Earth and Atmosphere system บรรยากาศโลก

Topic : Earth and Amosphere System (EA System)

กลับหน้าเดิม
  1. Earth and Atmosphere system
  2. การส่งผ่านพลังงานความร้อนในรูปของ Radiation
  3. การแผ่รังสีจากวัตถุ (Emission)
  4. การดูดกลืนรังสีของบรรยากาศ
  5. การส่งผ่านพลังงานหรือมวลของไหลในรูปของ Convection
  6. Energy Balance of EA System
  7. สรุป short wave Radiation และ Long wave Emission
  8. เอกสารอ้างอิง
    1. Earth and Atmosphere System เรียบเรียงโดย นพ ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    2. Boundary Layer Climate 2nd Edition , T.R.OKE

Earth and Atmosphere System

บรรยากาศประกอบด้วยชั้นต่างๆ ดังนี้ ชั้นล่างสุดเรียกว่าชั้น โทรโพสเฟียร์ (Trophosphere) ชั้นถัดขึ้นมาตามลำดับได้แก่  สตราโทสเฟียร์ มีโซสเฟียร์  เทอร์โมสเฟียร์ และชั้นบนสุดคือ เอกโซสเฟียร์  โดยน้ำหนักของบรรยากาศประมาณ 1 ใน ส่วนของน้ำหนักโลก โดย 50% ของน้ำหนักบรรยากาศ อยู่ในระดับไม่เกิน 5-6 กิโลเมตร ส่วนอีก 25% อยู่ในระดับ 5-10 กิโลเมตร

สำหรับระบบของบรรยากาศที่เกี่ยวกับกับระบบการแลกเปลี่ยนพลังงานและมวลสาร(Energy and mass exchange) นั้นจะกล่าวถึงบรรยากาศที่ระดับล่างที่สุดคือระดับ  โทรโพสเฟียร์  โดยจะเน้นหนักบรรยากาศที่ความสูงประมาณ 1 กิโลเมตร หรือที่เรียกว่า Planetary Boundary layers  สำหรับชั้นที่มีการปั่นป่วนของพลังงาน หรือเรียกว่า Turbulent surface layer นั้นจะอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 10 เมตร ส่วนของบรรยากาศที่ติดกับพื้นผิวโลก จะเรียกว่า Roughness Layer ที่อยู่ที่ระดับความสูงเหนือพื้นผิวในระดับมิลลิเมตรจนถึง 10 เซนติเมตรเท่านั้น

การแบ่ง Scale ทั้งในระดับบรรยากาศและพื้นโลก เป็น 4 ระดับ

  1. Micro scale (1 ซม.-1000 ม) 
  2. Local scale (100-5000 เมตร) 
  3. Meso Scale (10 – 200 กิโลเมตร)
  4. Macro Scale ( 100 – 100,000 กม)
     ถ้ากล่าวถึงระบบ จะต้องพิจารณาในส่วนส่วน Input àprocess àOutput  จากหลักการคงที่ของพลังงานที่กล่าวว่า พลังงานขาเข้า เท่ากับ พลังงานขาออก  ในระบบของ Earth – Atmosphere system นั้น พลังงานจะประกอบด้วย 4 ประเภทคือ Radiant (รังสี) , Thermal (ความร้อน) , Kinetic (พลังงานจลน์) และ Potential (พลังงานแฝง เช่นความร้อนแฝง เป็นต้น)  ซึ่งพลังงานทั้ง 4 รูปแบบนั้นสามารถเปลี่ยนรูปร่างจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น รังสีจากดวงอาทิตย์  เปลี่ยนเป็นรูปของพลังงานความร้อน และความร้อนทำให้บรรยากาศมีความหนาแน่นหรือความกดอากาศที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของมวลอากาศจากที่ที่มีความควาดกดอากาศสูงไปสู่ที่ที่มีความกดอากาศที่ต่ำกว่าเกิดลมขึ้นหรือเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์  ความร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น ทำให้เปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นไอน้ำ  การเปลี่ยนน้ำที่ 100 องศา C ให้เป็นไอน้ำที่ 100 องศา  ต้องใช้ความร้อนแฝงในการเปลี่ยนสถานะ ในทางกลับกัน น้ำแข็งที่ 0 องศา C จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นน้ำที่ 0 องศา C ก็ต้องคลายความร้อนออกมา ความร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะนี้คือความร้อนแฝง หรือ potential ทั้งหมดที่กล่าวมาคือเปลี่ยนแปลงของพลังงานจากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่งได้ หรือรูปร่างไม่คงที่ แต่พลังงานของขาเข้าและขาออกต้องเท่ากัน หรือที่เรียกว่าหลักการคงที่ของพลังงาน 

การส่งผ่านพลังงานในรูปของ Radiation (รังสีจากดวงอาทิตย์)

รังสีจากดวงอาทิย์เป็นพลังงานรูปหนึ่ง  ซึ่งเป็นได้ทั้งอนุภาคหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้าเป็นอนุภาค จะอธิบายในรูปโฟตอน ที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวพา จึงสามารถที่จะเคลื่อนที่ผ่านสูญญากาศมายังโลกได้ แต่ถ้ามีสถานะเป็นคลื่น การเคลื่อนที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วในรูปแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความความยาวคลื่นต่างๆกัน ทำให้เกิดพลังงานขึ้น จากสูตร E = fλ   หรือพลังงานเท่ากับ ความถี่ x ความยาวคลื่น  โดยรังสีของดวงอาทิย์จะประกอบด้วยคลื่นที่มีความยาวคลื่นต่างกัน คลื่นสั้น (short wave) ได้แก่ รังสีแกมมา รังสีเอกซ์ และรังสีอุลตราไวโอเลต หรือ UV ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ช่วงคลื่นที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาอยู่ในช่วง 0.4 – 0.7 ไมครอน โดยจะเห็นเป็นสีรุ้งเมื่อแสงกระทบตัวกลางหรือบรรยากาศแล้วเกิดการกระเจิงออกมาเป็นสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง  ต่อมาจะเป็นช่วงคลื่นที่ยาวขึ้นได้แก่ อินฟราเรด  ไมโครเวฟ (คลื่นความร้อน) และช่วงคลื่นที่ยาวขึ้นได้แก่ เรดาห์ วิทยุ FM วิทยุคลื่นสั้นAM และวิทยุคลื่นยาว  

การแผ่รังสีของวัตถุ (Emission)

วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิมากกว่า 00สมบูรณ์ หรือ 00 K  นั้นสามารถที่จะแผ่รังสีได้ (Emit)  โดย 0 องศา K เท่ากับ -283 องศา C   ความสามารถในการแผ่รังสีจากพื้นผิวต่อหน่วยพื้นที่ต่อเวลาเราเรียกว่า surface emssivity(ɛ)

  • จากสมการที่ได้กล่าวมาในข้อ 1-4 สรุปได้ว่า พื้นดินนั้นทึบ แต่พื้นน้ำโปร่งกว่า พื้นดินสะท้อนรังสีได้น้อย จะดูดกลืนและแผ่รังสี (Long Wave) ไปยังบรรยากาศได้มากกว่าพื้นน้ำที่สะท้อนรังสีได้มากกว่า ดูดกลืนและแผ่รังสี (Long wave) ได้น้อยกว่า           
  • ความแตกต่างของการสะท้อน การดูดกลืน การยอมให้รังสีผ่าน การแผ่รังสี ของดินกับน้ำทำให้เกิดความแตกต่างกันของรูปแบบของพลังงาน (รังสี  ความร้อน พลังงานจลน์ และพลังงานแฝงขึ้น) ส่งผลทำให้เกิด การถ่ายเทความร้อน เกิดความกดอากาศที่แตกต่างกันทำให้เกิดลม (ความเร็วลมที่แตกต่างกัน) เกิดฝน (มากน้อย จนถึงพายุฝน)  การเข้าใจ Energy and mass exchange จะทำให้ทราบปัจจัยทางอุตินิยมวิทยา ซึ่งปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา บวกกับ ฝังเมืองและการออกแบบอาคาร  การกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลต่อพลังงาน จะส่งผลต่อองค์ประกอบของสารต่างๆในบรรยากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศ  

การดูดกลืนรังสีของบรรยากาศ

จากรูปจะเห็นว่า บรรยากาศดูดกลืนรังสีความยาวคลื่นสั้น (Short wave)  ได้น้อยกว่าความยาวคลื่นยาว (Long wave)  โดยเฉพาะในช่วงความยาวคลื่น 0.3- 3 ไมครอน  มีเพียง O2 และ Ozone ที่มีประสิทธิภาพในการดูดกลืนรังสีความยาวคลื่นสั้น   การดูดกลืนรังสีความยาวคลื่นยาว (long wave) ทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะ น้ำ และ CO2  ช่วงความยาวคลื่น 8-10 ไมครอนมีช่องว่าง (Atmoshere window) ที่ถูกดูดกลืนรังสีได้น้อย เชื่อว่าช่องว่างนี้เป็นช่องที่ทำให้เกิดการสูญเสีย Long wave ไปสู่อวกาศ (Space) ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ช่องว่างนี้ เนื่องจาก ζ=ɛ หรือ ถ้าไม่สามารถดูดกลืนรังสีช่วงคลื่นนั้นได้ ก็จะไม่สามารถที่จะแผ่รังสีที่ช่วงคลื่นเดียวกันได้    โดยวันที่มีเมฆมากก็จะสามารถปิดที่ช่องนี้ได้มากกว่า    รังสีจากดวงอาทิตย์เมื่อส่งมายังโลก ส่วนหนึ่งจะถูกดูดกลืนโดยชั้นบรรยากาศ ส่วนที่เหลือจากการดูดกลืนจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกเมื่อผ่านบรรยากาศจะ Disperse หรือ Diffuse (D) โดยก้อนเมฆและน้ำในบรรยากาศจะเป็นตัว diffuse รังสีได้ดี อีกส่วนหนึ่งจะส่งตรงมายังพื้นผิวโลกโดยตรง (S)  โดย short wave radiation ที่มายังพื้นผิวโลก (K ↓= S+D)  โดย Long wave ที่แผ่จากบรรยากาศมายังพื้นผิวโลกใช้สัญลักษณ์ L↓ ส่วนที่แผ่จากผืนผิวโลกกลับไปยังบรรยากาศใช้สัญญลักษณ์ L↑


การส่งผ่านพลังงานหรือมวลของไหลในรูปของ Convection

Convection คือการถ่ายเทของมวลอากาศในแนวดิ่ง ซึ่งการ covection นั้นสามารถเกิดได้ในของเหลวและก๊าซเท่านั้น   วิธีการส่งผ่านพลังงานหรือมวลสารของอากาศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง นั้นทำได้ด้วยการหมุนวนของกลุ่มก้อนอากาศหรือเรียกว่า eddies  ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวแบบ Turburance motion มีได้ 2 แบบ ได้แก่
  1. free convection เป็นการเคลื่อนไหวเนื่องจากมีความกดอากาศของบริเวณหนึ่งต่างจากบริเวณโดยรอบ เช่น บริเวณอากาศที่ร้อนกว่าอากาศโดยรอบ อากาศบริเวณที่ร้อนที่เบากว่าจะลอยขึ้นด้านบน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเย็นกว่าก็จะจมลงสู่ด้านล่าง ทำให้เกิดการแทนที่อากาศขึ้น  ตัวอย่างเช่น ไอน้ำที่พวยพุ่งจากกาน้ำเดือดเห็นเป็นสายขึ้นเป็นในอากาศ หรือการที่พื้นผิวดินถูกแดดเผาในตอนกลางวัน  อากาศด้านล่างที่ร้อนกว่าก็จะลอยตัวขึ้นด้านบน ในกรณีที่บรรยากาศอยู่ในภาวะที่สามารถเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้อย่างอิสระ (Free convection) จะเรียกสถานะช่วงนี้ว่าเป็นบรรยากาศที่ไม่เสถียร (Unstable) เนื่องจากอากาศร้อนจะลอยขึ้นด้านบนตลอดเวลา   แต่ถ้าการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบนถูกยับยั้งจะเรียกว่าบรรยากาศเสถียร (Stable) เนื่องจากไม่มีการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวดิ่ง
  2. force convection เมื่ออากาศผ่านพื้นผิวที่ถูกกีดขวางด้วย ต้นไม้ หรืออาคาร ก็จะเกิดแรงเสียดทานขึ้น ซึ่งความมากน้อยของแรงเสียดทานขึ้นความหยาบของพื้นผิวที่กั้นขวาง และความเร็วของการเคลื่อนไหวในแนวราบ โดยที่พลังงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิจะเรียกว่า sensible heat  แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของพลังงานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานะเช่น จากน้ำเป็นไอ หรือ จากไอน้ำกลับมาเป็นน้ำที่เป็นของเหลว โดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่า ความร้อนแฝง (latent heat)

Enery Balance of EA System

จากรูปจะแบ่ง Earth Atmoshere System เป็น 3 ระบบย่อย (Subsystem) ดังนี้

  1. ระบบย่อยรังสีคลื่นสั้น (short wave) รังสีจากดวงอาทิตย์ส่งมาในรูปของความยาวคลื่นช่วงสั้น (Short wave) ด้วยความเข้มข้นเฉลี่ยต่อปีคือ 338 วัตต์/ตร.ม. (ตัวเลขที่อยู่ในรูปเท่ากับ ร้อยละของค่านี้) โดยรังสีดวงอาทิตย์ผ่านมายังบรรยากาศ ถูกเมฆดูดกลืนรังสีไว้ 5% ส่วนอีก 19% สะท้อนกลับไปยังอวกาศ ด้านบน (space) และถูกดูดกลืนโดยบรรยากาศ 20% ส่วนอีก 6% สะท้อนกลับไปยังอวกาศ ที่เหลืออีก 47% นั้นส่งตรงมายังพื้นผิวโลก และสะท้อนกลับไปอวกาศ 3%
  2. ระบบย่อย รังสีคลื่นช่วงยาว (Long wave) โดยวัตถุใดก็ตามที่มีอุณหภูมิมากกว่า 0 องศาสัมบูรณ์ (K) จะสามารถแผ่รังสีได้  โดยพื้นผิวโลกแผ่รังสีทั้งหมด 119% เพื่อไม่ให้พลังงานสูญเสียไปยังอวกาศมาก จึงแผ่รังสีให้บรรยากาศ 109% โดยบรรยากาศได้ดูดกลืนรังสีจำนวนดังกล่าวไว้  โดยสูญเสียไปยังสุญญากาศเพียง 5% ในส่วนของบรรยากาศนั้นแผ่รังสีทั้งหมด 163%  โดยแผ่รังสีไปให้พื้นผิวโลก 96% ส่วนอีก 67% สูญเสียไปยังอวกาศ 
  3. ระบบย่อยการส่งผ่านความร้อนด้วยวิธี convection การที่พื้นดิน ค่าความร้อนสุทธิ +29% ส่วนค่าความร้อนสุทธิของบรรยากาศ -29%  ทำให้เกิด storage ที่ผิวโลก ∆s ซึ่งในระยะยาวค่านี้ต้องหมดไป ∆s =0 โดยผิวโลกทำการส่งผ่านความร้อนด้วยวิธีการ convection ให้กับบรรยากาศในรูปของ Sensible heat 4% และ Latent heat 25% รวม 29%  (ระยะยาว Energy Input = Energy Output ส่วนระยะสั้นมี storage ของ Energy เข้าไปใน Subsystem ใด sub system หนึ่งได้ เป็น  Energy Input = Energy Output + ∆s
สรุป ตัวเลขของระบบย่อย short wave และ Long wave ได้ดังนี้
  1. รังสีจากดวงอาทิตย์ที่มาจาก space 100% นั้น ถูกสะท้อนกลับในรูปของ short wave = 28% (19%+6%+3%) และในรูปของ Long wave= 72%(5+67%)  รวม 100%
  2. พื้นผิวโลกได้ความร้อนสุทธิ จาก short wave (K*↓) = 47%  จาก Long wave (L*↓) – 18% (แผ่รังสีให้บรรยากาศ 114% แต่ได้รับจากบรรยากาศ 96%)  ความร้อนสุทธิของพื้นผิวโลก (Q*)=29% (47-18%)
  3. บรรยากาศได้รับการแผ่รังสีสุทธิเท่ากับ -54% (ได้จากการดูดกลืนรังสีที่พื้นผิวโลกแผ่รังสีให้ 109% หักด้วยค่าที่บรรยากาศแผ่รังสีไปทั้งหมด 163% (ให้ space(67%)  ให้พื้นผิวโลก (96%) )
  4. ความร้อนสุทธิของบรรยากาศ เท่ากับ ด้าน short wave ที่เมฆดูดกลืน(5%) และบรรยากาศดูดกลืนไว้ (20%) รวม 25%  ส่วนด้าน Long wave เท่ากับ -54% (ตามข้อ 3)  ค่าสุทธิจึงเท่ากับ +25%-54% = -29%

สรุป

ได้กล่าวถึงชั้นของบรรยากาศในระดับต่างๆ และชั้นที่มีความสำคัญในการศึกษาทางอุตุนิยมวิทยาคือชั้นโทรโพสเฟียร์ โดยเฉพาะความสูงประมาณ 1 กิโลเมตรจากผิวดิน หรือที่เรียกว่า Planetery Boundary layer เพราะส่งผลต่อ Earth – Atmoshere System มากที่สุด จากการที่โลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน ซึ่งรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลกในเวลากลางวันส่วนใหญ่เป็นความความยาวคลื่นช่วงสั้น ทำให้ผิวโลกและบรรยากาศร้อนขึ้น โดยมีอุณหภูมิในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน  เมื่อวัตถุที่อุณหภูมิมากกว่า 00 K จะแผ่รังสีคลื่นยาวที่อุณหภูมิโลก  บรรยากาศและพื้นผิวโลกจะมีการถ่ายเทพลังงานทั้ง short wave และ Long wave ระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดความร้อนสุทธิ (Q*) ที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา สรุปจาก Radiation จากดวงอาทิตย์ เปลี่ยนเป็นความร้อน จากความร้อนทำให้อุณหภูมิบรรยากาศแตกต่างกัน ทำให้เกิดการคลื่นที่ของมวลอากาศคือลมซึ่งเป็นพลังงานจลน์ และการเปลี่ยนแปลงสถานะ เช่น จากน้ำเป็นน้ำแข็ง หรือน้ำเป็นไอน้ำ ต้องใช้ความร้อนจำนวนหนึ่งในการเปลี่ยนสถานะโดยที่อุณหภูมิเท่าเดิม เรียกความร้อนแฝง  ซึ่งในแต่ละชั่วโมงของวันแต่ละวันนั้น ความหนาแน่นของพลังงาน (Energy flux density) ก็มีความแตกต่างกันไปขึ้นกับภูมิอากาศได้แก่ ท้องฟ้าแจ่มใสหรือมีเมฆมาก ความเร็วลม ความกดอากาศ และเป็นช่วงเวลาใดของวัน ซึ่งความรู้ในบทนี้จะเป็นพื้นฐานในการที่จะเข้าใจ 2 เรื่องใหญ่ก่อนที่จะไปถึงเรื่อง Air Pollution คือ

  1. ความเป็นเมือง (Urbanization)  พื้นที่ด้านนอกที่เป็นชนบท อากาศเหนือพื้นที่ในชนบทจะเย็นกว่า อากาศเหนือพื้นที่ในเมือง เนื่องจากมีสิ่งก่อสร้างมากมาย วัสดุก่อสร้างของเมืองสะท้อนรังสีให้กับบรรยากาศได้มากกว่า ดูดซับรังสีได้น้อยกว่าอีกทั้งกิจกรรมภายในเขตเมืองก็จะสร้างความร้อนได้มากกว่า ทำให้เกิดเกาะความร้อนในเมือง (Heat Island)  และร้อนกว่าพื้นที่ชนบทตลอดทั้งวัน ถ้าอาศัยลมท้องถิ่นคือลมจากชนบทและเมืองแล้ว ลมจะพัดจากชนบทเข้าสู่เมือง แหล่งอุตสาหกรรมที่มีปล่องปล่อยอากาศเสียมักตั้งอยู่ชานเมืองก็จะพัดเข้าสู่เมือง จราจรหนาแน่นในเมืองก็จะไม่กระจายออกนอกเมือง ในเมืองร้อนตลอดเวลาทำให้เกิดบรรณยากาศผกผันครอบตัวเมือง ทำให้มลพิษไม่สามารถลอยขึ้นบรรยากาศชั้นบนได้ ความเป็นเมืองจึงซ้ำเติมมลพิษทางอากาศในเมือง
  2. อุณหภูมิผกผันของบรรยากาศ (Temperature Inversion)    โดยปกตินั้นอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศ คืออุณหภูมิของบรรณยากาศชั้นล่างจะร้อนกว่าด้านบน หรือ ยิ่งสูงยิ่งหนาว ในกรณีที่มีการอุณหภูมิผกผันคือ มีชั้นของบรรณยากาศที่ร้อนไปคั่นระหว่างบรรณยากาศที่เย็น จะเกิดปัญหาคือ อากาศด้านล่างจะเคลื่อนที่ขึ้นบนในแนวดิ่งไม่ได้ ชั้น Inversion ที่ทำตัวเหมือนฝาชีครอบไม่ให้อากาศขึ้นบน นั้นคือมลพิษในอากาศก็จะถูกกักไว้ด้านล่าง ไม่กระจายขึ้นบรรยากาศชั้นบนที่มีความสูงเป็นกิโลเมตรได้

รูป (a) แสงแดดที่ส่องมายังโลก (solar beam) จะส่งมาในรูปของรังสีคลื่นสั้น ทำมุมกับพื้นผิวโลก ซึ่งความแรงของแสงแดดที่กระทบตั้งฉาก จะมีค่าเท่ากับ Cos ของมุมที่มากระทบ

รูป (b) แสงแดดที่ส่งลงมายังโลก บางส่วนถูก Diffuse โดยบรรยากาศและโดยเมฆ (D) และส่งหนึ่งจะส่งตรงลงมายังโลกโดยตรง (S)  หรือ K = D+S

(a) ในช่วงกลางวันที่ รังสีคลื่นสั้นที่ส่งลงมากระทบพื้นผิวโลก (K*↓) จะมีบางส่วนจะถูกสะท้อนกลับโดยพื้นผิวโลก (K ลูกศรขึ้น) ค่าสุทธิเท่ากับ K* พื้นผิวโลกแผ่รังสีคลื่นยาว (L ลูกศรขึ้น) ให้บรรยากาศ ในขณะเดียวกันบรรยากาศก็แผ่รังสีคลื่นยาว (L ลูกศรลง) มาที่พื้นผิวโลก เขียนสมการได้เป็น K*+L* = Q* และ Q* = QG+QH+QE (Q ของ Sub surface ของโลก + Q ที่เป็น Sensible Heat ,Q ที่เป็น Latent Heat)

(b) ในช่วงกลางคืนไม่มีแสงแดด จะมีเพียงการแผ่รังสีคลื่นยาวเท่านั้น

สรุปปริมาณพลังงานใน 24 ชั่วโมง โดย

Short wave (K) นั้นจะมีเฉพาะเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น พอดวงอาทิตย์ตก ก็จะหมดไป

Long Wave Emission ที่เป็น  L↓ หมายถึง Long waveที่แผ่จากบรรยากาศให้พื้นผิวโลก ส่วน Long wave ที่เป็น L ↑ คือ Long wave ที่พื้นผิวโลกแผ่ให้บรรยากาศ

ปริมาณ Q* คือปริมาณพลังงานสุทธิ
 
สมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย
Copyright © 2019 Thai Health Literacy Promotion Association.(THLA)