Untitled Document
Topic : สิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ  
  1. ขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อระดับประเทศ
  2. ขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อ ระดับเขต
  3. เหตุรำคาญและกฏหมายสาธารณสุข
  4. อากาศ
  5. Climate Change
  6. เครื่องชี้วัดสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

อธิบาย Conceptual Framework
  1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมุ้งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แม้จะไม่ได้ละเลยการพัฒนาทางสังคม แต่การพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ก้าวไปทันการพัฒนาเศรษฐกิจ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท การย้ายถิ่นจากชนบทมาสู่เมืองมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มที่เมืองจะเติบโตขึ้น หรือต่อไปจะเรียกว่า Urbanization เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้แออัดในเมือง การเปลี่ยนแปลง Life style ของคนเมือง และมีใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากและไม่ยั่งยืน และในปี 2558 ที่จะรวมตัวเป็นประชาคม ASEAN ความเป็นเมืองจะยิ่งมากขึ้น และเป็นเมืองที่ข้ามพรมแดน นอกจากจะส่งผลต่อความแออัดที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วอาจจะส่งผลด้านสังคมจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน ส่งผลต่อการแพร่กระจายโรคที่ไม่เคยมีในเมืองไทย อีกด้วย
  2. Urbanization ทำให้เกิด ขยะ น้ำเสีย อากาศเสีย เสียงดัง กลิ่น ความร้อน และส่งผลต่อวงจรชีวิตของพาหะนำโรค ทำให้การระบาดของโรครุนแรงขึ้น นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเมือง ทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเรื้อรัง (NCD) ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคของหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน นอกจากจะปรับปรุงเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรำคาญ หรือก่อโรคแล้ว ต้องพิจารณาในมิติของเมืองต้องสร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตและวิถีชีวิตที่ดี  (Supportive Environment for health) เป็นเมืองที่ส่งเสริมการออกกำลังกาย ส่งเสริมการใช้จักรยานเป็นวิถีชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังลดการใช้พลังงาน Fossils ไม่สร้างมลพิษ เป็นเมืองปลอดบุหรี่ในที่ชุมชน เป็นเมืองที่ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ ซึ่งจะส่งผลต่อการอาชญากรรมและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางการจราจร
  3. ชุมชน/ท้องถิ่น เป็นจุดที่ต้องรองรับผลที่เกิดขึ้น ซึ่ง 3 องค์ประกอบหลักที่ชุมชน/ท้องถิ่น จะสามารถรับปัญหาได้หรือไม่ ประกอบด้วย
    1. การมีส่วนร่วมของชุมชน ปัญหาเรื่องมลพิษต่างๆ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม ถ้าทุกคนต่างสร้างมลภาวะ แล้วคิดว่าเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นมีหน้าที่จัดการแล้ว ปัญหาก็จะตามมา เช่นปัญหาขยะ ถ้าขาดการมีส่วนร่วมในการลดการผลิตขยะ การแยกขยะเพื่อนำสิ่งของมา reuse ,recycle หรือเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์สิน การจัดการขยะอินทรีย์ในชั้นสุดท้าย (Final Disposal) ที่แหล่งกำเนิด (ที่บ้านตนเอง) อย่างถูกหลักวิชาการ นอกจากจะลดปริมาณขยะแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จากขยะได้
    2. การบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหา ปัญหาสิงแวดล้อมเกินกำลังที่จะให้หน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องบูรณาการ การทำให้แต่ละ sector เข้าใจบทบาทของตนเอง และทำหน้าที่ตามบทบาทให้ดีที่สุด  สื่อสารข้อมูลระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และประสานการทำงาน จะทำให้งานสำเร็จไปด้วยดี
    3. การจัดการขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท) อปท.ถูกออกแบบให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ มีความอิสระในการดูแลตนเอง และมีงบประมาณในการให้บริการสาธารณะในพื้นที่  พรบ.สาธารณสุขก็อออกแบบ โดยเน้นหลักการกระจายอำนาจในการจัดการให้กับท้องถิ่น เพราะการออกกฎกระทรวงครอบคลุมทั้งประเทศ อาจจะสร้างปัญหาในการปฏิบัติให้กับบางท้องถิ่น จึงให้ออกข้อกำหนดเองตามความพร้อมและความจำเป็น และให้ท้องถิ่นเป็นผู้บังคับใช้ข้อกำหนดนั้น ความเข้มแข็งของระบบจัดการของท้องถิ่น เป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำให้ประชาชนในพื้นที่อยู่กินได้อย่างมีคุณภาพชีวิต และมีความยั่งยืน
  4. ถ้าปัญหาทางสิ่งแวดล้อม มากเกินกว่าทุนทั่ง 3 ของท้องถิ่นและชุมชนที่จะรองรับได้ ก็จะเกิดเหตุรำคาญหรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น (Major Event) ซึ่งถ้าชุมชนท้องถิ่นแก้ไขไม่ได้ ก็จะมีการร้องเรียนไปสู่ระดับจังหวัด ถ้าระดับจังหวัดจัดการไม่ได้ เรื่องก็จะไปสู่ระดับประเทศ หรือไม่ก็ออกทางสื่อต่างๆ  เพื่อสื่อสารไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ีอให้จัดการกับคนละเมิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ ละเว้น (มาตรา 157)
มาตรการในการจัดการ
  1. การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเหตุรำคาญ และตอบสนองเหตุรำคาญ ทั้งแบบเฉพาะหน้าระยะสั้น และแก้ไขเชิงระบบในระยะยาว
  2. การสื่อสารความเสี่ยงจากระบบข้อมูลเหตุรำคาญ หรือจากข้อมูลเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (รง.506) หรือจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆนำข้อมูลในการวางแผน ตัดสินใจ ควบคุมกำกับ หรือปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์
  3. การใช้เวทีคณะอนุกรรมการสาธารณสุขระดับจังหวัด เป็นเวทีสำหรับ นำเรืองราวร้องทุกข์ หรือข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ สังเคราะหฺ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเชิงระบบและมีประสิทธิภาพ นำเรียนข้อมูลในที่ประชุมเพื่อการสั่งการ การควบคุมกำกับ การติดตามงาน และเป็นเวทีของการบูรณาการทุกภาคส่วน
  4. ระบบการติดตามประเมินผล รวมถึงการจัดการความรู้ เพื่อให้ ชุมชนหรือท้องถิ่นหนึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอีกชุมชน/ท้องถิ่น หนึ่ง
  5. พัฒนาความเข้มแข็งของท้องถิ่น และการบูรณาการในพื้นที่  โดยพัฒนาใน 3 เรื่องหลักคือ
    1. การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการสร้างชุมชนเข้มแข็งในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
    2. การบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา โดยแบ่งบทบาทหน้าที่กันให้ชัดเจน โดย
      1. ท้องถิ่น คือ ผู้ปฏิบัติงานหลัก
      2. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เน้นหนักในด้านการสะท้อนข้อมูลสภาพปัญหาทั้งในเรื่องสถานะสุขภาพและสถานะที่เป็นตัวแปรทางอนามัยสิ่งแวดล้อม การเตรียมข้อมูลเพื่อสะท้อนกลับไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการเตรียมข้อมูลสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสาธารณสุขระดับจังหวัด การสนับสนุนด้านวิชาการรวมถึงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะให้กับบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      3. กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตร กระทรวงมหาดไทย และ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
    3. การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท)
      1. การออกข้อบังคับของท้องถิ่น เพื่อให้มีความเพียงพอต่อการรองรับปัญหาในปัจจุบัน และสามารถป้องกันปัญหาในอนาคตได้
      2. การบังคับใช้ข้อบังคับท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ
      3. การจัดบริการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
  6. พัฒนาศูนย์เรียนรู้ในเรื่องสุขาภิบาลอย่่างยั่งยืน  เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ชุมชนนำสู่การปฏิบัติ โดยเป็นตัวอย่างที่สามารถทำได้จริง มีความยั่งยืน โดยสร้างศุนย์เรียนรู้ต้นแบบก่อน จากนั้นขยายศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้เกิดความครอบคลุมให้ได้อย่างน้อย 1 อำเภอมีศูนย์เรียนรู้สุขาภิบาลอย่างยั่งยืน
  7. การพัฒนาเมือง/ชุมชนอย่างยั่งยืน (คือร่มใหญ่ในการบูรณาการแผนย่อยต่างๆที่เกี่ยวข้อง)

เอกสารอ้างอิง
น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี Web Site เพื่อแจ้งข่าวสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
Dr.Chonlatit Urairoekkun M.D.,M.P.H.,M.B.A. - Director of Hea lth Promtion Center Region 5 - Ratchaburi