะค้าขายก็ต้องมาที่นี่…

   จำนวนประชากรชาวจีนที่อพยพเข้ามาแบบ เสื่อผืนหมอนใบ ท่วมท้นมหาศาล กระจายตัวออกไป สยามยังมีที่ดินรกร้างว่างเปล่ามหาศาล ชาวจีนมีนิสัยขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ การผสมกลมกลืนกับชาวสยามเป็นไปอย่างราบรื่น ชาวจีนที่อพยพมารุ่นแรกเป็นผู้ชาย มาได้หญิงชาวสยามเป็นคู่ชีวิต เลยถือว่า “ลงตัว”

   ชุมชนชาวจีนขยายตัว แยกกันไปทำมาหากิน …บิดา ของแฝดสยาม อิน-จัน ที่เมืองสมุทรสงคราม ก็เป็นชาวจีนอพยพ แฝดอิน-จัน ลงชื่อในสัญญาให้ฝรั่งซื้อตัวไปอเมริกาในช่วง รัชสมัยในหลวง ร.3 …ก็ลงชื่อด้วยภาษาจีน

   (ผู้เขียนมีความเชื่อเป็นส่วนตัวว่า ชาวจีนน่าจะมีอิทธิพลทางความคิด ชีวิตความเป็นอยู่ไม่น้อย…แม่น้ำ แถวนั้นยังต้องเรียกว่า “แม่น้ำท่าจีน”)

   พ.ศ.2099 แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้โปรดให้ยกฐานะ “บ้านท่าจีน” ขึ้นเป็น “เมืองสาครบุรี” เป็นเมืองด่านหน้า ป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะเข้ามารุกรานทางทะเล (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ ฉบับพิมพ์ พ.ศ.2507 หน้า 60)

   บ้านท่าจีน…ได้ยกขึ้นเป็น เมืองสาครบุรี เมืองชายทะเลแห่งนี้โดดเด่น ในสมัยต่อมา มีการสร้างป้อมปราการ ก่อกำแพง ติดตั้งปืนใหญ่ หันหน้าออกทะเล

   ต้องยอมรับว่า บรรพบุรุษของเรา มองไกล มองทะลุ รู้จักข้าศึก รู้จักลมฟ้าอากาศ รู้จักภูมิประเทศมาช้านาน…

   ส่วนคำว่า “มหาชัย” ที่คนทั่วไปชอบเรียกกันนั้น เป็นชื่อคลองที่สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้ขุดคลองลัดจากเมืองธนบุรี เป็นแนวตรงไปออกปากน้ำเมืองสาครบุรี แทนคลองโคกขามที่คดเคี้ยว

   ขุดคลองยังไม่ทันแล้วเสร็จก็ทรงสวรรคตเสียก่อน จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (ขุนหลวงท้ายสระ) โปรดให้ขุดคลองต่อจนแล้วเสร็จ และได้พระราชทานนามว่า “คลองมหาชัย” ซึ่งต่อมาบริเวณฝั่งซ้ายปากคลองได้เกิดชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นชื่อว่า “มหาชัย” จึงเป็นที่นิยมเรียกขานแต่นั้นเป็นต้นมา

   พระสังฆราช ปาลเลกัวส์ (Jean Baptist Pallegoix) จากฝรั่งเศส เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม (เมื่อ พ.ศ.2371 ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.3) ประสงค์จะเผยแผ่คริสต์ศาสนา ได้เดินทางไปเยี่ยมพวกคริสตังชาวจีน ที่กระจัดกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกได้บันทึก…กล่าวถึง ท่าจีน ว่า…

   “…เป็นเมืองสวยงามมีพลเมืองประมาณ 50,000 คน ส่วนมากเป็นชาวประมง และพ่อค้า ที่ตั้งเมืองอยู่ห่างทะเล 2 ลี้ เป็นทำเลเหมาะในการประมงและการพาณิชย์จึงมีสำเภาจีนมาติดต่อค้าขายอยู่เสมอ…”

   เมื่อเป็นเมืองชายทะเล มีเรือสินค้า เข้า-ออก เป็นประจำ สาครบุรี กลายเป็นเมืองที่คึกคัก มีพลวัต มีความหลากหลาย เช่นเมืองท่าทั่วโลก

   ในสมัยแผ่นดินในหลวงรัชกาลที่ 1 ได้ยกเมืองสาครบุรีขึ้นกับ “กรมท่า”

   (กรมท่า คือ ส่วนราชการในสมัยก่อน ซึ่งอยู่ในสังกัดกรมพระคลัง มีหน้าที่เกี่ยวกับการต่างประเทศและปกครองเมืองท่า)

   พ.ศ.2352 สมัยในหลวง ร.2 โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์เป็นแม่ทัพยกไปปราบพม่าที่เมืองถลาง และเมืองชุมพร เป็นการเดินทัพทางเรือจากกรุงเทพฯ ไป ผ่านธนบุรี ท่าจีน แม่กลอง บ้านแหลม และเพชรบุรี

   นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) ได้ตามเสด็จ และแต่งโคลงนิราศ กล่าวถึง ชุมชน มหาชัย และแม่น้ำท่าจีน…

   สาครบุรี…มีชีวิตชีวา มีสีสัน ผู้คนพลุกพล่านมานานแล้ว… เป็นเมืองทำมาค้าขาย เศรษฐกิจอยู่ในมือของชาวจีน

   สิ่งแปลกปลอม ที่ชาวจีนนำติดตัวเข้ามาในสยาม กลายเป็นคดีความ คือ ฝิ่น ที่ปะปนมากับสินค้าทั้งปวง…ชาวจีน ชาวสยามติดฝิ่นกันงอมแงม

   ในปี พ.ศ.2390 พระยามหาเทพให้จมื่นทิพเสนา (เอี่ยม) ออกไปจับฝิ่น ตัวการใหญ่ คือ “อ้ายจีนเผียว” ซึ่งตั้งตนเป็นตั้วเหียที่สาครบุรี

   14 มีนาคม พ.ศ.2390 พระยามหาเทพไปกับพระสวัสดิวารีพร้อมกับเกณฑ์กรมการเมืองสาครบุรี และชาวบ้านไปช่วยกันล้อมจับ เกิดการต่อสู้กันขึ้น พระยามหาเทพได้รับบาดเจ็บ

   รัชกาลที่ 3 โปรดให้พระยาพระคลังคุมพวกตำรวจในพระยามหาเทพกับกองรามัญไปตั้งที่สาครบุรี และมีหนังสือถึงผู้รักษาเมืองสาครบุรี เมืองราชบุรี ให้ช่วยจับกุมจีนเผียว …ในที่สุดสามารถจับจีนเผียวได้ที่เมืองราชบุรี

   สาครบุรี…เปลี่ยนแปลงไปตามแผนการปฏิรูปการปกครอง…

   ในหลวง รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเมืองสาครบุรี เป็น “เมืองสมุทรสาคร”

   พ.ศ.2438 ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมณฑลนครไชยศรี มีเมืองปกครอง 3 เมือง คือ นครชัยศรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร

   วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 ในหลวง ร.5 เสด็จพระราชดำเนินเมืองสมุทรสาคร ทรงมีพระบรมราชโองการ จัดตั้ง “สุขาภิบาลท่าฉลอม” เป็นแห่งแรกของประเทศไทย …ท่าฉลอมดังมานานแล้วครับ

   การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนและเป็นการถือกำเนิดของการปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งแรกในประเทศไทย

   มีเรื่องเล่าแถมว่า…ในวันนั้น…ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดํารัสในการประชุมเสนาบดี ภายหลังเสด็จประพาสเมืองนครเขื่อนขันธ์ (ปัจจุบันคือ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ) ว่า “โสโครกเหมือนกับตลาดท่าจีน (ท่าฉลอม)”

   สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงมีหนังสือตราพระราชสีห์น้อยถึงผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร ประชาชนและพ่อค้าใน ตำบลท่าฉลอม จึงร่วมใจกันสละเงินรวมจำนวน 5,472 บาท โดยนำมาทำเป็นถนนปูอิฐขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 428 เมตร และจ้างคนปัดกวาดเทขยะมูลฝอยทิ้งจนตลาดท่าจีน สวย สะอาด

   ถนนที่ชาวเมืองสร้างขึ้น… ชื่อ ถนนถวาย

   รถสามล้อถีบโบราณ ท่าเรือข้ามฟาก ท่าฉลอม-มหาชัย และถนนถวาย 3 อัตลักษณ์ประจำถิ่นของ “ท่าฉลอม”

   เมืองสมุทรสาคร เดิมมีอำเภอขึ้นอยู่ในความปกครอง รวม 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสาคร อำเภอบางโทรัด อำเภอกระทุ่มแบน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2446 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่ออำเภอบางโทรัด เป็นอำเภอ “บ้านบ่อ”

   พ.ศ.2456 เปลี่ยนชื่อเมืองนครชัยศรี เป็น เมืองนครปฐม

   ในปี พ.ศ.2459 ในหลวง ร.6 มีพระบรมราชโองการให้ทางราชการเปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” ทั่วทุกแห่งในพระราชอาณาจักร เมืองสมุทรสาครจึงเปลี่ยนเป็น “จังหวัดสมุทรสาคร” มาจนทุกวันนี้

   สยามประเทศจัดระเบียบ สร้างบ้านเมือง กำหนดเขต ตั้งชื่อเมือง เขตการปกครองกันอีกหลายครั้ง เพราะจะสร้างระบบราชการแบบตะวันตก

   20 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มาเพื่อทรงเยี่ยมทุกข์สุขของราษฎร นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ชาวจังหวัดสมุทรสาครปลาบปลื้มปิติ

   สมุทรสาคร เป็นเมืองที่มีศักยภาพ …ถูกจัดให้เป็น เขตอุตสาหกรรม

   ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลทยอยเข้ามาตั้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร มากกว่า 5 พันแห่ง

   เป็นอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมสิ่งทอ ฯลฯ

   เมื่อเป็น “มหานครแห่งอุตสาหกรรม” ทุกประเภท มากขนาดนี้ ต้องมี แรงงานนับแสนคน…เกิดการจ้างงาน เกิดแรงงานต่างด้าว…

   ผู้เขียนขอจำเพาะเจาะที่ประเด็น อุตสาหกรรมประมง ที่เอกชนของไทยส่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งไปขายทั่วโลก…

   ชายฝั่งทะเลสมุทรสาครยาว 41.8 กิโลเมตร คือ พื้นที่ทำการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตจากการประมงทะเลมาจากอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งทะเลเวียดนาม

   คนไทยไปทำประมงนอกน่านน้ำไทย… มีเรือประมงทะเล เป็นเรือบรรทุกห้องเย็น ขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ บ้างก็ไปร่วมทำการประมง ในน่านน้ำ พม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ไปจนถึงประเทศในทวีปแอฟริกา

   เมื่อมีสัตว์น้ำจากทะเลขนาดมหึมา ที่ตามมา คือ ธุรกิจห้องเย็น รถบรรทุกขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ (เรือแม่) จะนำสินค้าสัตว์น้ำกลับขึ้นฝั่ง โดยมีท่าเทียบเรือและรถตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนแพปลาจำนวนมากรองรับ

   อุตสาหกรรมการประมงของสมุทรสาคร เป็นแนวหน้าในระดับโลก

   ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลแปรรูปรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก

   พ.ศ.2561 อุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปของไทยมีมูลค่ารวมกว่า 6.6 พันล้านเหรียญ แบ่งเป็นตลาดส่งออกถึง 89%

   สัดส่วนสินค้าส่งออกแต่ละประเภท ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง 38.6% กุ้งแช่แข็ง 13.1% กุ้งปรุงสุก 9.5% ปลาหมึกแช่แข็ง 5.6% ปลาปรุงสุก 5.5% และอื่นๆ

   คู่แข่งของไทย ที่หายใจรดต้นคอ คือ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่เล่น price war ทำให้ไทยต้องใช้แรงงานจากเมียนมา ลาว กัมพูชา

   ตัวละครเอก ที่ทำให้ จังหวัดสมุทรสาคร คึกคัก แบบไม่เหมือนเมืองใดในประเทศไทย คือ แรงงานต่างด้าว ที่มาจากฝั่งเมียนมา นับแสนคน ชาย-หญิง (แรงงานจากเมียนมา มาทำงานในสมุทรสาคร ส่วนใหญ่เป็น มอญ รองลงมา คือ กะเหรี่ยง พม่า คะฉิ่น ปะโอ)

   สมุทรสาคร … มีแรงงานจากเมียนมา ลงทะเบียนถูกต้องราว 2.3 แสนคนเศษ หากแต่ความเป็นจริงจำนวนแรงงานน่าจะมากกว่านี้? …พื้นที่ตรงนี้จึงได้รับฉายาว่า Little Burma

   แรงงานต่างด้าวนับแสนคน เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อเรือมาเทียบท่าสมุทรสาคร คือ การทำเงินก้อนมหึมา ทำรายได้มหาศาลกับทุกฝ่าย …

   ตัวเลขคร่าวๆ ที่คาดเดากัน แรงงานจากเมียนมา ลาว เขมร ทั้งถูกและผิดกฎหมายราว 4.5 แสนคน

   สมุทรสาคร ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองชายแดน หากแต่จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ที่ไม่ไกลนัก ก็มีช่องทางธรรมชาติที่ไปมาหาสู่กัน ชาวพม่า ชาวมอญ กะเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนตลอดแนวนับแสน …ถ้าข้ามชายแดนมาได้ คือ การมีงาน มีเงิน มีชีวิตใหม่…

   งานแกะกุ้ง…เป็นงานที่ต้องใช้ “คน” ทำเท่านั้น ไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ ต้องอดทน พื้นที่ทำงานชื้นแฉะ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทุกคนต้องเร่งทำงานเพื่อรักษา “ความสด” ของกุ้ง… แต่ละวัน…พ่อค้า แม่ค้า จากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ นำรถบรรทุกแช่เย็นมาจอดรอหน้าตลาด เพื่อจะนำสินค้า ปู ปลา กุ้ง หอย ไป ขายต่อ …ชักช้าไม่ได้…

   งาน คือ เงิน …เงิน คือ งาน ที่ไหนมีงาน ที่นั่นก็มีคนไป… ขอย้อนภาพในอดีตครับ…ราวบ่าย 4 โมง วันที่ 23 มิ.ย. 2559 ณ ตลาดทะเลไทย ต.ท่าจีน อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร นางออง ซาน ซูจี ได้เดินทางมาพบกับแรงงานชาวพม่า…ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย…

   เธอมาพบชุมชนชาวเมียนมาที่ใหญ่ที่สุด ก่อนการเลือกตั้งในเมียนมา

   บ่ายวันนั้น เธอขึ้นไปบนระเบียงตึกในตลาด…ปรากฏตัวให้พี่น้องร่วมแผ่นดินได้เห็น กองทัพพี่น้องแรงงานเมียนมากล่าวตะโกนคำว่า “เมซู” ซึ่งหมายถึง แม่ซูจี

   เสียงร้องกระหึ่ม จำนวนชาวเมียนมาที่ปรากฏอย่างเบียดเสียด คือ ความยิ่งใหญ่ คือ ชาวเมียนมาเหล่านี้ คือ เครื่องจักรที่มีชีวิต สร้างผลผลิต สร้างเงิน…

   เมื่อส่งยิ้มพิมพ์ใจแล้วเสร็จ… เธอลงมาพบกับตัวแทนกลุ่มราว 500 คนในห้องที่จัดเตรียมไว้… เธอพูดคุยกับกลุ่มตัวแทนแรงงานเกือบ 1 ชั่วโมง

   วันนั้นเราจึงได้เห็น “ขุมกำลังแรงงานชาวเมียนมา” ในจังหวัดสมุทรสาคร ทำให้นึกถึงวิชาประวัติศาสตร์ที่เรียนตอนเด็กว่า กองทัพพม่านับแสน นำกำลังมาล้อมกรุงศรีอยุธยา…ก็คงเป็นแบบนี้แหละ

   แต่นี่ คือ นักรบแรงงานที่ขับเคลื่อน สร้างสรรค์ เศรษฐกิจไทย

   ถ้าใครไม่เคยไปเมืองสมุทรสาคร ก็ลองนึกภาพของเมืองที่มี ป้ายชื่อร้านค้า ป้ายโฆษณาบอกชื่อต่างๆ ล้วนเป็นภาษาพม่า ตู้เอทีเอ็ม ตู้หยอดเหรียญบริการมีภาษาพม่ากำกับ นี่คือ เมืองของชาวเมียนมา

   ชาวเมียนมาที่ขยันขันแข็ง ก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการ ร่ำรวย ก็ไม่น้อย…

   การพักอาศัยของแรงงานต่างด้าวเป็นแสนคน เป็นเรื่อง “ยาก” ที่จะจัดการ …เมื่อทุกคนมาพักอาศัยทำงาน ขอเก็บเงินส่งกลับบ้าน ก็เช่าตึกแถวจำนวนมหาศาล…เหมาห้องพักทั้งแถบ อยู่กันห้องละ 8 คน 10 คน ผลัดกันหุงหาอาหาร ต้มยำทำแกงกันแบบ “พออยู่ได้” …เก็บเงิน อดออม…

   แรงงานเหล่านี้…มาทำงาน…ไม่ได้มาพักผ่อนตากอากาศ…

   ที่พัก ที่กิน ที่นอน เป็นของระดับคนทำงาน

   ในสมัยผู้เขียนรับราชการ เคยไปตรวจเยี่ยมตลาดกุ้ง และสภาพที่พักอาศัย เมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่แล้วก็ “เข้าใจได้” …โดยเฉพาะห้องน้ำ ห้องส้วม มิพักต้องพูดถึง เรื่องสุขอนามัย สุขาภิบาล ความแออัด การระบายอากาศในห้องที่จำกัด

   ที่กล่าวมานี่… แรงงานนับแสนคนเหล่านี้ …มิได้ทำผิดคิดร้ายอะไร เราไปจ้างเค้ามาทำงาน เค้าต้องการทำงาน ทำเงิน ไม่มีใครอยากป่วยเจ็บ

   มีคำกล่าวโบราณว่า…ยามดีก็เรียกใช้..ป่วยไข้ก็ดูแลรักษา

   เมื่อ “สภาพโครงสร้างการพักอาศัย” เป็นแบบนี้ เมื่อเกิดโควิด-19 ระบาด การแพร่กระจาย ก็จะรวดเร็ว และมากในเชิงปริมาณ

   แรงงานต่างด้าวเหล่านี้มีอยู่ทั่วประเทศเป็นหลักล้านคน ต้องถือว่า เป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ที่เราไม่ค่อยได้ทราบ…

   ก็เหมือนคนไทย ไปทำงานในเกาหลี ในสิงคโปร์ ในประเทศอื่นๆ

   ขอแถม…ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน…10 จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมากที่สุด กทม. 7.2 แสนคน สมุทรสาคร 2.4 แสนคน นครปฐม 2.1 แสนคน ปทุมธานี 1.6 แสนคน นนทบุรี 1.6 แสนคน สมุทรปราการ 1.5 แสนคน ชลบุรี 1.3 แสนคน สุราษฎร์ธานี 1.04 แสนคน เชียงใหม่ 9.6 หมื่นคน ภูเก็ต 5.6 หมื่นคน ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ อีกนับล้านคน …มีอีกหลายชนชาติ อีกหลายกลุ่มที่เข้ามาทำมาหากิน

   นี่คือข้อมูล “ความจริง” ของสังคมไทย …ที่เราควรรู้จักให้มากขึ้น…

   โควิด-19 ที่เลี้ยวไปจังหวัดสมุทรสาคร เดินหน้าถอยหลัง แล้วตีวงฟุ้งกระจายออกไปรอบๆ … มันบ่งบอก เฉลย เรื่องลึกลับ ซับซ้อน อีกมหาศาล

   เรียบเรียงโดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

   ข้อมูลบางส่วนจากFacebook: www.facebook.com/marketeeronline